xs
xsm
sm
md
lg

ตรรกะอันแสนพิสดาร ของคำวินิจฉัยนาฬิกายืมเพื่อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

พยายามจะหาคำวินิจฉัยฉบับเต็มกรณีนาฬิกายืมเพื่อนของพ ล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมแต่ยังหาไม่ได้ แต่เมื่ออ่านจากคำแถลงของนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.ที่แจ้งว่าที่ระบุว่า ป.ป.ช.มีมติ 5-3ให้คำร้องตกไปเพราะมีข้อมูลไม่เพียงพอนั้น สรุปคำชี้แจงได้ดังนี้

1.พล.อ.ประวิตร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า นาฬิกาทั้งหมด จำนวน 22 เรือน ได้ยืมจาก นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท และได้คืนไปหมดแล้ว

2.ป.ป.ช.อ้างว่า จากการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง และขอเอกสารหลักฐานจากผู้แทนจำหน่ายนาฬิกาหรูในประเทศไทย รวมทั้งขอเอกสารและความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบการสำแดงรายการนาฬิกาที่นำเข้าจากต่างประเทศรวมทั้งผู้จำหน่ายนาฬิกาในต่างประเทศ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เป็นนักธุรกิจที่มีฐานะทางการเงินและมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมากและชอบสะสมนาฬิการาคาแพง ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพบว่ามีการเก็บรักษานาฬิการาคาแพงอยู่ในบ้านของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ จำนวนมากกว่าที่ร้องเรียน

3.นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เป็นคนมีฐานะดี คอยช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านการเงินให้กับกลุ่มเพื่อนที่เคยศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และได้ให้เพื่อนในกลุ่มโรงเรียนเซนต์คาเบรียลยืมนาฬิการาคาแพงไปใช้สวมใส่ ซึ่งรวมถึง พล.อ.ประวิตร เพื่อนร่วมห้องเดียวกับนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ที่มีความสนิทสนมกันด้วย นอกจากกลุ่มเพื่อนในโรงเรียนเซนต์คาเบรียลแล้ว นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ยังให้เพื่อนกลุ่มอื่นยืมนาฬิกาไปสวมใส่ด้วย

4.นาฬิกาจำนวน 25 เรือนที่ปรากฏเป็นข่าวพบว่า มีภาพซ้ำกัน 3 คู่ จึงมีนาฬิกาที่ต้องตรวจสอบจำนวน 22 เรือน พบว่าอยู่ในบ้านของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ จำนวน 20 เรือน และพบใบรับประกันนาฬิกาอีก 1 เรือน แต่ไม่พบตัวเรือน รวมเป็น 21 เรือน โดย 21 เรือนดังกล่าว พบหลักฐานว่านายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เป็นผู้ซื้อจากผู้จำหน่ายในต่างประเทศจำนวน 1 เรือน ซื้อต่อจากผู้อื่น จำนวน 2 เรือน ส่วนที่เหลือไม่พบหลักฐานการซื้อจากผู้จัดจำหน่ายภายในประเทศ และกรมศุลกากรก็ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันการนำเข้านาฬิกาจากต่างประเทศได้ เพราะผู้นำเข้าบางรายไม่สำแดงข้อมูลรายละเอียดของนาฬิกา ในส่วนการขอข้อมูลการซื้อขายนาฬิกาจากต่างประเทศ บางประเทศปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล หรือบางประเทศตอบว่าไม่สามารถตรวจสอบได้

5.คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานฟังได้ว่านาฬิกาที่ปรากฏเป็นข่าวเก็บรักษาอยู่ในบ้านของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งของนาฬิการาคาแพงที่นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ได้สะสมไว้ แม้ไม่ปรากฏเอกสารการซื้อขายว่านายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เป็นผู้ซื้อนาฬิกาดังกล่าว แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้เป็นการยึดถือเพื่อตน จึงต้องด้วยบทสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าวว่านายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เป็นเจ้าของนาฬิกาตามภาพข่าวจำนวน 21 เรือน และได้ให้ พล.อ.ประวิตรยืมใช้ในโอกาสต่างๆ ตามที่ปรากฏในภาพข่าว ประกอบกับนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ได้ให้เพื่อนคนอื่นยืมใช้นาฬิการาคาแพงด้วย จึงรับฟังว่าเป็นการกระทำโดยปกติของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ที่ช่วยดูแลกลุ่มเพื่อนเก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียลที่สนิทสนมกัน รวมถึงเพื่อนกลุ่มอื่นด้วย

6.ในส่วนของนาฬิกาอีก 1 เรือน ที่ไม่พบตัวเรือนและไม่พบใบรับประกันนั้น จากการตรวจสอบยังไม่พบรายละเอียดข้อมูลนาฬิกาเรือนดังกล่าว แต่เมื่อนาฬิกาเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย และนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ได้เสียชีวิตไปแล้ว และเมื่อรับฟังว่า พล.อ. ประวิตร ได้ยืมนาฬิกาจากนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ มาสวมใส่ในการออกงานต่างๆ จำนวน 21 เรือนข้างต้น จึงรับฟังได้ว่า พล.อ. ประวิตร ได้มีการยืมนาฬิกาเรือนที่ยังตรวจสอบไม่พบมาสวมใส่เช่นกัน ทั้งนี้ ไม่ปรากฏว่านายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ และบริษัทคอม-ลิ้งค์ เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด

7.จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 3 ว่ากรณียังไม่มีมูลเพียงพอว่า พล.อ. ประวิตร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินนั้น โดยกรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างน้อยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม นอกจากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้แจ้งข้อมูลนาฬิกาจำนวน 22 เรือน ต่อกรมศุลกากรเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป


ผมอ่านแล้วสรุปว่านี่เป็นคำวินิจฉัยคนละเรื่องเดียวกันกับเรื่องที่ร้องเรียนนะครับ

อย่าลืมว่า นายปัฐวาทนั้นเสียชีวิตและฌาปนกิจศพไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2560 นาฬิกาหลายเหลือที่ตรวจพบว่าพล.อ.ประวิตรสวมใส่นั้นพบหลังจากที่นายปัฐวาทเสียชีวิตแล้ว

ภายหลังจากที่มีการตรวจพบว่า พล.อ.ประวิตรมีนาฬิการาคาแพงสวมใส่หลายเรือน พล.อ.ประวิตรอ้างว่า เป็นนาฬิกายืมเพื่อนมาใส่ เมื่อถูกซักไซ้มาก พล.อ.ประวิตรได้แสดงท่าทีที่ไม่พอใจนักและแจ้งว่า ได้คืนไปหมดแล้ว นั่นแสดงว่า ได้คืนไปหลังจากที่มีข่าวอื้อฉาวขึ้น แน่นอนเกิดขึ้นหลังจากที่นายปัฐวาทตายไปแล้วเกือบปี

ในข้อที่ 2-3 ที่ผมยกไว้ข้างบน ป.ป.ช.อ้างว่า ไปตรวจสอบในที่ต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนได้ความว่า นายปัฐวาทเป็นเศรษฐีและชอบสะสมนาฬิกา มีนาฬิกาแพงจำนวนมากเก็บไว้ในบ้านมากกว่าที่ร้องเรียน และชอบให้เพื่อนยืม ซึ่งกลายเป็นเหตุผลเดียวที่ใช้เป็นตรรกะในการพิสูจน์ว่า พล.อ.ประวิตรไม่ผิด

เราตั้งสตินะครับ ไม่มีใครสงสัยว่านายปัฐวาทรวยหรือชอบสะสมนาฬิกาหรือไม่ มีในบ้านกี่เรือน ข้ออ้างที่ว่า นาฬิกายืมเพื่อนมาและเปิดเผยภายหลังว่า เป็นของนายปัฐวาทนั้น มาจากปากของ พล.อ.ประวิตร ไม่ว่าจะยืมเพื่อนมาจริงหรือไม่หรือเป็นข้ออ้างให้พ้นตัว กรณีนี้จึงไม่สามารถเอามาเป็นหลักฐานได้

มีทางเดียว พล.อ.ประวิตรต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ยืมเพื่อนมาจริง และนาฬิกาเป็นของนายปัฐวาทจริง ไม่ใช่แค่อ้างด้วยวาจาซึ่งเป็นเพียงการปฏิเสธข้อกล่าวหา จะเอาความร่ำรวยชอบสะสมนาฬิกาของนายปัฐวาทมาเป็นเครื่องการันตีว่า พล.อ.ประวิตรยืมจริงมันไม่ต้องด้วยเหตุและผล การอ้างว่า เป็นคนชอบให้เพื่อนยืมก็ไม่เกี่ยวกัน

นาฬิกาหลายเรือนที่พล.อ.ประวิตรสวมใส่พบหลังการตายของนายปัฐวาท หากเป็นกรณียืมหลังจากนายปัฐวาทตาย จะต้องได้ความว่านาฬิกาที่เป็นทรัพย์มรดกมีการจัดการมรดกแบ่งให้แก่ทายาทแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่แบ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้จัดการมรดกหรือทายาททุกคน

ข้อที่ 4 ป.ป.ช.บอกว่า นาฬิกาทั้งหมด 22 เรือน พบในบ้าน 20 เรือน พบใบรับประกัน 1 เรือน แต่ไม่พบตัวเรือน รวมเป็น 21 เรือน แสดงว่า นาฬิกาหายไป 1 เรือน

เมื่อย้อนไปข้อ 2 การอ้างว่าไปตรวจสอบหน่วยงานรัฐ เช่น กรมศุลกากร แต่เมื่อปรากฎความตามข้อ4ที่ไม่พบหลักฐานที่มาของนาฬิกาจากหน่วยงานที่อ้างเลย เพราะมีใบรับประกันการซื้อมาจากต่างประเทศเพียง1เรือนแถมเป็นเรือนที่ไม่พบเสียด้วย ส่วนที่เหลือไม่ทราบที่มา

คิดกันต่อนะครับ พล.อ.ประวิตรเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าครอบครองนาฬิกาหรูจำนวนมากและไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อให้แค่ 1เรือน ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็มีความผิดแล้ว เพราะราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่จากการสอบสวนของ ป.ป.ช.นาฬิกาเกือบทั้งหมดที่พล.อ.ประวิตรใส่ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสารนะครับว่า นาฬิกาที่อ้างว่าเป็นของนายปัฐวาทซื้อมาจากไหนถึง 20 เรือน

มีนาฬิกาเพียง 3 เรือนเท่านั้นที่มีหลักฐานการซื้อขาย จึงเป็นการอ้างที่ไม่มีหลักฐานยืนยันถึง 19 เรือน เพียงแต่ว่า นาฬิกาเกือบทั้งหมดอยู่ในบ้านนายปัฐวาท และมี1เรือนที่หาไม่พบ แน่นอนล่ะครับ เพราะพล.อ.ประวิตรบอกหลังมีเรื่องอื้อฉาวว่าได้ส่งคืนเพื่อนที่อ้างว่ายืมไปแล้ว นาฬิกาดังกล่าวก็ต้องไปอยู่ที่บ้านนายปัฐวาทอยู่ดี

จากกรณีมาถึงข้อ 5 คณะกรรมการป.ป.ช.ยกเอาเป็นเหตุว่า การที่นาฬิกาอยู่ในบ้านของนายปัฐวาท แม้ไม่พบหลักฐานผู้ซื้อขาย แต่ตามกฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ที่ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้เป็นการยึดถือเพื่อตน

เดี๋ยวนะครับ นายปัฐวาทตายแล้วนะครับ ยึดถือทรัพย์สินไม่ได้แล้ว ทีนี้ไปดูว่านาฬิกาอยู่ในบ้านของนายปัฐวาทหลังหรือก่อนเสียชีวิต แล้วนาฬิกาไปอยู่ตอนไหนครับ ตอนที่พล.อ.ประวิตรส่งคืนนะครับ นั่นคือ หลังมีเรื่องอื้อฉาวซึ่งนายปัฐวาทตายไปแล้ว และการพิสูจน์เรื่องนี้คือ การพิสูจน์การถือครองนาฬิกาของพล.อ.ประวิตรตอนที่มีคนพบว่าสวมใส่นาฬิกาแพงหลายเรือนนะครับ ดังนั้น ผู้ที่ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้เป็นการยึดถือเพื่อตนตามมาตรา 1369 ย่อมจะเป็นพล.อ.ประวิตร ณ เวลาที่ตรวจพบว่าอาจจะเข้าข่ายกระทำผิด

สรุปจากคำวินิจฉัยของป.ป.ช.ที่อ้างว่า เชื่อได้ว่า พล.อ.ประวิตรยืมมาจริง21เรือนจริงนั้น ยังไม่พบเลยว่ามีหลักฐานอะไรที่ยืนยันได้เช่นนั้น นอกจากนาฬิกาอยู่ในบ้านนายปัฐวาท นายปัฐวาทรวย ชอบสะสมนาฬิกา และชอบให้เพื่อนยืม
แต่ 1 เรือนที่หาไม่พบเท่ากับชี้แจงไม่ได้ก็มีความผิดแล้วไม่ใช่เหรอเพราะเท่ากับหาหลักฐานหรือพยานแวดล้อมอะไรมาอ้างไม่ได้เลย

ป.ป.ช.กลับอ้างเหตุที่ไม่พบไว้ใน ข้อ 6 เพื่อยกประโยชน์ให้พล.อ.ประวิตรว่า นาฬิกาเป็นสิ่งที่เคลื่อนย้ายง่าย จึงรับฟังได้ว่า พล.อ.ประวิตรยืมมาสวมใส่เช่นกัน แต่เมื่อนาฬิกาเป็นสิ่งเคลื่อนย้ายง่ายการย้ายกลับไปอยู่ในบ้านนายปัฐวาทก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือเช่นกันไม่ใช่หรือ

ดังนั้นข้อ 7 ที่เป็นมติ 5-3 จึงเป็นมติที่พิลึกมาก แต่โชคดีว่า ใน 8 คนนั้น มีถึง 3 คนที่มีความเห็นตรงกันข้าม

แล้วถ้า “ยืมเพื่อนจริง” ล่ะ

คำตอบแม้แต่ “ยืมเพื่อนจริง” ก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินครับ เพราะการยืมเป็น “หนี้สิน” อย่างหนึ่ง เพราะการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินนั้น หมายรวมถึง หนี้สินอื่นๆที่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่รวมมูลค่าของทรัพย์สินที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 แสนบาทด้วย ดังนั้นแม้ยืมเพื่อนจริงก็ต้องแสดงบัญชี

ดูเหมือนว่าจากคำแถลงของป.ป.ช.นั้น พยายามระบุว่า คอมลิ้งค์ ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับกระทรวงกลาโหม ผมเข้าใจว่า เจตนาเพื่อจะปิดช่อง “การรับประโยชน์อื่นใด” ตามมาตรา 103 ของกฎหมาย ป.ป.ช. คือบอกว่า พล.อ.ประวิตรเป็นรมว.กลาโหมเมื่อไม่มีสัญญาอะไรกันก็ไม่เข้าข้อนี้

แต่เราต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประวิตรเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย และในความเป็นจริงเป็นที่รู้กันอย่างเปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตรมีบารมีมากในรัฐบาลแม้แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเกรงใจ ดังนั้นควรจะดูด้วยว่า คอมลิ้งค์มีสัญญากับหน่วยงานรัฐอื่นหรือไม่

ลองพิจารณาดูนะครับว่า การตั้งคำถามต่อคำวินิจฉัยของป.ป.ช.ของผมเป็นอย่างไร ผมคงไม่ต้องบอกว่า คนในสังคมเชื่อในคำวินิจฉัยนี้หรือไม่ บอกได้เพียงว่า ผมเองไม่มั่นใจว่า ความเชื่อมั่นต่อป.ป.ช.ในประเทศนี้ยังหลงเหลืออยู่ไหม

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...