xs
xsm
sm
md
lg

ทุนนิยมและเสรีนิยมในเครื่องแบบนักเรียน

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
(การวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล)
อาจารย์ประจำสาขาวิชา วิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


เมื่อสองสามวันมานี้เกิดประเด็นใหญ่ในสังคมไทย คือการที่ผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทตามสบายมาโรงเรียนได้ในทุกวันอังคาร โดยกล่าวว่าจะมีการศึกษาวิจัยผลของการใส่เครื่องแบบกับการแต่งไปรเวทที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์หรือพฤติกรรมของนักเรียนด้วย

เรื่องนี้มีกระแสสังคมทั้งในทางที่สนับสนุนและคัดค้าน สำหรับนักเรียนแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่เด็กส่วนใหญ่ชอบ เพราะวัยรุ่นต้องการเป็นตัวของตัวเอง ต้องการเสรีภาพในการแสดงความคิด เป็นเรื่องปกติของเยาวชนทั่วโลกที่จะมีความเป็นเสรีนิยม (Liberalism) ได้ทำอะไรตามใจตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง และได้คิดสร้างสรรค์ที่จะแต่งตัวกันในแบบแปลกๆ แตกต่างกันออกไปอันเป็นการแสวงและแสดงอัตลักษณ์ (Identity search and expression) ของตนเอง เด็กนักเรียนบ้างก็แต่งขาสั้น เสื้อยืดคอกลมหรือคอโปโล แต่งชุดหมีของช่าง หรือ แต่งชุดลูกหมีการ์ตูนมาโรงเรียน บ้างก็ใส่สูทมา แล้วแต่ชอบ เป็นที่ฮือฮาครื้นเครงดี

แต่แล้วสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนก็มีมติให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนทบทวนเรื่องดังกล่าว ซึ่งทางโรงเรียนนั้นก็ออกมาแถลงว่าสังคมไทยยังไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการเปิดกว้างและจะขอทบทวนอีกครั้ง

ประเด็นที่ถกเถียงกันในเรื่องการแต่งไปรเวทมาโรงเรียนได้แก่

หนึ่ง นักเรียนจะแต่งตัวเกรียนจนเลยขอบเขตความเหมาะสมของความเป็นนักเรียนหรือไม่ เรื่องนี้มีพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากเป็นห่วง คนที่อนุรักษ์นิยมหน่อยก็จะห่วงและแสดงความไม่เห็นด้วย หลายคนโดยเฉพาะศิษย์เก่ามองว่าอาจจะเป็นการทำลายเอกลักษณ์อันดีงามที่น่าภาคภูมิใจของโรงเรียนไปเสียด้วยซ้ำ และให้ความเห็นว่าน้องๆ มีเวลาแต่งตัวด้วยเครื่องแบบนักเรียนไม่นานนักควรแต่งด้วยความภาคภูมิใจ

สอง นักเรียนชายจะแต่งหญิง หรือไม่ โดยเฉพาะนักเรียนที่เป็นสาวประเภทสอง คนที่มีความเห็นเป็นเสรีนิยมก็จะแสดงความเห็นไปในทำนองว่าก็ควรเปิดโอกาส ในเมื่อเป็นการแต่งไปรเวทแล้วและเปิดกว้างเสรีนิยมแล้ว สิ่งใดที่เป็นตัวของตัวนักเรียนเอง ตัวเด็กเองก็ควรต้องปล่อยให้เสรี ให้เขาได้ค้นพบตัวของตัวเอง ได้มีอิสระในการแสดงออกตามที่ใจเขาปรารถนา

สาม การให้แต่งไปรเวทไปโรงเรียนจะยิ่งถ่างออกความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐฐานะของครอบครัวและผู้ปกครองหรือไม่ เด็กที่ฐานะดีจะแข่งกันแต่งหรูใส่แบรนด์เนมแพงๆ มาอวดร่ำอวดรวยกันหรือไม่ ข้อนี้คนที่เป็นเสรีนิยมก็จะมองว่าเด็กคงแต่งกันไม่กี่วัน แล้วก็เบื่อไป คงไม่มาพิถีพิถันเลือกเครื่องแต่งกายที่จะโดดเด่นไปตลอด แต่คนที่มีฐานะทางบ้านดีกว่าก็อาจจะแต่งตัวได้ดีกว่าเพื่อน ๆ แล้วถ้าเด็กยากจนมาเรียนในโรงเรียนแล้วไม่มีอะไรจะแต่งให้ดูดีเช่นเพื่อนคนอื่น ๆ บ้างเล่าจะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจไหม

หลายคนออกมาโต้แย้งว่า โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนไม่มีลูกคนจน ๆ มาเรียนหรอก เด็กที่ยากจนไม่น่าจะมีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ มีคนมาถกเถียงว่า คำถามนี้ไม่ต้องสนใจ

ผมกลับคิดว่าคำถามนี้ยิ่งน่าสนใจ และควรจะถามต่อว่า การแต่งไปรเวทไปโรงเรียนซึ่งเป็นความคิดแบบเสรีนิยมจะเปิดประตูต้อนรับเฉพาะทุนนิยม และปฏิเสธสังคมนิยมหรือไม่

ผมกลับมองว่า ถ้าอย่างนั้น คำถามที่น่าสนใจคือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จะรับแต่ลูกคนมีเงินไปเรียนอย่างนั้นหรือ? พระสิริของพระเจ้าน่าจะไม่ได้สอนมาอย่างนี้ น่าจะเต็มไปด้วยพระเมตตาและความรักที่เสมอภาคต่อชนทุกชั้น

ผมไม่ได้เชื่อที่มีคนมาถกเถียงกับผมว่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มีแต่ลูกคนร่ำรวย และมีผู้มาอธิบายให้ฟังว่าแม้แต่ลูกของพนักงานทำความสะอาดในโรงเรียนเครือคาทอลิคแห่งนี้ก็ใช้สิทธิ์พนักงานให้ลูกเรียน BCC ได้ (ซึ่งน่าจะจริง แต่คงต้องตรวจสอบต่อไป)

ส่วนตัวผมเห็นว่าโรงเรียนควรให้โอกาสเด็กตามความสามารถและศักยภาพมากกว่าเงินในกระเป๋าของพ่อแม่ อีกอย่างถ้ามีเงินจากคนร่ำรวยไปช่วยนักเรียนที่พ่อแม่ยากจนให้ได้เรียนโรงเรียนดี ๆ ได้มีเพื่อนอีกฐานะก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ ช่วยยกระดับสังคมของเด็กที่บ้านยากจนได้ โรงเรียนควรสอนให้เด็กได้มีเพื่อนทุกชนชั้น ไม่ว่าจะรวยหรือจน สำหรับลูกของคนร่ำรวย การที่ได้มีเพื่อนที่มาจากครอบครัวฐานะยากจนช่วยให้ติดดินและเห็นความเป็นมนุษย์และเข้าใจชีวิต มีเมตตา มีความเข้าใจในมนุษย์มากขึ้น รู้จักแบ่งปัน เช่น หากมีนาฬิกาแพง ๆ หรู ๆ หลายเรือนก็รู้จักที่จะแบ่งให้เพื่อนรักได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากขึ้น ไม่ใช่ลอยลืมตัว ไม่ติดดิน ไม่เห็นหัวและไม่เห็นใจคนยากจนกว่าตนเอง

สิ่งที่เราอาจจะต้องระวังคือเสรีนิยมอาจจะนำทุนนิยมที่ไม่เหมาะสมเข้ามาในโรงเรียน การให้นักเรียนแต่งไปรเวทไปโรงเรียนได้อาจจะทำให้เกิดการแข่งขันอวดร่ำอวดรวย ทำให้เด็กที่บ้านยากจนรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ดังนั้นโรงเรียนและครูต้องสอนให้ภูมิคุ้มกันชีวิตให้กับเด็กนักเรียนด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกาลเทศะ เรื่องมารยาท กระทั่งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความเข้าใจในชีวิตมนุษย์ และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น แทบจะไม่ได้มีการบังคับให้นักเรียนใส่ชุดนักเรียน แม้ว่าประธานาธิบดีคลินตันจะพยายามส่งเสริมให้ทำเช่นนั้นก็ตาม ประเด็นเรื่องเครื่องแบบนักเรียนหรือ uniforms นั้นมีการถกเถียงกันอย่างหนัก และได้มีผู้ศึกษาวิจัยในทางการศึกษามากเป็นเวลานานพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น

ในปี 1998 David Brunsma และ Kerry A. Rockquemore ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ Effects of Student Uniforms on Attendance, Behavior Problems, Substance Use, and Academic Achievement ใน The Journal of Educational Research ฉบับที่ 92 เล่มที่ 1 หน้าที่ 53-62 โดยศึกษาผลกระทบของเครื่องแบบนักเรียนที่มีผลต่อการเข้าเรียน ปัญหาพฤติกรรม การใช้ยาเสพติดและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยศึกษาจากข้อมูลการสำรวจการศึกษาระยะยาว (National Educational Longitudinal Study: NELS) ไม่พบว่าเครื่องแบบนักเรียนมีผลใด ๆ ต่อการเข้าเรียน ปัญหาพฤติกรรม การใช้ยาเสพติดและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการศึกษาจากข้อมูลที่สำรวจจากทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

เช่นเดียวกับการศึกษาล่าสุดในปี 2006 โดย Ryan Yeung ชื่อ Are School Uniforms a Good Fit? Results From the ECLS-K and the NELS ตีพิมพ์ในวารสาร Educational Policy ฉบับที่ 23 เล่มที่ 6 หน้าที่ 847-874 ซึ่งศึกษาจากการสำรวจขนาดใหญ่สองการสำรวจคือ การศึกษาเด็กอนุบาลระยะยาว (The Early Childhood Longitudinal Study–Kindergarten Class: ECLS-K) และการสำรวจการศึกษาระยะยาว (National Educational Longitudinal Study: NELS) ไม่พบว่าเครื่องแบบนักเรียนมีผลใดๆ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแต่อย่างใด การศึกษาสรุปว่าเครื่องแบบนักเรียนไม่ได้ช่วยพัฒนาการศึกษาแต่ไม่ได้สนับสนุนทั้งฝ่ายที่สนับสนุนหรือฝ่ายที่ต่อต้านเครื่องแบบนักเรียนแต่อย่างใด

ในขณะที่บางผลการศึกษาคือ งานวิจัยของ Elisabetta Gentile และ Scott A. Imberman ที่มีชื่อว่า Dressed for success? The effect of school uniforms on student achievement and behavior ตีพิมพ์ใน Journal of Urban Economics ปี 2012 ฉบับที่ 71 หน้าที่ 1–17 พบว่าเครื่องแบบนักเรียนมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการเรียน คือทำให้เกิดการเข้าชั้นเรียนในระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น (แต่ไม่มีผลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาแต่อย่างใด) และไม่มีผลใดใดกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแต่อย่างใด

งานวิจัยที่น่าสนใจมากคือ งานวิจัยของ Caroline Fitzpatrick, Carolyn Côté-Lussier, และ Clancy Blair ในปี 2015 ชื่อ Dressed and Groomed for Success in Elementary School: Student Appearance and Academic Adjustment ตีพิมพ์ใน The Elementary School Journal ฉบับที่ 117 เล่มที่ 1 หน้าที่ 30-45 ซึ่งพบว่าลักษณะภายนอกทางกายภาพเช่นความเหมาะสมของการแต่งตัวมีความสัมพันธ์กับการปรับตัวในชั้นเรียนเช่น การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ความร่วมมือระหว่างครู-ผู้ปกครอง อัตมโนทัศน์ของนักเรียนทางวิชาการ แรงจูงใจทางการเรียน ทั้งนี้เป็นการศึกษาติดตามนักเรียนระยะยาวนับตั้งแต่เกิดจนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครูจะรายงานว่านักเรียนที่มีรูปลักษณ์ภายนอกแย่ (เช่น แต่งกายไม่ดี) จะมีการปรับตัวทางวิชาการในชั้นเรียนแย่กว่า นอกจากนี้การที่นักเรียนรับรู้และประเมินว่าตนเองมีรูปลักษณ์ภายนอกรวมถึงการแต่งกายดีมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจภายในและอัตมโนทัศน์ทางการศึกษา และแม้กระทั่งคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์

สำหรับงานวิจัยนี้ผมมีความเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างการที่นักเรียนแต่งตัวดีกับการปรับตัวในชั้นเรียนและแม้กระทั่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน น่าจะเกิดจากการที่ นักเรียนที่มีสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ (Socio-economic status: SES) สูง อันเกิดจาก พ่อและแม่มีรายได้ดี มีการศึกษาดี และมีอาชีพการงานดี มักจะมีแนวโน้มที่ลูกจะปรับตัวทางการเรียนได้ดีกว่า มีผลการเรียนดีกว่า และการมีสถานะทางสังคมเศรษฐกิจสูงทำให้สามารถแต่งกายได้ดีกว่า มีรูปลักษณ์ภายลักษณ์ภายนอกที่ดีกว่า งานวิจัยที่พบว่านักเรียนจากครอบครัวที่ร่ำรวยมีเศรษฐฐานะดีมักเรียนได้ดีกว่า อาจจะมาจากหนึ่งมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ได้มากขึ้น เช่น เรียนพิเศษแพง ๆ ได้มากกว่า หรือ สองมีแบบอย่างความสำเร็จทางการศึกษา (คือพ่อและแม่) และมีโค้ชหรือครูสอนการบ้านหรือให้คำแนะนำที่ดีกว่า เป็นต้น

คำถามคือ การให้นักเรียนแต่งไปรเวทไปโรงเรียน ซึ่งในทัศนะของเสรีนิยมเป็นเรื่องดี ทำให้เด็กนักเรียนได้แสดงอัตลักษณ์และความเป็นตัวของตัวเอง แต่ จะเปิดโอกาสให้ทุนนิยมและเปิดโอกาสให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐฐานะมากขึ้นหรือไม่ หรือพูดง่ายๆ ลูกคนยากคนจน จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อเสื้อผ้าแต่งตัวได้ดีเท่ากับลูกคนร่ำรวย

คำถามถัดไปคือในประเทศไทย ยังไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้เลย เพราะแทบทุกโรงเรียนในประเทศไทยบังคับให้นักเรียนใส่เครื่องแบบนักเรียน การศึกษาวิจัยทางการศึกษาในแง่ ผลกระทบของการใส่เครื่องแบบนักเรียนกับการแต่งไปรเวทไปโรงเรียนที่มีต่อ การเข้าชั้นเรียน การปรับตัวในชั้นเรียน แรงจูงใจในชั้นเรียน ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นประเด็นที่ต้องศึกษากันไปอีกมาก เมื่อมีความคิดเห็นและการปฏิบัติที่เปิดกว้างขึ้นในการแต่งไปรเวทไปโรงเรียนในอนาคตต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...