xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ความท้าทายของพล.อ.ประยุทธ์ กับบทบาทนายกฯหลังเลือกตั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

แน่นอนแล้วว่า เราน่าจะได้เลือกตั้งกันในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีหน้า นับจากวันรัฐประหารถึงวันนั้นก็เป็นเวลาเกือบ5ปีที่เราถูกจำกัดเสรีภาพในบางด้านไป จะบอกว่าเขาเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบก็ไม่ใช่แต่จะบอกว่าเป็นประชาธิปไตยก็ยิ่งไม่ใช่กว่า

แต่ถามว่า ณ วันนั้นมีความจำเป็นที่ทหารต้องเข้ามาหรือไม่ ผมคิดว่า ตอนนั้นไม่มีทางเลือกไหนที่ดีกว่านี้ เพราะฝ่ายที่ชุมนุมยืนกรานและคัดค้านการเลือกตั้งอย่างแข็งขันจนการเลือกตั้งไม่สามารถทำได้ รัฐบาลที่รักษาการอยู่ในขณะนั้นก็แทบจะไม่มีสภาพความเป็นรัฐบาลหลงเหลืออยู่ บ้านเมืองกำลังกลายเป็นกลียุค นี่จึงเป็นหนทางเดียวที่จะพาประเทศพ้นจากความเป็นรัฐล้มเหลวในขณะนั้น

แต่ 4ปีกว่าของการอยู่ในอำนาจนายกรัฐมนตรีของหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาอาจรู้สึกว่า อำนาจเป็นเรื่องที่น่าหอมหวน ทิศทางและสัญญาณต่างๆในการสืบทอดอำนาจโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งจึงถูกเตรียมการมาเป็นระยะๆ

ด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ ส.ว.มีสิทธิในการเลือกโหวตนายกรัฐมนตรีด้วย และส.ว.เหล่านั้นก็ถูกคัดเลือกภายใต้อำนาจของรัฐบาลชุดนี้นั่นเอง ไม่ต้องพูดก็เข้าใจกันว่า ส.ว.ทั้ง 250คน คือมือที่จะยกให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งค่อยข้างชัดเจนแล้วว่า จะเป็นรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ

เส้นทางนายกฯหลังเลือกตั้งของพล.อ.ประยุทธ์จึงราบรื่นเพราะต้องการมือส.ส.อีกเพียง 126 เสียงเท่านั้นเอง เพราะครึ่งหนึ่งของ2สภาคือ 376เสียง

นี่เป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวสู่นายกรัฐมนตรีนะครับ ส่วนการเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพนั้นจะต้องมีส.ส.มากกว่า 250คนขึ้นไป ตรงนี้ยังเป็นปัญหาว่าพรรคที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์จะรวบรวมเก้าอี้ ส.ส.ได้มากขนาดนั้นไหม

ตัวเลข ส.ส.251เสียงขึ้นไปคือการได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายแล้ว การจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่มั่นคงจะต้องมี ส.ส.อย่างน้อย300คนขึ้นไปก็น่าจะเป็นเรื่องที่ยากกว่าและท้าทายทีมงานในการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่สำคัญถ้าพรรคเพื่อไทยพร้อมแนวร่วมและพรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาด้วยแล้ว ถึงจะเป็นรัฐบาลได้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์หลังเลือกตั้งก็จะต้องเผชิญกับฝ่ายค้านที่เข้มแข็งแน่

อย่าลืมว่า การบริหารประเทศในระยะที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์นั้นเป็นอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีมาตรา 44 ที่สามารถทะลุทะลวงข้อจำกัดต่างๆ ได้ และไม่มีฝ่ายค้านในสภา แต่เราก็ไม่ได้เห็นความเด่นชัดในฝีมือการบริหารประเทศและวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นออกมาจากตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากความพยายามขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจต่างๆ ผ่านทีมงานของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์เท่านั้น

และแม้รัฐบาลจะพยายามอวดโอ้ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาว่า นำพาประเทศเดินไปถูกทางแล้ว แต่สำหรับประชาชนทั่วไปกลับสัมผัสได้กับบรรยากาศทางเศรษฐกิจอีกอย่าง สิ่งที่เราจับทิศทางได้ก็คือ รัฐบาลนี้พยายามใช้กลุ่มทุนใหญ่เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีคนอธิบายว่าแนวคิดของรัฐบาลนี้คือการมองว่า เมื่อทุนใหญ่มีความมั่นคงแล้วจะส่งผลดีต่อคนระดับล่าง

แผนยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลชุดนี้สร้างกรอบการบริหารประเทศแบบใหม่ขึ้นมาให้รัฐบาลหลังจากนี้ต้องเดินตามก็ใช้ตัวแทนของกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาช่วยกำหนดทิศทางประเทศ ดังที่พรบ.ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดให้กรรมการส่วนหนึ่งนอกจากรัฐบาลและทหารแล้วยังประกอบด้วย ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย

และเราก็ทราบโดยทั่วไปว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกนโยบายต่างๆ ที่สนองตอบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่เป็นอย่างมาก

หากเรามองในแง่ดีเราก็จะเข้าใจว่า รัฐบาลต้องการให้อานิสงส์ของการเติบโตของกลุ่มทุนเป็นตัวกระชากเศรษฐกิจของประเทศและส่งเสริมความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว แต่ถ้าเราเข้าใจวัตถุประสงค์ของกลุ่มทุนเราจะเข้าใจว่า ผลประโยชน์ของเขาคือความงอกงามของผลกำไร

และสิ่งที่เราเห็นในระยะไม่กี่วันมานี้คือ จากเดิมเมื่อ2ปีก่อนเราก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำอันดับ3ของโลกต่อจากรัสเซียและอินเดีย ซึ่งน่าจะตระหนักในระดับหนึ่งแล้ว ปีนี้กลับหนักยิ่งกว่าเก่าเพราะเราก้าวขึ้นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก ตามข้อมูลของ CS Global Wealth Report 2018ของธนาคารสวิส

เมื่อ2ปีที่แล้วที่เราเป็นอันดับ3 คนไทย 1% มีทรัพย์สินรวม 58.0% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ แต่ปีนี้เราก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลก คนไทย 1% ถือครองทรัพย์สินเพิ่มเป็น 66.9% และมีคนไทยถึง 10 % ที่ไม่มีทรัพย์สินเลยแม้แต่น้อย

ลองจินตภาพที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตดูนะครับ ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลยกมานั้นน่าจะเป็นตัวเลขที่จริงนั่นแหละ แต่มันน่าจะอยู่บนส่วนบนของคน1% ในสังคมมากกว่ากระจายลงมาสู่ระดับล่าง คนส่วนใหญ่จึงบ่นอุบเรื่องเศรษฐกิจย่ำแย่อยู่ในเวลานี้ ซึ่งคงต้องลองดูว่าความมั่งคั่งของระดับบนนั้นจะเผื่อแผ่ลงมาสู่ระดับล่างบ้างไหมในอนาคต และจะเป็นอย่างไรถ้าเราจะต้องฝากอนาคตกับนายกรัฐมนตรีคนเดิมอีก4ปีหลังการเลือกตั้ง

ดูเหมือนรัฐบาลตกใจกับตัวเลขนี้นะครับ ให้สภาพัฒน์ออกมาชี้แจง แต่สภาพัฒน์ไม่ได้ออกมาแถลงว่าตัวเลขนี้ไม่จริงนะครับ แต่บอกว่าธนาคารโลกไม่ได้วัดความเหลื่อมล้ำจากเกณฑ์ถือครองทรัพย์สินแต่วัดจากค่าสัมประสิทธิ์กระจายรายได้ ส่วนของธนาคารสวิสเป็นเรื่องการถือครองทรัพย์สิน

ตอนนี้รัฐบาลกำลังใช้นโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถม แต่เชื่อไหมว่า กลับถูกเชื่อมโยงผลประโยชน์ไปที่กลุ่มทุนล้อมรอบรัฐบาลเกือบทั้งหมด ลองดูสิครับว่า บัตรคนจนต้องไปซื้อของที่ไหน แจกซิมฟรีแล้วใครจะได้ประโยชน์ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมไปถึงช่วงหาเสียง แน่นอนว่าจุดมุ่งหมายคือซื้อใจคนระดับล่างที่บอกว่ามีคนจนอยู่ 14 ล้านคน

คนเหล่านี้เป็นฐานคะแนนสำคัญของพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 15.7 ล้านเสียง ลองคิดนะครับว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าเมื่อเปิดหีบแล้วคะแนนของคนกลุ่มนี้จะเป็นของใคร

ถ้าเราติดตามข่าวสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้พยายามกระทำอยู่นอกจากการเอาใจคนจนด้วยประชานิยมแบบถล่มทลายแล้ว กลยุทธ์ที่เขาใช้ในการไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้งอีกอย่างคือ ดึงตัวอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยมาสกัดพรรคที่สนับสนุนคสช. แต่เท่าที่ดูรายชื่อบอกตรงนะครับว่า สำเร็จในเชิงปริมาณแต่มีคนที่มีคุณภาพน้อยมาก

สำหรับผมคิดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มันทำให้ประชาชนต้องคิดมากกว่าทุกครั้งว่าจะเลือกใคร เลือกอย่างไร เพราะเป็นบัตรใบเดียว เขาจะเลือกคนที่เคยเลือกแต่ย้ายไปอยู่อีกฝั่งแล้ว หรือเลือกพรรคที่พวกเขาสนับสนุน บัตรเลือกตั้ง 1 ใบไม่ได้หมายถึงการเลือกผู้สมัครในเขตอย่างเดียว แต่หมายถึงการเลือกพรรคด้วย และการเลือกนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคด้วย

ผมเชื่อว่า ส.ส.เขตนั้นมีมวลชนของตัวเองระดับหนึ่งนะครับ แต่พรรคเพื่อไทยในอีสานและเหนือในช่วงหลายปีมานี้ได้ยกระดับขึ้นมาไม่ต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ คือ คนเขาจะเลือกพรรคนี้ไม่ว่าจะส่งใคร แบบที่ประชาธิปัตย์เคยบอกว่า ส่งเสาไฟฟ้าลงในภาคใต้ก็ได้รับเลือก

ที่สำคัญการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งแยกความคิดอุดมการณ์และการบ่มเพาะมาตลอดระยะ10ปีของการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชน2ขั้วนั้น มันสร้างทัศนคติซ้ายขวาบวกลบบนล่างในสังคมไทยออกจากกันอย่างชัดเจน เป็นฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายอำนาจนิยมกับฝ่ายเสรีนิยม ไม่ว่าการแบ่งฝ่ายนั้นจะยึดถือข้อมูลที่ผิดในข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม เช่น อีกฝั่งเขาไม่ได้มองว่าฝ่ายสนับสนุนทักษิณเป็นฝ่ายประชาธิปไตยอย่างที่ฝ่ายทักษิณเรียกตัวเอง แต่ความเป็นพวกเขาพวกเรา กูถูกมึงผิดนั้นชัดเจนมากทั้งสองฟาก

ผมคิดนะครับว่า เขาจะตัดสินด้วยทัศนคตินี้ในหีบเลือกตั้ง

เอาทหารไม่เอาทหารเอาทักษิณไม่เอาทักษิณจะประเด็นสาระหลักในการตัดสินใจการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้ผู้สมัครแต่ละคนอาจจะมีคะแนนความนิยมส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่า เมื่อเขาต้องตัดสินใจด้วยบัตรใบเดียวเลือกได้3อย่าง เขาจะตัดสินใจด้วยการเลือกข้างมากกว่า

ถ้าถามว่าจะมีการพลิกผันไปจากนี้หรือไม่ ก็ต้องดูว่า ปัจจัยของอำนาจรัฐที่กุมความได้เปรียบทุกด้านหลังจากนี้จะมีอานุภาพอย่างไร แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่า ในคูหาเลือกตั้งนั้นมันเป็นเขตอิสระในการตัดสินใจของแต่ละคนที่ไม่มีใครแทรกแซงได้

ผมชื่อว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะยังชนะเป็นพรรคอันดับ 1 แต่นั่นแหละอย่างที่ผมว่าไว้แต่ต้นมันยากมากที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนี้จะต้องได้ส.ส.รวมกันถึง 376คน ดังนั้นเมื่อพล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเสนอชื่อของพรรคพลังประชารัฐ และต้องการเสียงสนับสนุนจากส.ส.อีกเพียง 126 เสียงในกรณีที่ส.ว.250คนที่ตั้งมากับมือไม่มีใครแตกแถวเลยสักคนเดียว กาชื่อไว้เลยว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาแน่ๆ

ทีนี้ลองคิดต่อ2กรณีถ้าสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนได้เกินครึ่ง แต่ไม่มากจนพอจะมีเสถียรภาพที่มั่นคงได้ รัฐบาลนี้ซึ่งจะต้องเจอกับฝ่ายค้านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การยื่นกระทู้ถาม สภาพแบบที่ทำงานไม่มีฝ่ายค้านพล.อ.ประยุทธ์ยังออกอาการขนาดนี้ แล้วคิดว่าวันข้างหน้าในภาวะที่หนักหนากว่ากันนั้นจะเป็นอย่างไร

ถ้ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งเท่ากับว่าประธานสภาผู้แทนซึ่งต้องเลือกภายใน15วันหลังประกาศรายชื่อครบตามเกณฑ์ จะเป็นของฝั่งเพื่อไทย รัฐบาลประยุทธ์จะบริหารในภาวะนั้นอย่างไร เพราะทันทีที่เปิดสภาญัตติงบประมาณปีหน้าก็จะเข้าสู่สภาก็จะไม่ผ่านการพิจารณา ซึ่งทางออกเดียวก็คือ การยุบสภานั่นเอง

พอจะมองเห็นภาพไหมว่า ชะตากรรมของนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้งที่ยังชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานั้นจะเป็นอย่างไร

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...