xs
xsm
sm
md
lg

ในสิ่งที่ดูแตกต่าง กลับมีความเหมือนอย่างน่าพิศวง ระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

“พรรคพลังประชารัฐ” กับ “พรรคเพื่อไทย” ที่ดูเปลือกนอกมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ทว่า หากพิจารณาอย่างละเอียดลงถึงแก่นแท้กลับพบว่ามีความเหมือนกันมากยิ่งกว่า ความแตกต่างที่ปรากฎจึงเป็นดุจมายาภาพอำพรางแก่นแท้ที่ทั้งสองพรรคมีเหมือนกันนั่นเอง

พรรคทั้งสองมิได้มีคุณลักษณะเป็นพรรคการเมืองในตามมาตรฐานของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั่วไป เพราะการจัดตั้งพรรคเกิดจากการรวมของกลุ่มทุนที่มุ่งแสวงหาอำนาจทางการเมือง เพื่อรักษาสืบทอด และขยายขอบเขตอำนาจของอสิทธิชนบางกลุ่มในสังคม มากกว่าอยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อกระจายอำนาจสู่มหาชนในวงกว้าง

กรณีพรรคเพื่อไทยซึ่งสืบทอดองค์รวมทุกด้านของพรรคไทยรักไทยเข้ามานั้น มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัยจากการที่พรรคนี้ได้บริหารพรรคและประเทศเป็นเวลาหลายปีที่เราสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ว่า คุณลักษณะของพรรคนี้เป็นการผสมผสานระหว่าง “อัตตาธิปไตย” ของ “นายใหญ่” และ “คณาธิปไตย” ของ “แกนนำเชิงยุทธศาสตร์ของพรรค” และในยุคปัจจุบันภาพสะท้อนความเป็นอัตตาธิปไตยก็ยิ่งมีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยดูได้จาก เมื่อก็ตามที่พรรคมีเรื่องสำคัญต้องตัดสินใจ แกนนำสำคัญของพรรคมักเดินทางต่างประเทศ อันเป็นประเทศที่ซึ่งนายใหญ่พำนักอยู่ในขณะนั้น ปรากฎการณ์ซ้ำซากแบบนี้เมื่อเชื่อมโยงกับแบบแผนการตัดสินใจในอดีตของพรรค ผู้คนย่อมสามารถเชื่อมโยงตีความได้ว่า แกนนำของพรรคไปต่างประเทศเพื่ออะไร พบปะกับใคร และใครเป็นผู้ตัดสินใจคนสุดท้ายในพรรค

กรณีพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีแกนนำที่เปิดเผยเป็นรัฐมนตรีสี่คนในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นที่ปรึกษาและที่พึ่งทางใจของแกนนำทั้งสี่ ในแง่นี้บทบาทของนายสมคิดจึงมีความคล้ายคลึงกับภาวะของ “ความเป็นศาสดา” ของกลุ่มสานุศิษย์ทั้งสี่ของเขา คุณลักษณะของพรรคที่ปรากฎออกมาจึงเชื่อมโยงใกล้ชิดกับภาวะความเป็นอัตตาธิปไตยของผู้ดำรงฐานะเป็นศาสดา ขณะเดียวกันการที่องค์ประกอบหลักของพรรคนี้มีกลุ่มอำนาจอภิราชการและอภิทุนผูกขาดหนุนหลังและพรรคมีเจตจำนงอย่างแรงกล้าในการสนับสนุนผู้เป็นหัวหน้าคสช.ในปัจจุบัน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปในอนาคต จึงทำให้พรรคมีความเป็นคณาธิปไตยเป็นส่วนผสมหลักที่สำคัญ

คุณลักษณะของพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยจึงเป็นการผสมผสานระหว่าง “อัตตา” และ “คณาธิปไตย” ทิศทางของพรรคจึงมีแนวโน้มแสวงหา รักษา สืบทอดและรวมศูนย์อำนาจพรรคและรัฐภายในกลุ่มอภิสิทธิชนของสังคม ยิ่งกว่ากระจายอำนาจไปสู่สมาชิกพรรคและประชาชนสามัญทั่วไป

ในช่วงเริ่มแรกของการจัดตั้งพรรค ทั้งสองพรรคใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกันกัน นั่นคือการดูดและการดึงนักการเมืองหน้าเก่าหลายกลุ่มเข้ามาเป็นสมาชิกของพรรค กลุ่มแรก เรียกว่านักการเมืองเกรดเอ อันหมายถึงนักการเมืองที่เคยเป็นอดีต ส.ส. โดยเฉพาะหากผู้ใดเป็น ส.ส.หลายสมัยก็ยิ่งได้รับความสำคัญยิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มที่สองคือ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นผู้สมัครสอบตก แต่แพ้ผู้สอบได้เพียงไม่กี่คะแนน ในการดูดนักการเมืองเก่าเข้าพรรค ทั้งสองพรรคมิได้สนใจกับภูมิหลัง อุดมการณ์ พฤติกรรม และประวัติด้านอื่นมากนัก ไม่ว่าอดีตนักการเมืองเหล่านั้นมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในสังคมมากน้อยเพียงใด ก็ดูมิใช่เรื่องสำคัญนัก ตราบใดที่นักการเมืองเหล่านั้นมีโอกาสชนะการเลือกตั้ง ตราบนั้นพวกเขาก็เป็นบุคคลที่พึงปรารถนาสำหรับพรรคการเมืองทั้งสอง

ในอดีตเราจึงเห็นอดีตนักการเมืองจำนวนมากถูกดูดเข้าสู่พรรคไทยรักไทย (เพื่อไทยในปัจจุบัน) และเมื่อเร็วๆนี้ ก็ได้เห็นอดีตนักการเมืองจำนวนมากที่เคยสังกัดพรรคเพื่อไทย ถูกดูดเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ มีคนบางกลุ่มพยายามตีความปรากฎการณ์แบบนี้ว่า เป็นการทำลายระบอบทักษิณ ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่พยายามแยกหรือสร้างความแตกต่างของทั้งสองพรรค ซึ่งหากมิใช่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐจนไม่ลืมหูลืมตาแล้ว ก็คงเป็นกลุ่มที่ยึดติดกับเปลือกนอกของทั้งสองพรรค และไม่สามารถวิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงแก่นแท้ภายในได้ อันที่จริงแล้วกระบวนการดูดคนที่อยู่พรรคเพื่อไทยเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐนั้นเป็นกระบวนการที่ทำให้พรรคทั้งสองมีความเหมือนกันยิ่งขึ้น หรือ เราอาจเรียกกระบวนการนี้ว่ากระบวนการการกลายเป็นพรรคเพื่อไทยอย่างสมบูรณ์แบบในเชิงแก่นแท้ของพรรคประชารัฐนั่นเอง

ความเหมือนที่สำคัญอีกอย่างของพรรคทั้งสองคือ ท่วงทำนองการนำในการบริหารประเทศของผู้มีอำนาจตัวจริงภายในพรรค กรณีพรรคเพื่อไทย (ไทยรักไทยเดิม) ในช่วงที่มีนายทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ท่วงทำนองการนำการบริหารประเทศมีแนวโน้มเป็นเผด็จการแบบอัตตาธิปไตย ไม่ชอบการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกสภาผู้แทนราษฎร มีแนวโน้มใช้อำนาจรัฐรังแกผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล รัฐไทยดูเหมือนกลายเป็นรัฐตำรวจ และหลายครั้งเกินเลยไปถึงระดับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ แม้ว่าผู้มีอำนาจตัวจริงจะยังไม่บริหารประเทศในนามพรรค แต่การที่พรรคมีแนวโน้มสนับสนุนหัวหน้า คสช. ซึ่งบริหารประเทศอยู่ในปัจจุบันให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหลังการเลือกตั้ง ดังนั้นเราจึงสามารถอนุมานท่วงทำนองการบริหารประเทศในอนาคต หากพรรคการเมืองนี้เป็นรัฐบาล โดยใช้ท่วงทำนองการบริหารประเทศพลเอกประยุทธในปัจจุบันเป็นฐานคิด

ท่วงทำนองการบริหารของพลเอกประยุทธ ก็มิได้แตกต่างจากนายทักษิณ ชินวัตรมากนัก เน้นการบริหารแบบสั่งการ ใช้ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ใช้อำนาจเผด็จการผ่านมาตรา ๔๔ รัฐไทยมีแนวโน้มเป็น “รัฐทหาร” และไม่นิยมการตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนบุคลิกที่ปรากฎต่อสาธารณะ มีความละม้ายคล้ายคลึงกันไม่น้อยทีเดียว มีบุคลิกแบบแปรผัน ไม่แน่อน ขาดความคงเส้นคงวา ประเภทสามวันดีสี่วันร้าย และมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ค่อนข้างต่ำ หรือทั้งคู่ทำได้ไม่ดีนักตามมาตรฐานของนักการเมืองทั่วไป ส่วนการใช้ภาษาในอาณาบริเวณสาธารณะ มีหลายครั้งพวกเขาเปล่งคำพูดออกมาด้วยถ้อยคำที่ดูช่างห่างไกลจากภาษาที่บรรดาเหล่าสุภาพชนใช้กัน แต่หากพิจารณาความถี่ของการใช้อารมณ์และภาษาแบบพื้นบ้าน พลเอกประยุทธมีแนวโน้มใช้มากกว่านายทักษิณอยู่บ้าง

สำหรับนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารประเทศยุทธศาสตร์ ทั้งสองพรรคมีความเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก นั่นเป็นเพราะ ณ จุดเริ่มแรก พรรคเพื่อไทย (ไทยรักไทย) และ พรรคพลังประชารัฐ ต่างมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์เป็นผู้ชี้นำความคิดและวางกรอบนโยบายหลักๆ ทางเศรษฐกิจให้ทั้งสองพรรค เนื้อสาระของนโยบายมีสองด้าน ด้านแรกเป็น นโยบายที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการทำโครงการขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มทุน รวมทั้งมีการออกกฎหมายระเบียบที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนผูกขาดยิ่งกว่าเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน

ด้านที่สองของนโยบายเป็นการใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้น ที่เน้นการแจกสิ่งของเงินทองในรูปแบบต่างๆ ให้แก่ประชาชนโครงการจำนวนมากที่อยู่ภายใต้นโยบายประชานิยมบางโครงการใช้เป็นครั้งคราว บางโครงการก็ดำเนินการต่อเนื่องหลายปี แต่กล่าวได้ว่าโครงการทั้งหมดไม่มีสมรรถนะในการแก้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชนได้ โครงการทำได้แค่เพียงกลบเกลื่อนปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อสร้างคะแนนนิยมเป็นหลัก ทว่าสร้างภาระทางการคลังแก่ประเทศอย่างลึกซึ้ง

ในมิติวัฒนธรรมองค์การภายในพรรคและการบริหารประเทศของระบอบทักษิณ และวัฒนธรรมของระบอบคสช. มีแนวโน้มเป็นวัฒนธรรมแบบระบบอุปถัมภ์ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งลักษณะร่วมที่สำคัญคือ การเล่นพวกพ้อง นิยมการแบ่งเป็นกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มที่เป็นพวกของตนเองกับกลุ่มคนที่ไม่ใช่พวก คนที่เป็นพวกจะได้รับผลประโยชน์หลากหลายรูปแบบ แต่คนที่ไม่ใช่พวกมักจะถูกกีดกันออกไป ยิ่งกว่านั้นแม้กระทั่งภายในพรรคหรือรัฐบาล ก็มีการแบ่งเป็นกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มวงในและกลุ่มวงนอก กลุ่มวงในมีอำนาจและได้รับผลประโยชน์จากพรรคสูง มักได้รับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลหรือตำแหน่งสำคัญภายในพรรคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้รับการปกป้องจากผู้นำพรรค ส่วนกลุ่มวงนอกได้รับความสำคัญน้อย และได้รับการจัดสรรผลประโยชน์ในระยะเวลาหนึ่ง และในสุดก็มักเป็นกลุ่มแรกที่ถูกผู้นำพรรคเขี่ยทิ้งด้วยเหตุผลนานัปการ

กล่าวโดยสรุป ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ มีความเหมือนมากยิ่งกว่าความแตกต่าง ทั้งในแง่อุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษนิยม การบริหารประเทศที่เน้นการรวมศูนย์อำนาจ นโยบายทางเศรษฐกิจที่การเติบโตแบบไม่แบ่งปัน ซึ่งเอื้ออำนวยต่อประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดมากกว่าประชาชน นโยบายประชานิยมที่มุ่งสร้างคะแนนนิยมและการพึ่งพาของประชาชนต่อรัฐและนักการเมืองมากกว่านโยบายแบบสวัสดิการสังคมที่มุ่งสร้างระบบการให้สวัสดิการแบบยั่งยืน โดยไม่ขึ้นต่อตัวผู้บริหารประเทศ และวัฒนธรรมอันเป็นแกนกลางในการหลักในการบริหารพรรคและแก้ปัญหาของประเทศก็เป็นแบบระบบอุปถัมภ์เล่นพวกพ้องและใช้สองมาตรฐานในการปฏิบัติต่อคนที่เป็นพวกกับคนที่ไม่ใช่พวก

สำหรับความพยายามสร้างภาพความแตกต่างของสองพรรคจากกลุ่มคนของสองฝ่ายนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นวาทกรรมอำพรางแก่นแท้ที่เหมือนกันของทั้งคู่ ไม่ว่ากรณีพรรคเพื่อไทยที่พยายามสร้างภาพว่าตนเอง “ฝ่ายประชาธิปไตย” และตีตราพรรคพลังประชารัฐว่า “ฝ่ายเผด็จการ” หรือ กรณีฝ่ายพลังประชารัฐ ที่พยายามสร้างตัวตนว่า นโยบายที่ตนเองใช้เป็นประชารัฐ ที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และตีตราพรรคเพื่อไทยว่าใช้นโยบายประชานิยมที่สร้างปัญหาแก่ประเทศอย่างรุนแรง ความแตกต่างที่พรรคทั้งสองพยายามสร้างขึ้นมานั้นจึงเป็นมายาภาพเพื่อลวงตาผู้คนเท่านั้นเอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...