xs
xsm
sm
md
lg

อุดมการณ์หรือผลประโยชน์ : เหตุในการย้ายพรรค

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง


ทุกครั้งที่นักการเมืองย้ายจากพรรคโน้นมาอยู่พรรคนี้ และจากพรรคนี้ไปอยู่พรรคโน้น ข้ออ้างประการหนึ่งที่มักจะนำมาอ้างเป็นประจำก็คือ มีอุดมการณ์ทางการเมืองตรงกันและเห็นว่าถ้ามาอยู่แล้วจะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้มาก

ดังนั้น คำว่า อุดมการณ์ทางการเมืองตรงกัน จึงกลายเป็นข้ออ้างทั่วไปสำหรับนักการเมืองที่ย้ายพรรค

อีกข้อหนึ่งที่นักการเมืองชอบอ้างในการย้ายพรรค หรือสมัครเข้าสังกัดก็คือ เห็นว่าพรรคนี้มีนโยบายดีมีประโยชน์กับประเทศชาติ

ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ มีนักการเมืองเก่าย้ายมาอยู่พรรคใหม่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ และย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์มาอยู่พรรครวมพลังประชาชาติไทย และมูลเหตุจูงใจในการย้ายที่แต่ละคนนำมาอ้าง ถ้าถูกถามก็คงหนีไม่พ้นข้ออ้างสองประการข้างต้นคือ อุดมการณ์และนโยบาย

แต่ข้ออ้าง 2 ประการดังกล่าว จะตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ คนที่รู้ดีก็คือ คนที่พูด ส่วนคนอื่นทำได้แค่การอนุมานในเชิงตรรกะ แต่อย่างไรก็ตาม การอนุมานในบางเรื่องก็สอดคล้องกับความเป็นจริง และในเรื่องของการย้ายพรรคของนักการเมืองในครั้งนี้ ก็น่าจะสอดคล้องหรือใกล้เคียงความจริง ทั้งนี้เนื่องจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. เป็นที่รู้และยอมรับกันทั่วไปในหมู่นักการเมืองและประชาชนว่า วัตถุประสงค์ประการแรกของการเข้ามาสู่แวดวงการเมืองของบรรดานักเลือกตั้งก็คือ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.และได้รับตำแหน่งทางการเมืองในฝ่ายบริหาร เพื่อจะได้ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งในรูปแบบของการกินตามน้ำ และทวนน้ำ

ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐและพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งหนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย โดยมีความพร้อมทางด้านทุนและอำนาจรัฐเกื้อหนุน จึงเป็นสิ่งล่อใจให้บรรดานักเลือกตั้งวิ่งเข้าหา ดังที่ปรากฏเป็นข่าว

2. ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในฐานะเสียเปรียบทางการเมือง ทั้งในแง่ของการระดมทุนและการใช้อำนาจรัฐ จึงทำให้โอกาสที่จะได้รับเลือกจนได้เสียงท่วมท้น และได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างยาก

3. ถึงแม้ฝ่ายตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะได้เสียงข้างมาก แต่ก็คงไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ ส.ว. 250 เสียงเลือกนายกฯ ได้แน่นอน

ด้วยเหตุปัจจัย 3 ประการข้างต้น นักการเมืองประเภทแสวงหาอำนาจรัฐ และใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์ จึงต้องย้ายพรรคเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการ

ส่วนว่านักการเมืองที่ย้ายพรรคแล้วจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ถ้าพรรคเดิมที่ย้ายมาหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทดแทนที่มีคุณสมบัติดีกว่า หรือใกล้เคียงกับผู้ที่ย้ายไป โอกาสที่นักการเมืองย้ายพรรคจะสอบตกก็มีสูง

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า นักการเมืองที่ย้ายพรรคจะได้รับเลือกเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังกล่าวแล้วข้างต้น

แต่ถ้ามองในแง่ของกติกาประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว ปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้งก็คือประชาชนจะเลือกใครหรือไม่เลือกใคร ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าคนไทยในยุคนี้ มีความรู้ ความเข้าใจการเมืองดีกว่าแต่ก่อน

ดังนั้น นักการเมืองที่คิดแบบเดิม และทำแบบเดิมโดยไม่สนใจความรู้สึกนึกคิดของประชาชนมีโอกาสสอบตกค่อนข้างสูง โดยเฉพาะนักการเมืองประเภทที่ทำคุณรับใช้ประชาชน เพียงแค่ในการหาเสียงและเมื่อได้รับเลือกแล้วทำตัวเป็นนายประชาชน


กำลังโหลดความคิดเห็น...