xs
xsm
sm
md
lg

นรก...อิส คัมมิ่ง ซูน???

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องลองไปทบทวน ใคร่ครวญพิจารณาถึงเรื่องที่ไม่น่าจะ “แฮปปี้” มากมายสักเท่าไหร่ อันเป็นสิ่งซึ่งยังคงคั่งค้างคาราคาซังมาตั้งแต่ “โอลด์เยียร์” และสามารถส่งผลให้ “นิวเยียร์” อาจเป็นอะไรที่ “ไม่ค่อยแฮปปี้” กันไปโดยตลอดทั้งปี เอาเลยก็ไม่แน่ นั่นก็คือเรื่อง “สงครามการค้า” ระหว่างคุณพ่ออเมริกากับคุณพี่จีนนั่นแหละทั่น...

แม้ว่าช่วงปลายปี...หรือช่วง “ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่” ระหว่างวันเสาร์ต่อวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2018 ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” จะตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ไปอวยพรปีใหม่ “สีทนได้” ผู้นำจีน หรือประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” กันถึงที่ แถมยังพูดจาเจ๊าะๆ แจ๊ะๆ ในเรื่องอื่น ชนิดยืดยาวระดับสายโทรศัพท์แทบไหม้ หรือระดับที่ผู้นำอเมริกันท่านระบุไว้ใน “ทวิต” ของท่านว่า “Long and very good call” อะไรประมาณนั้น อีกทั้งยังบอกไว้ด้วยว่าการพูดจาเจ๊าะๆ แจ๊ะๆ ในคราวนี้ ถือเป็น “ความก้าวหน้าครั้งใหญ่” อันทำให้การหาข้อยุติ ข้อตกลง ในเรื่องการค้าๆ ขายๆ กับฝ่ายจีน ที่ทีมงานของทั้งสองฝ่ายได้เริ่มต้นพูดคุยกันมาตั้งแต่ครั้งการประชุม G-20 ที่อาร์เจนตินา เมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นไปในแบบ “เดินหน้าด้วยดีเอามากๆ”...

แต่ก็นั่นแหละ...ใครที่คิดไปวาดฝัน ไปมองโลกสวย ตามคำพูด คำจาของผู้นำอเมริการายนี้ เผลอๆ...อาจต้อง “ออกลูกเป็นลิง” เอาง่ายๆ เพราะอย่างที่ “อาจารย์สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร” ท่านได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในคอลัมน์ “รู้-เท่าทันโลก” ในเว็บไซต์ “ผู้จัดการ” เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมา ก็ออกจะเป็นอะไรที่ “เข้าท่า” มิใช่น้อย คือท่านมองไปในทำนองที่ว่า อาจถือเป็นความพยายาม “กลบข่าวร้าย” ที่กำลังทะลักควั่งพรูอยู่ในสังคมอเมริกันทุกวันนี้ ไม่ว่าข่าวเรื่อง “Shut Down” เรื่อง “รัฐมนตรีกลาโหมลาออก” ไปจนถึงการลือกันไป ลือกันมา เรื่องการคิดจะปลดผู้ว่าธนาคารกลาง ปลดรัฐมนตรีคลัง อะไรต่อมิอะไรไปโน่นเลย...

และไม่ว่าจะออกมาในแนวไหนก็ตามแต่...ดูเหมือนทางฝ่ายจีน เขาก็ไม่ได้คิดจะออกอาการกรี๊ดๆ กร๊าดๆ อะไรเอาเลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าดูจาก “ปฏิกิริยา” ของสื่อทางการจีน ในบทบรรณาธิการ “Global Times” เมื่อช่วงวันอาทิตย์ (30 ธ.ค. 2018) ที่ผ่านมา แม้จะถือเอากรณีดังกล่าวเป็น “สัญญาณในแง่ดี” อยู่บ้างก็ตาม แต่โดยสรุปแล้ว...ระหว่าง “คำพูด” กับ “การกระทำ” ของผู้นำอเมริกา ก็น่าจะทำให้บรรดาลูกหลานมังกรจีน ยังคงไม่คิด “ออกลูกเป็นลิง” เอาง่ายๆ โดยเฉพาะกรณีการยุให้แคนาดาจับกุมตัวลูกสาวประธานบริษัท “หัวเว่ย” เอาดื้อๆ ทั้งที่เพิ่งเจรจาเพื่อ “ยุติสงครามการค้าชั่วคราว” ไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง...

ด้วยเหตุนี้...โอกาสที่ “สงครามการค้า” ระหว่างจีนกับอเมริกา จะหาข้อยุติ หาจุดลงตัวกันได้แบบ “หมูๆ” ภายในช่วงปีหมูนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ตรงกันข้าม...แนวโน้มที่มันจะหนักไปในทางบานปลาย หรือปลายบาน น่าจะมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในเมื่อโลกทั้งโลก...กำลังเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการ “เปลี่ยนผ่าน” ทางเทคโนโลยี จากระบบ 3G-4G ไปสู่ระบบ 5G ไปเป็นรายๆ นั่นแล หรืออย่างที่อดีตผู้อำนวยการซีไอเอ “นายไมเคิล มอเรลล์” (Michael Morell) ได้อรรถาธิบายไว้ในหนังสือพิมพ์ “วอชิงตัน โพสต์” เมื่อปลายปีที่แล้ว และกองบรรณาธิการสำนักข่าว “เอเชียไทมส์ ออนไลน์” เขานำมาถ่ายทอดต่อในเว็บไซต์ “ผู้จัดการ” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั่นแหละว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว...สิ่งที่เรียกว่า “สงครามการค้า” ระหว่างจีนกับอเมริกานั้น ก็คือ “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เมื่อเกิดการแข่งขันเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ เสียเปรียบ การเป็นผู้นำของเทคโนโลยีชนิดนี้ จนต้องเกิดการไล่บด ไล่บี้ ไปจนถึงขั้นไล่จับลูกสาวผู้ก่อตั้งบริษัท “หัวเว่ย” อันถือเป็น “ผู้นำ” เทคโนโลยีระบบ 5G ชนิดคาหนัง คาเขา คาสนามบินแคนาดากันจนได้...

หรืออย่างที่อดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการโทรคมนาคมของบ้านเรา “พันเอกดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” ท่านได้พ่น “แมงโม้” เอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า เฉพาะ “มูลค่าการตลาด” ของเทคโนโลยีระบบ 5G ภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า หรือภายในปีค.ศ. 2030-35 น่าจะมีมูลค่าไม่น้อยไปกว่า 12.3 ล้านล้านดอลลาร์เอาเลยถึงขั้นนั้น การขยับเนื้อ ขยับตัวของประเทศต่างๆ ที่พยายามนำเอาระบบชนิดนี้ไปใช้ในการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีภายในประเทศตัวเอง จนเกิดการประมูลเพื่อติดตั้งระบบดังกล่าวไปแล้วไม่รู้กี่ต่อกี่ประเทศ ไม่ว่าอังกฤษ เกาหลีใต้ สเปน อิตาลี ฟินแลนด์ ฯลฯ ไปจนการต่อต้าน หรือการ “เตะตัดขา” เพื่อไม่ให้ผู้นำเทคโนโลยีชนิดนี้ อย่างบริษัท “หัวเว่ย” ของจีน เข้าไปครอบครองตลาดในแต่ละจุด แต่ละพื้นที่ ก็ยิ่งทำให้ “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” ที่แฝงรูป แฝงร่าง สอดแทรกอยู่ภายใน “สงครามการค้า” ยิ่งมีแต่จะดุเดือดรุนแรง บานปลาย ปลายบาน ยิ่งขึ้นไปอีก...

ดังนั้น...โอกาสที่จะเกิดการลดราวาศอก ในเรื่อง “สงครามการค้า” นั้น จึงเป็นอะไรที่ “ไม่หมู” อยู่แล้วแน่ๆ!!! เพราะไม่เพียงแต่จะมีสิ่งที่เรียกว่า “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” เข้ามาสอดแทรก แฝงรูป แฝงร่าง เอาไว้ด้วย มันยังมีเรื่องของ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคง” ระหว่างสองประเทศ หรือระหว่าง “จีน” กับ “อเมริกา” ที่ต่าง “หันหน้ากันคนละทาง-สร้างดาวกันคนละดวง” อย่างเห็นได้ชัดเจนมาโดยตลอด คือระหว่างยุทธศาสตร์ที่มุ่งไปสู่ “โลกขั้วอำนาจเดียว” กับยุทธศาสตร์ที่มุ่งไปสู่ “โลกหลายขั้วอำนาจ” อันกำลังรอการวัดตัดสินว่า “ใครชนะ-ใครแพ้” แบบเบ็ดเสร็จ สมบูรณ์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี่เอง...

ด้วยเหตุนี้...คงไม่ต้องเสียเวลาไปวาดฝัน วาดจินตนาการให้ต้องเมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว หรือให้ต้อง “ออกลูกเป็นลิง” กันอีกต่อไป แม้ว่าผลกระทบของ “สงครามการค้า” เริ่มจะสร้างความเจ็บปวด รวดร้าว ทรมานให้กับทั้งสองฝ่าย รวมทั้งกับโลกทั้งโลกหนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ในเมื่อต่างฝ่ายต่างหวังจะ “ช่วงชิงไปสู่สวรรค์...ใครไม่ทันเป็นคนหลงทาง” ไปด้วยกันทั้งสิ้น “นรก” มันเลยคงต้อง “คัมมิ่ง ซูน” กันอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล แนวโน้มในแบบ “ปีโน้นเผาหลอก...ปีนี้เผาจริง” มันจึงเป็นสิ่งที่แทบมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า...ประเทศเล็กๆ อย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลาย จะปรับเนื้อ ปรับตัว ปรับเปลี่ยนทิศทางให้สอดคล้องไปกับ “โลกแห่งความเป็นจริง” ได้มาก-น้อยขนาดไหน...???
กำลังโหลดความคิดเห็น...