xs
xsm
sm
md
lg

อยู่เมืองไทย...ยังน่าสบายใจกว่า

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

กำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโก
วันนี้...แรกๆ กะจะชวนไปดู “รัฐประหารกาบอง” แถวๆ ทวีปแอฟริกาโน่นเลย แต่นอกจากรู้สึกว่าออกจะ “ไกลไป” ยังน่าจะหนักไปทาง “ไม่ได้มีอะไรใหม่” หรือเป็นสิ่งที่บ้านเราคงพอคุ้นๆ กันมาพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการรัฐประหารด้วยเหตุผล ข้ออ้าง ประมาณว่า “เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย” ซึ่งอาจไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจาก “เราจะทำตามสัญญา-ขอเวลาอีกไม่นาน” อะไรทำนองนั้น ด้วยเหตุนี้...เลยคงต้องชวนไปดู “กำแพง”ของ “ทรัมป์บ้า” กันอีกสักเที่ยว น่าจะเหมาะกว่า...

คือเท่าที่ฟังๆ จาก “ข่าวล่า-มาเรือ” เห็นว่าผู้นำอเมริกาท่านประกาศเอาไว้เมื่อช่วงวันอาทิตย์ (6 ม.ค.) ที่ผ่านมา ทำนองว่ากะจะเอาแน่!!! หรือจวนเจียนที่จะตัดสินใจ “ประกาศกฎอัยการศึก” ในอีกไม่กี่วันนับจากนี้ เพื่อใช้เป็นช่องทาง หรือเป็นตัว “bypass” ให้ท่านสามารถไปควักเม็ดเงินงบประมาณจำนวน 5.6 พันล้านยูเอสดอลลาร์ จากที่ไหนก็แล้วแต่ เอามาสร้าง “กำแพง” หรือ “รั้วเหล็ก” ก็แล้วแต่จะเรียก โดยไม่ต้องเสียเวลาไปงอนง้อขอจากสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมเป็นต้นมา ได้กลายเป็นสภาฯ ที่พรรคฝ่ายค้านอย่างเดโมแครต เขาครอง “เสียงข้างมาก” กันไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว...

และการจับเอาบรรดาเจ้าหน้าที่พนักงานของรัฐบาลกลาง 800,000 คนเป็น “ตัวประกัน” หรือการ “Shutdown” ที่ย่างเข้ามากว่าครึ่งเดือน หรือประมาณ 16 วัน ข้ามจากปลายปีที่แล้วมาถึงปีนี้ หรือตั้งแต่พรรคฝ่ายค้านยังไม่ได้ครองเสียงข้างมาก มาถึง ณ ขณะนี้ ณ วินาทีนี้ ก็ยังไม่อาจหาข้อสรุป ข้อยุติใดๆ ได้เลย หรือถึงแม้จะยืดช่วงระยะเวลา “Shutdown” ออกไปเป็นปีๆ อย่างที่ “ทรัมป์บ้า” เคยออกอาการ “บ้า...ก็...บ้าวะ” มาก่อนหน้านี้ โอกาสที่จะทำให้พรรคฝ่ายค้านยอม “ยกธงขาว” หรือยอมผ่านงบประมาณให้ประธานาธิบดีเอาไปสร้าง “กำแพง” ก็น่าจะยากส์ส์ส์แสนยากส์ส์ส์อยู่อีกนั่นแหละ...

เพราะไม่เพียงแต่ “จุดยืน” ในเรื่องการสร้าง-ไม่สร้างกำแพงระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน มันออกจะเป็น “คนละเรื่อง-คนละม้วน” มาตั้งแต่แรก ถึงขั้นประธานสภาแห่งพรรคเดโมแครต “นางแนนซี เพโลซี” (Nancy Pelosi) ท่านให้คำนิยามถึงสิ่งที่ไม่ว่าจะเรียกว่า “กำแพง” หรือ “รั้วเหล็ก” ของประธานาธิบดี ว่าเป็น “สัญลักษณ์แห่งความไร้ศีลธรรม” เอาเลยถึงขั้นนั้น อีกทั้งการฉวยจังหวะและโอกาสแห่งการเป็น “เสียงข้างมาก” ในสภาฯของบรรดาสมาชิกเดโมแครตทั้งหลาย ยังออกไปทางดุเดือดเลือดพล่านเกินกว่าที่จะยอม “ยกธงขาว” ไม่ว่าเรื่องใดต่อเรื่องใด ให้กัผู้นำรัฐบาลเอาง่ายๆ เรียกว่า...ถึงขนาดที่ ส.ส.บางราย ที่ออกจะมีชื่อเรียกยากอยู่สักหน่อย อย่าง “นางRashida Tlaib” ถึงกับป่าวประกาศเจตนารมณ์เอาไว้ล่วงหน้า ว่ากะจะใช้ความเป็นเสียงข้างมากของฝ่ายค้านนี่แหละ นำไปสู่ “การถอดถอน mother f…er” หรือ “ไอ้มารดาเ-ด” ให้จงได้!!! หรือคณะกรรมาธิการข่าวกรองพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ ก็เริ่มตั้งที ตั้งท่า ว่าคิดจะสืบสวน สอบสวน ความเกี่ยวพัน โยงใยระหว่างผลประโยชน์กลุ่มธุรกิจของประธานาธิบดีอเมริกันกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ว่ามีอะไรที่ “ทับซ้อน” กันบ้างหรือไม่???

ยิ่งไปกว่านั้น...การ “Shutdown” หรือการจับเอาบรรดาพนักงานของรัฐบาลกลางเป็นตัวประกัน ด้วยการปิดการให้บริการหน่วยงานของรัฐเป็นการชั่วคราว เอาไป-เอามาแล้ว...มันทำท่าว่าอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอเมริกาโดยรวม หนักซะยิ่งกว่าเม็ดเงินงบประมาณ 5.6 พันล้าน ที่ประธานาธิบดีหวังจะเอาไปสร้าง “กำแพง” กันไปแล้วก็เป็นได้ ดังที่วุฒิสมาชิกอเมริกัน อย่าง “นายRand Paul” ออกมาตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมา หรืออย่างที่ผู้อำนวยการนโยบายด้านภาษีขององค์กร “American Action Forum” “นายGordon Gray” ได้ออกมาสรุปเอาไว้ประมาณว่า ไม่ต่างไปจาก “การโยนเงินทิ้งไปทางหน้าต่าง” อะไรทำนองนั้น คือ 1. นอกจากต้องจ่ายเงินย้อนหลังให้กับพนักงานที่ถูกพักงานชั่วคราว โดยไม่ได้ก่อกิจกรรมใดๆ ขึ้นมาเลย 2. ยังทำให้หน่วยงานที่มีหน้าที่บริการด้านต่างๆ ต้องเลิกให้บริการซะเฉยๆ และ 3. ยังอาจส่งผลกระทบไปถึงความปั่นป่วนรวนเรทางเศรษฐกิจโดยรวม ดังที่มีการอ้างตัวเลข สถิติ จากหน่วยงาน “Office of Management and Budget” หรือ “OMB” ที่เคยประมาณการเอาไว้ว่า การ “Shutdown” ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2013 ส่งผลให้ตัวเลขจีดีพีของสหรัฐฯ ในช่วงระยะนั้น หดหายไปถึง 0.2-0.6 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย หรือคิดเป็นตัวเงินไม่น่าจะน้อยไปกว่า 2-6,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่างบประมาณสร้างกำแพงไปแล้วก็เป็นได้...

การหาหนทาง “bypass” เพื่อหวังจะหาเงินมาสร้างกำแพงให้จงได้ ด้วยการ “ประกาศกฎอัยการศึก” ของประธานาธิบดี จึงอาจเป็นจริง-เป็นจังขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ แต่ก็นั่นแหละ...ก็ยังมี “คำถาม” ต่อมาอีกยืดยาว ว่ามันจะกลายเป็นตัวที่ทำให้ผู้นำอย่าง “ทรัมป์บ้า” สามารถ “บ้า” ได้แบบสุดฤทธิ์ สุดหลอดไปถึงขั้นไหน??? จะทำให้เกิด “อำนาจ” ในการสั่งปิดกิจการสื่อสารในแต่ละประเภท สามารถควบคุมการดำเนินการของสถาบันการเงินและธนาคาร รวมไปถึงสามารถสั่งเคลื่อนกำลังทหารเพื่อเล่นงานผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามก่อความไม่สงบ ฯลฯ ควบคู่ไปด้วยหรือเปล่า??? หรือนำไปสู่การก่อให้เกิด “วิกฤตรัฐธรรมนูญ” ครั้งใหญ่ในอเมริกา พอๆ กับเกิด “รัฐประหารในกาบอง” เอาเลยหรือไม่???

พูดง่ายๆ ว่า...ไม่ว่าจะออกลูกไหน ต่อลูกไหน แนวโน้มที่การเมืองอเมริกาจะหนักไปทาง “เละ...กับ...เละ” ดูจะทวีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และนั่นเอง...ที่อาจเป็นสาเหตุให้สำนักโพลวิจัยในอเมริกาอย่าง “Gallup Poll” เขาเลยถือโอกาสออกสำรวจ วิจัย ความคิดเห็นของบรรดาอเมริกันชนทั้งหลาย ในช่วงระหว่างนี้ ว่ายังอยากเป็นชาวอเมริกัน หรือดำรงชีวิตอยู่ในประเทศอเมริกาอีกมาก-น้อยเพียงใด เหมือนอย่างในช่วงยุครัฐบาล “โอบามา” ที่อเมริกันชนจำนวนถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แสดงจิตเจตนาว่าไม่เอาแล้ว ไม่อยากแล้วที่จะเป็นอเมริกันชน ไม่อยากอาศัยอยู่ในประเทศอเมริกาอย่างเป็นการถาวรอีกต่อไป ขณะช่วงยุครัฐบาล “จอร์จ ดับเบิลยู.บุช” ผู้ที่แสดงออกถึงทัศนะทำนองนี้สูงถึง 11 เปอร์เซ็นต์ แต่โดยผลสำรวจล่าสุดของ “Gallup” หรือในยุคของ “ทรัมป์บ้า” นั้น ปรากฏว่า...จำนวนผู้ที่ไม่อยากเป็นอเมริกันชนอีกต่อไปแล้ว หรือไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอเมริกา กระเด้งพรวดๆ พราดๆ ไปถึง 16 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะชาวอเมริกันที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งอยากเผ่นหนีออกไปอยู่ประเทศอื่นๆ ให้หายปวดเศียรเวียนเกล้า ให้สิ้นเรื่อง สิ้นราวกันไปซะที มีจำนวนถึง 30 เปอร์เซ็นต์เอาเลยถึงขั้นนั้น หนักซะยิ่งกว่าพวก “ประเทศกูมี” บ้านเรา ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า เพราะฉะนั้น...ถึงแม้ต้องเบื่อๆ อยากๆ กับ “เราจะทำตามสัญญา-ขอเวลาอีกไม่นาน” ยังไงก็แล้วแต่ แต่ก็คงต้อง “อยู่ๆ กันไป” นั่นแหละทั่น อย่างน้อย...ก็น่าสบายใจกว่าอยู่ในอเมริกาช่วงนี้เยอะเลย...
กำลังโหลดความคิดเห็น...