xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิเคราะห์คำเตือนของ ดร.อาทิตย์ กับความรุนแรงที่จะตามมา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

คำเตือนล่าสุดของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ต้องพูดว่ามีพลานุภาพมาก ในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์การเมืองมาอย่างโชกโชน

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arthit Ourairat โดยระบุว่า

“เชื่อเถอะ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายใต้ระบบ กฎเกณฑ์กติกาและบรรยากาศที่รัฐบาลเผด็จการกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ตนเองลงสมัครชนะการเลือกตั้งเช่นนี้ อีกทั้งองค์กรอิสระทั้งหลาย รวมทั้ง กกต. ไม่ได้มีความเป็น กลางและอิสระจริง
ไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากประชาชนหรอก จะยิ่งนำประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ความขัดแย้ง จลาจลวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม
ทำไมถึงมองไม่เห็นกันเลย
หรือไม่เคยมีประสบการณ์กันมาก่อน
อย่าดันทุรังกันนักเลย”

ก่อนหน้านั้นดร.อาทิตย์ก็เคยส่งเสียงเตือนมิตรสหายใน พรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า หยุดได้แล้ว

แน่นอนคำเตือนของดร.อาทิตย์จะไม่ใช่เรื่องเกินความเป็นจริง แต่ก็เป็นคำเตือนที่ยากจะทำให้ใครหันมาฟัง เพราะไทม์ไลน์ของการเลือกตั้งเดินไปข้างหน้าแล้ว มันยากมากที่จะถอยกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ เพราะทุกอย่างกำหนดเอาไว้แล้วเป็นตัวบทกฎหมาย ดังนั้นเมื่อต้องเดินไปข้างหน้าก็ได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่ ดร.อาทิตย์คาดหมายว่าจะเกิดความขัดแย้งจลาจลยิ่งกว่าเดิมจะไม่เกิดขึ้น

ผมเองก็เชื่อในสิ่งที่ ดร.อาทิตย์พูดนะครับ บางคนบอกว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เคยพูดแบบนี้ แต่เหตุผลของธนาธรนั้นบอกว่า ถ้าพวกเขา(ฝ่ายประชาธิปไตย/คำเรียกตัวเอง)ไม่ชนะ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะเกิดการนองเลือด ซึ่งมันฟังแล้วตลกเท่ากับว่า ต้องให้พวกเองชนะแล้วได้เป็นรัฐบาลเท่านั้นบ้านเมืองจึงจะสงบ

ถ้อยคำแบบนั้นผมนึกถึงการแข่งกีฬาแล้วผู้เล่นบอกล่วงหน้าก่อนแข่งว่า ถ้านัดนี้พวกกูไม่ชนะพวกมึงเดือดร้อนแน่

แต่สิ่งที่ ดร.อาทิตย์พูดนั้นต่างกับธนาธร เพราะ ดร.อาทิตย์มองจากโครงสร้างและกลไกที่ดำรงอยู่ ถ้าเราสดับและติดตามจากความเห็นของดร.อาทิตย์ในช่วงระยะนี้

แน่นอนว่ากฎเกณฑ์กติกาก็เป็นไปตามที่ดร.อาทิตย์พูดนั่นแหละครับว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมีความได้เปรียบจากพรรคการเมืองอื่นมาก เพราะจะตั้ง ส.ว.250คนที่ให้อำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยกับมือ ทำให้ขอมือส.ส.อีกเพียง126คนจาก500คนก็ตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าจะสกัดพล.อ.ประยุทธ์จะต้องรวบรวมเสียงส.ส.ให้ได้ถึง376เสียงกรณีที่ไม่มีส.ว.แตกแถวเลย

กลยุทธ์การกาบัตรเดียวก็เป็นความคิดที่กลั่นกรองไว้แล้วว่า จะสลายพลังของพรรคใหญ่ เพียงแต่ความคิดนี้ถูกนักการเมืองไทยที่มีเล่ห์เหลี่ยมแต้มคูการเมืองสูงคิดหาทางออกด้วยการแตกพรรคออกไปสู้ กระทั่งล่าสุดที่มีการโวยกันมากคือ การแบ่งเขตเลือกตั้ง

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นที่น่าห่วง ผมไม่มั่นใจนักว่า ความคิดของผมจะตรงกับที่ดร.อาทิตย์ห่วงใยหรือไม่ เพียงแต่ผมคิดว่า ปัญหาสำคัญของการเมืองไทยยังคงอยู่ ประชาชนยังแตกแยกและมีความคิดที่ตรงกันข้ามกัน ผมไม่ได้มองเรื่องความเห็นต่างนะครับ เพราะความเห็นต่างเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย แต่ความแตกแยกของคนไทยตอนนี้ก็คือ ต่างมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกและฝ่ายตรงข้ามทำผิดในเรื่องเดียวกัน

เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนไทยสองฝ่ายที่มีการเลือกข้างทางการเมือง ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า ฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก เพราะสังคมไทยไม่มีคนกลางพอที่จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเชื่อถืออีกแล้ว ทุกวันนี้ที่ไม่มีความเห็นต่างทางการเมืองมาสาดกันก็เพราะอำนาจทหารกดเอาไว้เท่านั้นเอง แล้ว4-5ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากพยายามรักษาความมั่นคงของตัวเองเอาไว้ และเตรียมตัวจะกลับมามีอำนาจใหม่หลังเลือกตั้ง

ถ้าถามผมตอนนี้เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์หากอยู่ในรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีแน่ๆ เพราะต้องการเสียง ส.ส.อีกเพียงร้อยกว่าเสียง ดูพลังของพรรคพลังประชารัฐที่กวาดต้อนอดีตส.ส.เข้าพรรคแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา

แต่ถ้าถามผมว่า พรรคของลุงตู่และพรรคที่สนับสนุนจะสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนได้เกินครึ่งไหม บอกตรงๆ ความคิดส่วนตัวของผมเชื่อว่า ฝั่งของพรรคเพื่อไทยและบริวารน่าจะมีโอกาสมากกว่า

เพราะเมื่อดูรายชื่ออดีตส.ส.ของพรรคเพื่อไทยที่ย้ายมาพรรคพลังประชารัฐแล้ว ถึงจะมีดาวเด่นที่ได้เป็นส.ส.แน่ๆ อยู่บ้าง แต่ก็มีหลายคนที่เพียงแต่มีดีกรีอดีต ส.ส.ที่หลุดวงไปนานแล้ว เพียงแต่ข้อดีคือ คนที่เป็นอดีตส.ส.อย่างน้อยก็จะมีเสียงระดับหนึ่งที่นำมาสะสมในระบบคะแนนไม่ตกน้ำได้

นี่คือความห่วงใยของผมในกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งรัฐบาลได้แล้วยังไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนได้ ถึงตอนนี้ก็มีการพูดกันอยู่บ้างว่า ขอให้ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้ได้ก่อนสุดท้ายก็จะเอาเก้าอี้ต่อรองให้ส.ส.ไหลเข้ามาสนับสนุนได้ รวมถึง ส.ส.งูเห่าบางปีกของพรรคเพื่อไทย

ในความคิดของผมก็น่าจะมีโอกาสจะเป็นเช่นนั้นได้นะครับ เพราะแม้มวลชนจะยังคงฮึ่มๆกัน แต่ในความเป็นนักการเมืองนั้นก็เป็นไปตามที่พูดกันมาว่า ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรด่ากันแทบตายออกจอทีวีก็ยังกอดคอกินเหล้ากันได้

แต่ถ้าไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อพรรคฝั่งเพื่อไทยรวบรวมเสียงข้างมากได้ ก็จะได้ตำแหน่งประธานรัฐสภาไป เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 121 ระบุว่า ภายใน 15 วัน หลังประกาศผลเลือกตั้งต้องมีการประชุมรัฐสภาครั้งแรกซึ่งแน่นอนว่า จะต้องได้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาก่อนการได้นายกรัฐมนตรีคนแรก ปัญหาจะเกิดทันทีถ้าฝั่งพรรคเพื่อไทยได้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนซึ่งจะเป็นประธานรัฐสภาด้วยไป

เพราะอำนาจการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้นอยู่ในมือประธานรัฐสภา แม้จะไม่ง่ายอย่างกรณีที่ดร.อาทิตย์เคยแสดงความกล้าหาญในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดการพลิกผันได้

ปัญหาที่ตามมาก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดว่า จะต้องตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้ภายในกี่วันหลังเปิดประชุมสภา ถ้าฝั่งพรรคเพื่อไทยได้เสียงเกินครึ่งก็เป็นไปได้ไหมว่า ฝั่งพล.อ.ประยุทธ์แม้จะตั้งรัฐบาลได้แน่ แต่ยังไม่อยากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะเห็นว่าอยู่ไปๆไม่ได้นานก็ต้องยุบสภา รัฐบาลรักษาการที่ยังมีอำนาจเต็มตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญ2557 ก็ยังรักษาการต่อไป เพื่อเปิดโอกาสในการต่อรอง

ถึงตอนนั้นพรรคที่เขาชนะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนอาจจะก่อหวอดได้ แม้ว่าตอนนั้นอำนาจของคสช.ยังมีอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ แต่ก็อาจจะไม่มีใครกลัวใครแล้ว เพราะหลังเลือกตั้งใครได้เสียงข้างมากจะมีความชอบธรรมมากกว่า และโดยธรรมเนียมจะเปิดโอกาสให้จัดตั้งรัฐบาลก่อน เพียงแต่สิ่งที่จะเกิดก็คือ แม้ฝั่งพรรคเพื่อไทยได้เสียงส.ส.เกินครึ่งก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้าไม่มีเสียงถึง376เสียงขึ้นไป ซึ่งอย่างที่บอกมาตลอดว่า ถ้าฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ถือเสียง126ส.ส.ขึ้นไปอยู่ในมือ ยังไงส.ส.ก็เหลือต่ำกว่า374เสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสองสภา ฝ่ายเพื่อไทยก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้อยู่ดี

ลองนึกดูนะครับว่า ถ้าเกิดฝั่งเพื่อไทยได้เสียงในสภาเกินครึ่งถึง หลังเลือกตั้งพล.อ.ประยุทธ์จะเลือกเดินทางไหนชิงตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่จะทำให้อำนาจตามมาตรา44ของตัวเองจะหมดลงทันที แล้วจะอยู่อย่างไรกับการเผชิญฝ่ายค้านเสียงข้างมากในสภาผู้แทน

หรือดึงรักษาการไปเรื่อยๆตราบที่ยังต้อนส.ส.มาเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนไม่ได้ แต่อาจจะเผชิญกับแรงกดดันทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะจากมวลชนของฝ่ายที่เขาคิดว่าเขามีความชอบธรรมในฐานะพรรคอันดับ1 แล้ววันนั้นจะเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่ายอีกไหม

เพราะอย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นนะครับว่า วันนี้ความขัดแย้งในสังคมยังคงอยู่ การชี้หน้ากล่าวหาว่าฝ่ายหนึ่งผิดฝ่ายตัวเองถูกยังคงไม่มีใครมาตัดสินหรือไกล่เกลี่ยได้ ฝ่ายหนึ่งเขาอ้างว่า เขามีความชอบธรรม การกล่าวหาเขาเป็นการใส่ร้ายและกลั่นแกล้งทางการเมือง เวลาที่ทักษิณพูดกลับมาว่า เขาไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ก็ไม่มีใครตอบโต้ชี้แจง ผมไม่รู้เพราะคิดว่า “นิ่งเสียตำลึงทอง” หรือไม่อยาก “เอาไม้สั้นไปรันขี้” แต่เสียงของทักษิณมันยิ่งปลุกความเชื่อในมวลชนของเขา

แม้เราจะไม่สนใจต่างชาติ แต่ต้องยอมรับว่าในทางสากลเขาก็เชื่ออย่างนั้น ไม่นั้นทักษิณจะลอยนวลอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลกได้อย่างไร แม้ผมจะพยายามทำและเขียนว่าทักษิณทำผิดอย่างไร ฉ้อฉลและทุจริต แสวงหาประโยชน์อย่างไรก็เป็นเพียงเสียงเล็กๆที่ไม่มีใครฟัง

ที่ผ่านมา 4-5 ปีที่รัฐบาลนี้เข้ามาไม่ได้แก้ไขโครงสร้างการเมืองแบบเก่า แก้เพียงวิธีการหย่อนบัตรเลือกตั้งเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ ไม่มีใครชี้ให้เห็นว่า ทำไมต้องรัฐประหารรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์ แล้วที่ผ่านมารัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจกระทำผิดอย่างไร เพื่อเปลี่ยนใจมวลชนที่สนับสนุนพวกเขา แต่สิ่งที่เราเห็นคือนักการเมืองที่เคยสนับสนุนทักษิณยิ่งลักษณ์ถูกกวาดต้อนมาเพื่อให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

แต่ต้องระวังไว้นะครับว่า สิบกว่าปีมานี้การแบ่งข้างทางการเมืองทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวสูง ความคิดอ่านและทัศนคติทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อของเขาได้ บางทีอาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างจากเดิม เขาอาจจะเลือกแบบเลือกข้างทางการเมืองไม่ใช่เลือกตัวบุคคล

ต้องยอมรับนะครับว่า วันนี้ความคิดเอาทักษิณกับไม่เอาทักษิณยังดำรงอยู่ และเชื่อมประสานไปกับความคิดเอาทหารไม่เอาทหาร คนที่ไม่เอาทหารจำนวนไม่น้อยแม้จะไม่ชอบทักษิณก็ไปยืนฝั่งทักษิณไปโดยปริยาย

ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้มองเห็นว่า เค้ารางแห่งความวุ่นวายอาจจะดำรงอยู่ด้วยกลไกและกติกาที่ซ่อนเงื่อน ซึ่งต่างจากความเห็นของธนาธรนะครับที่บอกว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกฯและจะเกิดความรุนแรง

เพราะผมคิดว่า ถ้าฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกตั้งแล้วสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในฝั่งของตัวเองได้เกิน251เสียงก็จบ ไม่น่าจะเกิดความวุ่นวายอะไร ไม่ใช่แค่ได้เสียงพอที่จะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเท่านั้น เพราะถ้า พล.อ.ประยุทธ์ทำได้ แม้จะมีเสียงครหาด้วยกติกาที่เขียนเองเล่นเอง แต่ฝ่ายแพ้ก็ต้องก้มหน้ายอมรับในเกมที่ตัวเองแข่ง

ยังไงก็ภาวนาเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ แต่ถ้าถามผมก็ยังหวั่นว่า ฝั่งเพื่อไทยมีโอกาสมากที่จะได้ส.ส.เกินครึ่ง จากปัญหาที่รัฐบาลคสช.ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่เป็นวิกฤตของการเมืองไทยในรอบสิบปีเลย

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...