xs
xsm
sm
md
lg

จักรวรรดินิยมล่มสลาย??? (3)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา
ในข้อเขียน บทความของ “นายรูเพิร์ต ไบเนส” นักวิเคราะห์ชาวอังกฤษ ได้ไล่เรียงต่อมาว่า... “ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องหลักฐานและโพลว่าด้วยการแยกประเทศ ขอตั้งข้อสังเกต 4 ประการเอาไว้ดังนี้ว่า...

1. พลังทางอารมณ์และความก้าวร้าวของชาวอเมริกันต่อ...บุคคลภายนอก...

ในทางวิชาการ...ผู้ที่เป็นคนอื่น...อาจเป็นผู้ที่มีสิทธิเหมือนบุคคลทั่วๆ ไป แต่สำหรับ...ชาวต่างชาติ...ในอเมริกาแล้ว บางครั้งอาจรู้สึกไม่ต่างไปจากตัวเองเป็นมนุษย์ต่างดาว ผมเองก็เคยตกอยู่ในฐานะนี้ เมื่อต้องเจอกับอารมณ์ ความรู้สึกภายในของชาวอเมริกันบางกลุ่มที่...แบ่งเขา-แบ่งเรา อย่างเห็นได้ชัดเจน ผมเคยไปมาหลายประเทศ แต่มีไม่มากนักที่มีความรู้สึกดูถูก ดูหมิ่น หรือรังเกียจ รังงอน เท่ากับในสหรัฐอเมริกา ความรู้สึกแบบ...พวกมันไม่ใช่พวกเรา...ที่ไม่เพียงแต่สามารถได้ยิน ได้ฟัง จากวิทยุเอเอ็มตามบาร์ หรือในโต๊ะดินเนอร์ แต่มันยังซุกซ่อนสิงสถิตอยู่ในคำถาม-คำตอบ ในโลกโซเชียล มีเดีย ชนิดรู้ได้ สัมผัสได้...

2. กระบวนการทางประวัติศาสตร์...

ผมเขียนเรื่องนี้มาก่อนที่แนวโน้มดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นๆ (และเร็วขึ้นอีกด้วย) นั่นคือความต้องการที่จะย่อตัวให้เล็กลง และมีเอกภาพมากขึ้น ซึ่งกำลังปรากฏให้เห็นในประเทศนี้เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจโลกที่...อำนาจรัฐชาติ...มีแต่จะน้อยลงๆ และนั่นคือคำตอบว่าเป็นเพราะอะไรถึงได้ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมโลกเดียวกันมาโดยตลอดในช่วงประมาณ 150 ปีที่ผ่านมา คือจากปี ค.ศ. 1900 ที่บรรดาประเทศในโลกนี้มีอยู่เพียง 53 ประเทศ มาปี ค.ศ. 1950 เพิ่มขึ้นเป็น 99 ประเทศ ปี ค.ศ. 2000 เป็น 189-191 ประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ถึง 196-212 ประเทศ และจากการคาดคะเนไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 อาจมีประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 312-334 ประเทศ และด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้ผมค่อนข้างเชื่อว่า อเมริกาก็น่าจะหนีไม่พ้นที่ต้องตกเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มเหล่านี้...

3. เร็วขนาดไหนที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น?

ผมมีเพื่อนที่เป็นชาว Yugoslavian เขามาจากยูโกสลาเวียเพื่อทำปริญญาเอก และในช่วงระหว่างนั้นนั่นเอง ที่พาสปอร์ตยูโกสลาเวียของเขาหมดความหมาย โดยเขาต้องกลายไปเป็นผู้มีสัญชาติใหม่ ชาติที่ไม่ค่อยได้เรื่องในหนังสือประวัติศาสตร์ยุคกลาง สำหรับผมนั้น...คือชาวอังกฤษ ที่พอได้รับรู้ รับทราบ ว่าแนวคิดในเรื่องเอกราชของสกอตแลนด์ ที่เคยทำท่าว่าจะหมดความหมายลงไปตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่กลับเกิดการลงประชามติกันใหม่อีกครั้งในปีนี้ (ค.ศ. 2014) ไม่ต่างไปจาก Catalunya ในสเปน หรือในเบลเยียม ที่บรรดาความรู้สึกเช่นนี้มันหวนคืนกลับมาอย่างรวดเร็วชนิดแทบไม่น่าเชื่อ เป็นความจริงที่ว่าการที่แนวคิดเหล่านี้มันโผล่ขึ้นมาในหมู่ชนทั้งหลาย ย่อมหมายถึงว่าผู้คนกำลังคิดในเรื่องราวเหล่านี้ ไม่ต่างไปจากความคิดที่ว่าหุ้นส่วนของผมกำลังหลอกลวงผม แม้ว่าการให้คำตอบต่อความคิดดังกล่าว มันจะเป็นเรื่องยาก หรือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะสอดคล้องกับความเป็นจริง แต่คำตอบเหล่านี้ก็ไม่เคยทำให้ชาว Serbs, Czechs, Eritreans, Ukrainians ฯลฯ หยุดคิดในเรื่องราวเหล่านี้ได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชาว Scotts และชาว Catalans ฯลฯ และอื่นๆ...

4. หลักฐาน

จาก Wikipedia ความต้องการแบ่งแยก Texas จากโพลของ Rasmussen พบว่าชาวเท็กซัส 18 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้แยกตัวเองออกจากสหรัฐอเมริกา แม้ว่า 75 เปอร์เซ็นต์จะไม่เห็นด้วย แต่จำนวนผู้คัดค้านเสียงแข็ง มีอยู่เพียง 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และที่สำคัญคือผู้เห็นด้วยกับการแยกตัวเองออกจากอเมริกา เป็นพวกรีพับลิกันจำนวนถึง 48 เปอร์เซ็นต์ โพลที่ว่าทำในปี ค.ศ. 2009 ส่วนโพลอื่นๆ เท่าที่ผมสรุปได้ 11 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนทั่วทั้งอเมริกา ต้องการแยกตัวเองออกจากสหรัฐฯ แน่ล่ะว่า 11 เปอร์เซ็นต์ที่ว่าคงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน ถึงจะทำให้สิ่งที่คิด สิ่งที่ต้องการ มีความเป็นไปได้ แต่ในทางเดียวกัน...ก็คงต้องใช้เวลาอีกยาวนานเช่นกัน ถึงจะทำให้แนวคิดพิลึก พิกลเหล่านี้สูญหายคลายจางไป...

ส่วน Huffington Post เคยทำโพลที่น่าสนใจเอามากๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า 4 ใน 10 ของพวกรีพับลิกันคือผู้สนับสนุนให้แยกประเทศ และผู้มีแนวคิดทำนองนี้มีอยู่ถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แค่ 11 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้ว่าชาวอเมริกันกว่าครึ่งหนึ่ง จะไม่เห็นด้วยกับการแยกประเทศ 42 เปอร์เซ็นต์ที่คัดค้านเสียงแข็งมี 22 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ให้การสนับสนุน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ไม่ค่อยสบายใจนักกับการที่รัฐตัวเองมีภาระในการต้องรับใช้ความเป็นชาติ คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการแตกสลายของความเป็นชาติคงไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ กว่าครึ่งหนึ่งคิดว่าคงไม่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเขา แต่มีถึง 1 ใน 4 ที่คิดว่าเป็นไปได้ และเมื่อถามถึงการสนับสนุนแนวคิดในการแยกประเทศ มีถึง 18 เปอร์เซ็นต์พร้อมให้ความสนับสนุน ส่วนใหญ่เป็นรัฐทางใต้ ซึ่งมีจำนวนถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรัฐทางตะวันตก และ Midwest มีอยู่ 15 เปอร์เซ็นต์...

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ...ผู้ที่มีวัยต่ำกว่า 30 ปี ให้ความสนับสนุนการแยกประเทศสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าผู้ที่มีอายุอยู่ในวัย 65 ปี ที่มีจำนวนเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง โดยเฉพาะชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี หันมาสนับสนุนการแยกประเทศถึง 33 เปอร์เซ็นต์ ขณะผู้ที่มีอายุ 65 ปีมีอยู่แค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีกทั้งเรื่องของการศึกษาก็อาจถือเป็นมาตรวัดอย่างหนึ่ง เพราะบรรดาผู้ที่จบการศึกษาต่ำกว่าชั้นไฮสกูลที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นๆ คือผู้ที่สนับสนุนการแยกประเทศถึง 38 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้จบมหาวิทยาลัยที่กำลังมีจำนวนลดลงๆ ให้ความสนับสนุนเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์...”

สรุปเอาเป็นว่า...ท่ามกลางบรรยากาศและแนวโน้มตามที่ “นายรูเพิร์ต ไบเนส” แกได้บรรยายมาอย่างชนิดยืดยาว อีเหลนเป๋น คือสภาพเท่าที่เห็นและเป็นอยู่เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว หรือขณะผู้นำที่ได้ชื่อว่าเหยียดชาติ เหยียดเผ่าพันธุ์อย่าง “ทรัมป์บ้า” ยังไม่ได้รูดม่าน เปิดฉาก ออกมายืนตระหง่านอยู่บนเวที ยังเป็นอะไรที่หนักหนา สาหัสไปได้ถึงปานนี้ หรือขนาดแค่นี้...ยังแค่นั้น เพราะฉะนั้น...คงต้องไปตามกันต่อวันพรุ่งนี้ ว่าถ้าหากแค่นั้น...จะไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี ไปถึงแค่ไหน???


กำลังโหลดความคิดเห็น...