xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ซานต้าตู่ สุดจัดปลัดบอก แจกแหลกหิมะถล่ม “ประชารัฐ” ข่ม “ประชานิยม” มิดด้าม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สุดจัดปลัดบอก

ปรับสปีดซัดเกียร์ห้า ในช่วง “โค้งสุดท้าย” การทำงาน ก่อนผละอำนาจให้ “รัฐบาลเลือกตั้ง” ทยอยออกมาเป็นระยะแพคเกจ “ของขวัญปีใหม่ 2562” ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีระกา ต้อนรับปีกุน โดย “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้กรอบแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย-เกษตรกรรากหญ้า พ่วงส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชน

ด้วยไทม์มิ่งจังหวะเข็นนโยบายออกมา ราว 3 เดือน ก่อนกำหนดการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2562 ตรงนี้ก็ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ต้องไปเถียงให้เหนื่อย “หาเสียง-ไม่หาเสียง”

ดูจากท่าที “ฝ่ายการเมือง” โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และเครือข่าย ทักษิณ ชินวัตร เจ้าตำรับ “ประชานิยม” ที่ได้แต่มองค้อน โอดโอยหนักมาก ก็รู้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ “ลุงตู่” แบะท่าว่า อาจจะรับเทียบเชิญจาก “พรรคพลังประชารัฐ” ในการเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่ “แกนนำพรรค” หลายคนออกปากไว้ อะไรๆ ที่ออกมาจากรัฐบาลช่วงนี้ย่อมเป็น “นาทีทอง” ในการเก็บแต้มการเมือง

แม้จะยังไม่หลุดออกจากปาก อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่ระดับ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่พูดตรงๆไม่อ้อมค้อมว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะเป็นลำดับที่ 1 ของ 3 รายชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคจะเปิดเผยต่อสาธารณะก่อนการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดีความชัดเจนต้องขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการบริหารพรรค เช่นเดียวกับชื่อเบอร์ 2-3 ที่ยังอยู่ระหว่างการหารือ

สำทับด้วยเสียงของ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่แม้จะแตะเบรกเบาๆว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของ “สุวิทย์” ก็ตาม แต่พูดชัดว่า ณ ขณะนี้ “ลุงตู่” เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

ฟาก “ลุงตู่” ที่ประกาศ “พร้อมทำงานการเมือง” หลังหมดภาระหน้าที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ดูท่าจะมีใจให้ ระบุว่า ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐนโยบายโดนใจที่สุด อีกทั้งยังคุ้นเคยกันดีกับ “4 จตุรเทพ พปชร.” ที่เป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลด้วย

จึงปฏิเสธยากว่า นโยบายรัฐบาลในขณะนี้ กับแนวนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศสานต่องานของรัฐบาล คสช.สอดรับกันอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

และคงพูดได้ว่า อานิสงส์ของแพคเกจ “ของขวัญปีใหม่ 2562” ที่ “ลุงตู่” กำลังยิงสลุตออกมานั้น ผลพวงในแง่การเมือง ย่อมสะท้อนกลับมาเป็นกระแสนิยมในตัว “นายกฯ ตู่” เอง และตกต้องถึง “ค่ายพลังประชารัฐ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำคัญเหนืออื่นใด ปฏิเสธอีกไม่ได้เช่นกันว่า ประโยชน์โพดผลทั้งหลายตกต้องถึง “ประชาชนคนไทย” โดยถ้วนหน้า ปิดฉากความขมขื่นจากตำนาน “ไม้ไอติม” ไม่ต้องแวะให้ใครมาแทะเล็มไปก่อนเหมือนนโยบายรัฐบาลก่อนๆ หรือนโยบายประชานิยมในอดีต

ไล่เรียงให้เห็นภาพที่ว่า คนไทยได้เฮถ้วนหน้า ของขวัญปีใหม่ตกต้องถึงใครบ้าง เปิดหัวไปก่อนกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมาที่อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาทเศษ กับการอัดฉีดเพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ที่ตัวเลขปัจจุบันมีผู้ถือบัตรอยู่มากกว่า 14.5 ล้านรายทั่วประเทศ

ตั้งแต่การให้โบนัสพิเศษ 500 บาท จับจ่ายช่วงปีใหม่ ช่วยค่าน้ำประปาครัวเรือนละ 100 บาทต่อเดือน ค่าไฟฟ้าครัวเรือนละ 230 บาทต่อเดือน ยาวๆ 10 เดือน ให้ค่าเดินทางผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 1,000 บาท ค่าเช่าบ้าน 400 ต่อคนต่อเดือน ทั้งหลายทั้งปวงกดปุ๊บติดปั๊บเริ่มเลยตั้งแต่ธันวาคม 61 ถึงกันยายน 62

วันเดียวกัน ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบมาตรการกระตุ้นยางเข้มแข็ง ไร่ละ 1,800 บาท เจ้าของสวนยาง 1,100 บาท คนกรีด 700 บาท รวมงบ 1.86 หมื่นล้านบาทเศษ และการรับซื้อน้ำมันปาล์ม 1.6 แสนตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เพื่อกระตุ้นราคาปาล์มน้ำมันในตลาดด้วย

ถัดมาการประชุม ครม. 4 ธันวาคม 61 “รัฐบาลลุงตู่” กดไฟเขียวหลายแพคเกจของหลายกระทรวง เริ่มกันที่ “ชอปช่วยชาติ” มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ของกระทรวงการคลัง ให้สามารถนำค่าซื้อสินค้าหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ปีนี้พิเศษขยายเวลาให้ชอปกันได้ “คร่อมปี” ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 61 - 16 มกราคม 62 อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการกระตุ้นผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาตกต่ำ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการเรียนรู้ทางหนังสือ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชน

กำหนดกลุ่มสินค้า 3 ประเภท คือ 1.สินค้าโอทอปที่ลงทะเบียนไว้กับกรมการพัฒนาชุมชน 2.หนังสือหรือ e-Book และ 3.ยางล้อรถยนต์ ล้อรถจักรยานยนต์ และรถจักรยาน ที่หวังช่วยผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อวัตถุดิบจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)

ที่สดชื่นกว่าใคร เห็นจะเป็น กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ ครม.ทุ่มงบประมาณ 1.26 หมื่นล้านบาทเศษ ขึ้นค่าตอบแทน อสม.ทั่วประเทศ จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน จาก 600 บาท เป็น 1000 บาทตอบแทนน้ำใจเสียสละ หลังจากไม่ได้ปรับเพิ่มมาเป็นเวลา 10 ปี โดยจะเริ่มปรับในเดือนธันวาคมนี้ เป็นต้นไป ไม่ต้องรอถึงปีหน้าไม่เสียเวลาล่ำเวลา

ตลอดจนการอนุมัติหลักการ โครงการแจกซิมโทรศัพท์มือถือให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ให้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี เพื่อส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งข้อมูล และข่าวสารที่จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และช่วยให้หลุดพ้นความยากจน ที่เหลือขั้นตอนค่าใช้จ่ายและจำนวนอินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้งานจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีของขวัญปีใหม่ สำหรับทุกชนชั้น จาก 6 กระทรวง ได้แก่ 1.กระทรวงมหาดไทย มอบของขวัญภายใต้แนวคิด “127 ปี มหาดไทย ทุกหัวใจเราดูแล” รวม 22 โครงการ เน้นไปที่การบริการของหน่วยงานในสังกัด

2.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มี 27 โครงการ/กิจกรรม เช่น ยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Space Inspirium ชลบุรี, ยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์รับปีใหม่ 2562 จ.ปทุมธานี

3.กระทรวงยุติธรรม เป็นโครงการ/แผนงานมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ 4 แนวทาง อาทิ การลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความยุติธรรม และการให้บริการความรู้และความเข้าใจด้านกฎหมาย เป็นต้น

4. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้ชื่อ พม.เติมสุข ทั่วไทย 2562 ประกอบด้วย 4 ความสุขส่งถึงประชาชน อาทิ การใช้สิทธิคนพิการผ่านบัตรประชาชนใบเดียว, ลดอัตราดอกเบี้ยสถานธนานุเคราะห์ หรือโรงรับจำนำ, มอบบ้าน สร้างชุมชนไทยทุกคนมั่นคง เข้มแข็ง 2,562 หลัง เป็นต้น

5.กระทรวงพาณิชย์ กับมหกรรมการลดหนัก จัดเต็ม New Year Grand Sale ณ ห้างสรรพสินค้า 13,500 สาขาทั่วประเทศ, งานลดราคาสินค้าออนไลน์ thaitrade.com เป็นต้น

และ 6.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 3 แห่งในช่วงเทศกาลปีใหม่, การลดราคาผลิตภัณฑ์ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นต้น

ไม่หมดแค่นั้น ยังมีของขวัญประเภทที่ยังห่อไม่เสร็จ รอให้ “ครม.ลุงตู่” เคาะเพิ่มเติมอีกไม่น้อย อย่างของ กระทรวงอุตสาหกรรม ในการกำกับของ อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการ ที่ก่อนหน้านี้แจก “ของขวัญชิ้นโบว์แดง” โดยการ “ปลดล็อค รง.4” แก้ไขบทบัญญัติ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ใบ รง.4) ที่เป็นข่าวดีสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ประกอบกิจการโรงงานทั้งรายเล็ก- รายใหญ่ ที่จะสะดวกมาก ประหยัดเวลา และลดต้นทุนเบี้ยบ้ายรายทางในการดำเนินธุรกิจได้โข

ล่าสุดเพิ่งสรุปมาตรการช่วยเหลือ “ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี” เตรียมเสนอเข้า ครม. ให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ ใน 2 มาตรการหลัก คือ กองทุนฟื้นฟูให้โอกาสคนติดกับดักทางการเงิน คนเคยล้มลุกสู้สร้างอาชีพใหม่ และรักษาธุรกิจเดิม 1.8 พันล้านบาท และสินเชื่อพิเศษช่วยเสริมสภาพคล่องกลุ่มค้าส่งค้าปลีกร้านโชห่วยทุกพื้นที่

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ก็รอรับลูกและขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ที่กำลังจะหมดในวันที่ 18 ธันวาคม 2561 นี้ และมีวงเงินเหลืออยู่ 3.5 หมื่นล้านบาท เป็น 2 มาตรการสำคัญที่เชื่อว่าจะมีเอสเอ็มอีรายเล็กๆได้ประโยชน์นับแสนราย

ถือได้ว่า แพคเกจ “คืนความสุข” ที่ระดมออกมาในขวบปีสุดท้ายของ “รัฐบาล คสช.” จัดหนักอย่างทั่วถึง ทุกวัย ทุกชนชั้น ทุกวงการ ถ้วนทั่วหน้าเลยทีเดียว

จากผลงานนี้เองที่จะเป็น “นั่งร้านเสริมใยเหล็ก” ที่จะส่งให้ “ลุงตู่” ควงกะฟาดเก้าอี้ผู้นำประเทศเบื้ลอีกสมัย อย่างที่ “แกนนำพลังประชารัฐ” หลายรายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มั่นใจจะส่ง “นายกฯตู่” รีเทิร์นกลับทำเนียบรัฐบาลได้อย่างแน่นอน

วางเป้าต่ำๆ ที่จะได้เก้าอี้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 150 ที่นั่ง ผนวกรวมกับเสียงสนับสนุนของวุฒิสภา 250 ที่นั่ง ผ่านเป้า 376 เสียงในการเลือกนายกฯตามที่กำหนดไว้ในรัฐบาลนูญ 2560

ที่ทำให้ “บิ๊กประชารัฐ” ความมั่นใจเบอร์นั้น ก็ด้วยผลงานที่โปรยไม่หยุดในช่วงหลัง ครองใจประชาชนคนไทยที่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือบัตรคนจน 14.5 ล้านคน อันเป็นที่มาของผลการสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักที่ชี้ตรงกันว่า เรตติ้งความนิยมของ “ลุงตู่” กลับมาอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” และเริ่มทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่นๆ

ไม่เพียงเท่านั้น ถึงเวลานี้ “บิ๊กประชารัฐ” ยังมั่นใจใน “แต้มต่อ” หลังใช้ “พลังดูด” ดึงอดีตนักการเมือง-ผู้มีชื่อเสียง มาเข้าร่วมเป็นสมาชิกและผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคหลายร้อยราย นอกเหนือจากเป้า 150 ที่นั่งของพรรคตัวเองที่วางไว้แล้ว

ยังเชื่อว่าจะเป็นการทอนกำลัง “ขั้วตรงข้าม” ที่นำโดย “พรรคเพื่อไทย” ไปในตัว แล้วยังประเมินว่าภายใน “เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร” ก็มีความระส่ำระสายอย่างหนัก กับความพยายามแก้เกมรัฐธรรมนูญ 2560 อันมาซึ่งแผน “รวมกันแพ้ แยกกันชนะ” แตกกระสานซ่านเซ็นไปเปิดหัวพรรคการเมืองใหม่นับสิบ

ก่อนมีการปรับยุทธศาสตร์สลายสาขาย่อย แยก 2 ขา “เพื่อไทย - ไทยรักษาชาติ” ในภายหลัง แต่ไม่ทันท่วงที ด้วยยุทธศาสตร์เดิมที่ แตกแบงก์ย่อยไปนับสิบนั้น สร้างความสับสนให้กับบรรดาผู้หาบในเครือข่ายเอง มีการชิงดี ชิงเด่น แยกไปทำพรรคสาขากันเอง เพื่อหวังสร้างอาณาจักร เพิ่มพลังต่อรองกับ “นายใหญ่” หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล

อีกทั้งยังเกิดปัญหาตามคาด เมื่อ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้เป็นผู้ถือธงนำในตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่ได้สร้างความปั่นป่วน ปลุกกระแสการไม่ยอมรับกันภายในขึ้น ส่งผลให้การจัดทัพ เกลี่ยตัวบุคคล มีปัญหามาจนถึงบัดนี้ หลังเดดไลน์การเข้าสังกัดพรรคผ่านไป

ไม่เพียงแต่การจัดกระบวนทัพไม่ราบเรียบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนเมื่อครั้งที่มี “สายเลือดตระกูลชินวัตร” เป็นผู้นำองค์กรแล้ว วิบากกรรมของ “คนตระกูลชินวัตร” ยังกลายเป็นปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาอีก

ทั้งตัว “นายใหญ่ดูไบ” ทักษิณ ชินวัตร ที่มีคดีคาค้างอยู่เป็นหางว่าว เช่นเดียวกับ “คุณหนูปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หนีคดีตามพี่ชายไป ก็ยังมีชนักคดีความจากสมัยเป็นนายกฯค้างอยู่พอสมควรเช่นกัน ด้วยสถานะนี้ทำให้ “พี่ษิณ - น้องปู” หมดสิทธิ์เดินทางกลับประเทศ

อีกทั้งยังเจอมัดมือมัดเท้าเพิ่มขึ้นกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 5 มาตรา สาระสำคัญ ห้ามประชาชนเป็นโจทก์ฟ้องคดีผู้อื่นโดยไม่สุจริต หรือฟ้องซ้ำ และตัดสิทธิบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ไม่สามารถฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้อีก

พูดกันว่าการแก้ไขบทบัญญัติข้อนี้ก็เพื่อการป้องกันผู้ที่อยู่ในประเทศถูก “ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์” ฟ้องร้องคดีได้ไม่ว่าจะกรณีใดๆ เป็นการเฉพาะ และสร้างความวุ่นวายให้กับ “ทักษิณ” มากที่สุด เพื่อให้ยอมศิโรราบในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ตลอดให้ยุ่งยากในเรื่องคดีความส่วนตัว จนไม่มีโอกาสในการบริหารจัดการพรรคเหมือนอย่างเคย

ถัดมาเป็นรายของ “ยอดชายนายโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายนายทักษิณ ที่กำลังเผชิญวิกฤตเป็นตาย ไปหรืออยู่ กับคดีฟอกเงินเงินกู้ธนาคารกรุงไทย-กฤษฎามหานคร ที่อัยการได้ส่งฟ้องเข้ากระบวนการยุติธรรมไปแล้ว หลายเสียงมองตามร่องรอย “คดีใหญ่” ที่ผู้ต้องการร้อยทั้งร้อยถูกวินิจฉัยว่า มีความผิดไปแล้ว คดีย่อยของ “น้องโอ๊ค” ก็ไม่น่ารอดเช่นกัน

หนักหนาสุดเห็นจะเป็นรายของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่วังบัวบาน และน้องสาวนายทักษิณ ที่จู่ๆ เกิด “ร้อนรุ่ม” ไปกับกระแสข่าวที่ว่า “ผู้ต้องขังคดีจีทูเจ๊” หลายราย นำโดย “เสี่ยฮุก ให้การรับสารภาพ พร้อมชำแหละข้อบงการและเส้นทางการเงินจากโครงการ “จีทูเจี๊ยะ-จีทูเจ๊” ไปถึง “บิ๊กบอส - บิ๊กเจ๊” รายไหนบ้าง

ทางการข่าวไม่ได้ระบุว่า “คนในตระกูลชินวัตร” รายใด ที่ถูกซัดทอด แต่ก็มีเสียงลือขึ้นมาว่า “เจ๊แดง” ติดปีกบินไปตั้งหลักอยู่กับ “พี่ษิณ” ที่มหานครดูไบ ผ่านไปร่วมสัปดาห์ ก็ยังไม่รีเทิร์นกลับแผ่นดินมาตุภูมิ และยังไม่มีการออกมาแก้ไขข่าวยืนยันว่า “เจ๊แดง” ไม่ได้ไปไหนตามกระแสข่าว

เท่ากับว่าเวลานี้ “นายกฯประยุทธ์” เดิน 2 ขาเช่นกัน ขาหนึ่งสวมบท “ซานตาตู่” แจกของขวัญ-คืนความสุขให้คนไทย ชนิดแจกแหลกไม่หวั่นเสียงวิจารณ์ เพื่อซื้อใจ ขอเสียงสนับสนุน หากวันใดวันหนึ่งจับพลัดจับผลูไปเป็นช้อยแรก บวกกับฐานสนับสนุนในนาม “พลังประชารัฐ” ที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนคุ้นเคย ก่อร่างสร้างพรรคไว้คอยท่า

อีกขาก็เป็น “ซาตานตู่” ในสายของ “ทักษิณ” นักเรียน ตท.รุ่นพี่ ที่ใช้กระบวนการทางกฎหมายในการกดดัน “ตระกูลชินวัตร” ในทุกวิถีทาง เพื่อกดการเคลื่อนไหวของ “นายใหญ่” และลิ่วล้อให้อยู่หมัด

เป็นการเดิน 2 ขาที่กดดัน “ทักษิณ” ไปเรื่อยๆ ถือความได้เปรียบเข้าสู่คูหาเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2562 ฉายให้เห็นโอกาสการกลับมาถืออำนาจของ “ทักษิณ” ที่ริบหรี่ จนทุกวันนี้ชักเข้าหน้า-ต่อสายใครก็ไม่ติด เม้ากระฉ่อน “เจ้าสัว” บางรายเซย์โน ไม่สะดวกใจในการสนับสนุน “น้ำเลี้ยง” ให้เครือข่ายทักษิณเหมือนแต่เก่าก่อน

ประมวลองค์ประกอบ-ปัจจัยทั้งมวลแล้วก็จะเห็นว่า คำประกาศกู่ก้อง “ชนะหิมะทลาย” ของ “ทักษิณ” เมื่อหลายเดือนก่อน น่าจะเป็นปรากฎการณ์ที่ยากจะเกิดขึ้นได้ กลับกัน “ลุงตู่” ใช้โอกาสโค้งสุดท้ายการทำงาน งัดมาตรการของขวัญ แจกแหลกแจกจริง ชนิด “หิมะถล่ม” ย้อนศรเล่นงาน “ระบอบทักษิณ” เจ้าของตำนานประชานิยม ได้อยู่หมัด

นอกจากเข็น “ลุงตู่” ที่เคยคะแนนนิยมตกต่ำ ให้เงยหน้าขึ้นมา แถมเรตติ้งแรงศรัทธายังพวยพุ่งขึ้นมาอย่างชัดเจน สวนทางกับ “ทักษิณ” ที่เริ่มจะเสื่อมมนต์ขลัง

ไม่เท่านั้น ยังส่งแบรนด์ใหม่อย่าง “ประชารัฐ” ขึ้นไปข่ม “ประชานิยม” ของเก่าเก็บแบบมิดด้ามเสียด้วย.

กำลังโหลดความคิดเห็น...