xs
xsm
sm
md
lg

2018…อันธพาลครองโลก???

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

<b>ดร.เดนิส แรนคอร์ต นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ชาวแคนาดา</b>


อุตลุด ชุลมุนชุลเก ฝุ่นตลบอบอวลชนิดแทบไม่รู้ว่า “ไผเป็นไผ” ไปแล้วในขณะนี้...สำหรับกรณีจับตัวลูกสาวประธานบริษัท “หัวเว่ย” ของจีน โดยการสมคบกันระหว่างรัฐบาลอเมริกันกับแคนาดา ตามด้วย “ข่าวล่า-มาเรือ” ว่าด้วยเรื่องการจับกุมอดีตทูตแคนาดา “นายไมเคิล คอฟริก” (Michael Kovrig) ผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของบริษัท “North East Asia” ที่ว่ากันว่าอาจเป็นการ “ล้างแค้น-เอาคืน” ของฝ่ายจีน จนส่งผลให้บรรยากาศการค้าๆ ขายๆ ในโลกนี้ ออกอาการแทบไม่ต่างไปจากยุค “อัล คาโปน” ในอเมริกา หรือยุค “2499 อันธพาลครองเมือง” ของบ้านเรา อะไรประมาณนั้น...

หรืออย่างที่ “นายมาร์ค แนตคิน” (Mark Natkin) ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้าน IT ระดับอินเตอร์ อย่างบริษัท “Marbridge Consulting” ได้ออกมาให้ความเห็นเอาไว้แบบสั้นๆ แต่ตรงไป-ตรงมากับสำนักข่าวต่างประเทศบางสำนักนั่นแหละว่า การหน่วงเหนี่ยว กักขัง “เมิ่ง หว่านโจว” (Meng Wanzhou) CFO ของบริษัทหัวเว่ย โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลอเมริกาและแคนาดานั้น แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “การลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่” และด้วยสีสันบรรยากาศเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้คอลัมนิสต์สำนักข่าว “Global Times” ของจีน ผู้มีนามว่า “Ai Jun” ได้ออกมาตั้งคำถามไว้ในข้อเขียน บทความชิ้นล่าสุด ที่น่าคิดสะกิดใจมิใช่น้อย นั่นก็คือคำถามที่ว่า... “ถ้าหากวอชิงตันประสบความสำเร็จในการใช้เทคนิคแบบเดียวกับการก่อการร้ายต่อธุรกิจต่างๆ ในโลกใบนี้ ประเทศอื่นๆ ก็คงหันมายึดถือเอาเป็นแบบอย่างได้ไม่ยาก ด้วยการนำเอาวิธีการเดียวกันออกมาใช้ต่อบรรดาบริษัทธุรกิจที่เป็นคู่แข่งของตน โดยอาศัยกฎหมายภายในประเทศตัวเองเป็นเครื่องมือ และนั่น...ย่อมส่งผลให้การประกอบธุรกรรมของบริษัทธุรกิจต่างๆ ทั่วโลก ต้องถูกแทนที่ด้วยลัทธินักเลงหัวไม้ (Hooliganism) จนอาจทำให้บรรดาบริษัทธุรกิจทั่วทั้งโลกต่างตกอยู่ภายใต้การคุกคามไปด้วยกันทั้งสิ้น...”

พูดง่ายๆ ว่า...การเล่นกันแบบดื้อๆ ทื่อๆ หยาบๆ ง่ายๆ เช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นแบบชัดเจน แจ่มแจ้ง ว่า “อัล คาโปน” แห่งอเมริกานั้น ไม่ปรารถนาที่จะให้ “แก๊งมังกรจีน” ขยายเขตอิทธิพล เข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดการค้าเหล้า ค้ายา (ประทานโทษ)...ตลาดสินค้า IT หรือสินค้าไฮเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้านั่นแหละโดยเด็ดขาด การเปิดฉาก “สงครามการค้า” ระลอกแล้ว ระลอกเล่า เที่ยวแล้ว เที่ยวเล่า โดยจุดหมายท้ายที่สุดแล้ว...ก็คือความพยายาม “เตะตัดขา” หรือหาทางทำลายความเจริญเติบโตของจีน ในเรื่องความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยีเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแผนการ “Made in China 2025” หรือ “แผนพัฒนาเทคโนโลยี AI2030” (The Next Generation Artificial Intelligence Development Plan) ต่างถือเป็นสิ่งที่สร้างความระเคือง ระคาย ความอิจฉาตาร้อนให้กับ “อัล คาโปน” เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นบริษัทธุรกิจเอกชนอย่าง “หัวเว่ย” ไปจนถึง “ZTE” ของจีน ที่อาจถือเป็น “เรือธง” ของตลาดสินค้าประเภทนี้ หรือถือเป็น “กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนิดใหม่ของจีน” เอาเลยก็ว่าได้เลยต้องถูกสั่งสอน เล่นงาน ไม่ว่าจะด้วยวิธีแบบจิ๊กโก๋ปากซอย ไปจนวิธี “จับตัวไปเรียกค่าไถ่” อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้...

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า...เพียงแค่ “อัล คาโปน” รายเดียว อาจทำอะไรไม่ได้ถนัดถนี่สักเท่าไหร่ ถ้าปราศจากความร่วมไม้ร่วมมือของแก๊งอื่นๆ หรือจิ๊กโก๋ อันธพาลรายอื่นๆ ที่ตัดสินใจ “เลือกข้าง” ว่าจะอยู่กับ “มาเฟีย” กลุ่มไหน หรือแก๊งไหนกันแน่!!! และก็ด้วยการนำพาประเทศของคนหนุ่ม คนรุ่นใหม่ ผู้ที่เพิ่งเริ่มหัดเป็นจิ๊กโก๋ หรือเริ่มคิดเข้าสู่เส้นทางของนักเลงหัวไม้ อย่าง “นายจัสติน ทรูโด” ผู้นำแคนาดาในยุคนี้นั่นเอง “สงครามการค้า” ระหว่างอเมริกากับจีน จึงได้กลายสภาพเป็น “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” ที่จะต้องนำไปสู่การดักตีหัว ลอบกัด ลอบสั่งสอน ลอบลักตัวไปเรียกค่าไถ่ ในแต่ละรูป แต่ละแบบ...

สิ่งเหล่านี้นี่แหละ...ที่ทำให้นักคิด นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวแคนาดาด้วยกันเอง อย่าง “ดร.เดนิส แรนคอร์ต” (Dr.Denis Rancourt) ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัยออตตาวา และผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งในแคนาดา ต้องออกมาแสดงความหนักอก หนักใจ ความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ต่อสถานะประเทศตัวเองทั้งในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้าที่อาจต้องเปลี่ยนแปลงไปในชนิดกู่ไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี ตลอดช่วงทศวรรษข้างหน้า ชนิดยากจะหวนคืนกลับมาสู่เส้นทางเดิมๆ ได้อีกต่อไป ระหว่างการให้สัมภาษณ์สำนักข่าว “RT” คราวล่าสุด...

ด้วยเหตุผลประมาณว่า...ภายใต้การเผชิญหน้ากันระหว่าง “แก๊งจีน” กับ “แก๊งอเมริกัน” ไม่ว่าในเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ สิ่งที่ศาสตราจารย์นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนรายนี้เห็นว่า น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญเอามากๆ สำหรับประเทศอย่างแคนาดา ก็คือการหาทางรักษา “ความสมดุล” ให้มากๆ เข้าไว้ แทนที่จะเลือกยืนอยู่กับฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด โดยเฉพาะฝ่ายที่ออกอาการในลักษณะไม่ต่างไปจาก “อัล คาโปน” หรือแสดงออกถึงความปรารถนา ความต้องการอย่างชัดเจน ว่าไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนเผยอหน้าขึ้นมาเทียบรัศมีความเป็น “มาเฟีย” ของตัวเองเป็นอันขาด เพราะ “ความสมดุล” นั่นเอง...คือสิ่งที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ ความรุ่งโรจน์ รวมไปถึงสิทธิมนุษยชนได้อย่างเป็นจริง เป็นจัง ต่างไปจากการเลือกข้าง เลือกฝ่าย เลือกแก๊งที่ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการทำลาย “อำนาจอธิปไตย” ของแคนาดา ทำให้แคนาดากลายสภาพไปเป็น “เครื่องมือ” ของ “อัล คาโปน” เอาดื้อๆ ยังส่งผลให้ “เราอาจต้องเดินไปสู่เส้นทางที่ประเทศซึ่งมีอำนาจอธิปไตยอย่างแคนาดา ต้องกลายสภาพเป็นรัฐอีกรัฐหนึ่งของอเมริกา อย่างยากที่จะหาหนทางกลับคืนมาสู่ความเป็นอิสระได้ดังเดิม...”

อันนี้นี่แหละ...ที่ต้องถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจต่อบรรดาประเทศเล็ก ประเทศน้อย ทั้งหลาย ขณะที่ “พื้นที่แห่งความเป็นกลาง” มันเริ่มลดน้อย ถอยลง หรือแทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ภายใต้บรรยากาศที่การแข่งขันทางการค้า ทางธุรกิจ ชักไปไกลถึงขั้นต้องหันไปใช้วิธี “ลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่” กันเห็นๆ ไม่ว่าระเบียบ กฎเกณฑ์ กติกาทางการค้า หรือแม้กระทั่งกฎหมายระหว่างประเทศ กำลังถูกแทนที่ด้วย “ลัทธินักเลงหัวไม้” เพื่อแย่งเขตอิทธิพลในการค้าเหล้า ค้ายา หรือค้าสินค้าเทคโนโลยีที่ว่ากันว่า น่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี ค.ศ. 2030 ใครจะหันมาร่วมไม้ ร่วมมือ ร่วมสร้างหลักประกันให้กับบรรยากาศการแข่งขันโดยเสรี ที่ก่อให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์โดยเท่าเทียมต่อทุกๆ ฝ่าย หรือหันไปเข้าแก๊ง “อัล คาโปน” ก็คงต้องเตรียมตัดสินใจไว้ซะแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ยุค “อันธพาลครองเมือง” จะนำไปสู่ยุค “อันธพาลครองโลก” แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด...
กำลังโหลดความคิดเห็น...