xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ต้านธุรกิจผูกขาด-หยุดอำนาจเหนือตลาด ในยามไทยรั้งเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก! เศรษฐียิ่งรวยขึ้น คนจนแย่ลง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และประธานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ต้องปรบมือรัวๆ กันทีเดียว เมื่อทราบข่าวว่า “ทั่นเลขาฯ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จดปากกาในหัวโขน “ประธานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า” ออกประกาศเรื่อง “หลักเกณฑ์การเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด ภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560” และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีเป้าประสงค์เพื่อควบคุมผู้ประกอบการธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดไม่สามารถดำเนินการใดๆ ที่ทำให้เกิดการผูกขาด และความไม่เป็นธรรมทางการค้าได้

คำถามมีเพียงคำเดียวก็คือ ประกาศแล้วในทางปฏิบัติจะทำได้จริงๆ หรือ

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีการบัญญัติกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่สมบูรณ์แบบ คือ มี พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 และมีการแก้ไขอีกครั้งในปี 2560 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2560 แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีการกล่าวโทษ หรือดำเนินคดีแก่ผู้ประกอบการแม้แต่รายเดียว อาจกล่าวได้ว่า การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ นับแต่มีกฎหมาย มีเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าตั้งแต่ปี 2542 เกือบ 100 เรื่อง แต่มีเพียงกรณีของบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า เรื่องเดียวที่คณะกรรมการได้พิจารณาถึงขั้นเสนอต่ออัยการ เพื่อดำเนินการสั่งฟ้อง “แต่ก็ยื้อกันไปยื้อกันมาระหว่างหน่วยงาน” จนท้ายที่สุดอัยการให้ความเห็นไม่ฟ้องและคดีหมดอายุความลงไป

ส่วนกรณี “ขายเหล้าพ่วงเบียร์” พบว่า มีความผิดมาตรา 25 จริง แต่เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีเกณฑ์ “อำนาจเหนือตลาด” จึงไม่สามารถดำเนินคดีได้

แน่นอน สังคมมองว่า “กฎหมายฉบับนี้เป็นเสือกระดาษใช้ไม่ได้จริง”

สำหรับในปีล่าสุดคือปี 2560 จากการตรวจสอบเว็บไซต์ของ “สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า” พบว่า มีเรื่องร้องเรียนเพียงแค่ 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกร้องเรียนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม2560 โดยขอความเป็นธรรมในความเดือดร้อนจากปัญหาราคาไข่ไก่ที่ตกต่ำากว่าต้นทุนการผลิต ผู้ถูกร้องเรียนตั้งราคาขายต่ำากว่าต้นทุนที่กำหนดไว้ในสัญญาเกษตรพันธสัญญา ซึ่งมีข้อยุติแล้ว โดยสรุปว่าเป็นการขายต่ำกว่าทุนตามนัยของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากภาวะการค้าในช่วงที่ถูกร้องเรียนเป็นภาวะผลผลิตไข่ไก่มีมากเกินความต้องการบริโภค ต่างเร่งระบายเพื่อลดความเสียหายของตน มิได้มีเจตนาที่จะก่อความเสียหายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น อีกทั้ง สินค้าเน่าเสียง่ายเป็นข้อยกเว้นตามแนวปฏิบัติทางการค้ามาตรา 25 การใช้อำนาจเหนือตลาด ในทางมิชอบ และมาตรา 29 พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม กอปรกับผู้ร้องประสงค์ยุติคำร้อง คณะกรรมการการแข่งขันทางการค่าจึงมีมติยุติเรื่อง

ส่วนเรื่องที่สอง ร้องเรียนเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม2560กรณีพฤติกรรมการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในตลาดสินค้าที่นอน และขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ

ขณะที่ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป เพราะสภาพความเป็นจริงก็คือภาคธุรกิจไทยมีความเหลื่อมล้ำ โดยบริษัทใหญ่ที่สุด 10 % แรกของบริษัททั้งประเทศ มีสัดส่วนรายได้สูงสุด 60 % ของรายได้บริษัททั้งหมดในประเทศ และถ้าดูบริษัทใหญ่ที่สุด 20 % แรกของบริษัททั้งประเทศ จะมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 90 % ของรายได้ของบริษัททั้งหมดในประเทศ

ที่น่าสนใจคือ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Banyong Pongpanich” ถึงข้อมูลเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่สองปีก่อนไทยอยู่อันดับที่ 3 แต่มาปีนี้ขึ้นแซงเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกไปแล้วตามข้อมูลของ CS Global Wealth Report 2018 ที่ออกมาเมื่อเดือนตุลาคม โดยแซงทั้งรัสเซียและอินเดีย

สำหรับ “เกณฑ์อำนาจเหนือตลาด” ที่รัฐมนตรีสนธิรัตน์เซ็นลงนามในประกาศมีสาระสำคัญอยู่ตรงที่ “คำจำกัดความ” ที่เขียนเอาไว้ว่า ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่ง หรือบริการใดบริการหนึ่ง ที่มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือ ผู้ประกอบการ 3 รายแรก ในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่ง หรือบริการใดบริการหนึ่ง ที่มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมา รวมกันตั้งแต่ 75% ขึ้นไป และมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท

ส่วนพฤติกรรมไม่เป็นธรรมทางการค้าที่ถือเป็นความผิดสำหรับผู้มีอำนาจเหนือตลาด มีทั้งการกำหนด หรือรักษาระดับราคาซื้อหรือราคาขายสินค้าหรือค่าบริการอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การตั้งราคาในระดับต่ำมาก เพื่อให้คู่แข่งออกจากตลาด การตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุน เป็นต้น , กำหนดเงื่อนไขไม่เป็นธรรม ทำให้คู่ค้าจำกัดการบริการ การผลิต การซื้อ หรือการจำหน่ายสินค้า หรือ จำกัดโอกาสเลือกซื้อ หรือขายสินค้า เช่น กำหนดให้ผู้ซื้อต้องซื้อเฉพาะสินค้าของตนเองเท่านั้น ห้ามซื้อจากผู้ผลิตรายอื่น เป็นต้น , การระงับ ลด หรือจำกัดการบริการ การผลิต การซื้อ การจำหน่าย การส่งมอบ การนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีเหตุอันควร ทำลาย หรือทำให้เสียหายซึ่งสินค้า และการแทรกแซงการประกอบธุรกิจของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลอันควร

ขณะเดียวกัน ยังได้ออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการอนุญาตการรวมธุรกิจ พ.ศ.2561 เพื่อป้องกันการผูกขาด หรือใช้อำนาจเหนือตลาดแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่จะรวมธุรกิจ อันอาจก่อให้เกิดการผูกขาด หรือกลายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด หรือ เมื่อรวมกิจการกันแล้วมีส่วนแบ่งตลาด และยอดเงินขายเข้าตามเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด จะต้องแจ้งการควบรวมต่อคณะกรรมการฯ และต้องได้รับอนุญาตก่อนการควบรวม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้ ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ทั้งนี้ หากไม่แจ้งผลการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการฯ จะต้องชำระค่าปรับทางปกครองไม่เกิน 200,000 บาท หรือปรับอีกไม่เกิน 10,000 บาทต่อวัน ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน และหากไม่ขออนุญาตก่อนการรวมธุรกิจ ต้องชำระค่าปรับไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าธุรกรรมในการรวมธุรกิจ ส่วนเมื่อรวมธุรกิจแล้ว และมีอำนาจเหนือตลาด ห้ามทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกับการเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด ทั้งห้ามผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน หากฝ่าฝืน จะมีโทษปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด ขณะที่คู่ค้า หรือบุคคลใดที่ได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจเหนือตลาดทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรม มีสิทธิฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายได้

กล่าวสำหรับ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2560แบ่งออกเป็น 6 หมวด ได้แก่ หมวด 1 คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หมวด 2 สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หมวด 3 การป้องกันการผูกขาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรม หมวด 4 พนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด 5 การฟ้องร้องคดีเรียกค่าเสียหาย และหมวด 6 บทลงโทษ รวมทั้งหมด 92 มาตรา แต่จะไม่ใช้บังคับกับส่วนราชการ-รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือชุมนุมสหกรณ์ หรือธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะดูแล

แต่ที่น่าอึ้งไปกว่านั้นคือ เพิ่งจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติต่างๆ ของผู้ประกอบการธุรกิจ รวมถึงเกณฑ์อำนาจเหนือตลาด และการรวมธุรกิจ เพื่อป้องกันการผูกขาด และทำธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าที่มีผลมาตั้งแต่ปี 2560

แล้วที่ผ่านมาทำอะไรกัน

แล้วเมื่อประกาศแล้วยังจะคงสภาพเป็น “เสือกระดาษ” เหมือนเดิม หรือไม่

แต่จะอย่างไรก็ดี “ความหวัง(ลมๆแล้งๆ)” ก็ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมให้เห็นบ้างแล้ว

จบข่าว.


กำลังโหลดความคิดเห็น...