xs
xsm
sm
md
lg

หรือความโปร่งใสเป็นความเลว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ


จากเรื่องที่พูดกันมากในขณะนี้คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.ให้ผู้บริหารองค์กรต่างๆ และกรรมการในหน่วยงานของรัฐต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินตามมาตรา 102 และ 103 จนกรรมการหลายหน่วยงานที่ไม่อยากยื่นบัญชีทรัพย์สินประกาศลาออก

โดยส่วนตัวผมคิดว่า เป็นเรื่องที่สมควรทำ หากกรรมการหรือผู้บริหารหน่วยงานไหนไม่ประสงค์จะแสดงบัญชีทรัพย์สินก็ควรจะลาออกไป เพราะนี่น่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการควบคุมการทุจริตประพฤติมิชอบที่มีอยู่มากมาย และกลายเป็นเรื่องร้ายของสังคมไทย

ใครไม่เห็นด้วยก็อย่าตีโพยตีพายเลยครับ ผมจะไม่กล่าวหาว่าท่านมีความไม่ชอบมาพากลซ่อนเร้น จะคิดเพียงว่า ท่านไม่ประสงค์จะสร้างความลำบากใจให้กับตัวเอง แต่อย่าเอาข้ออ้างองค์กรหน่วยงานของท่านมาเป็นเครื่องมือต่อรองว่า องค์กรจะเดินไปไม่ได้ถ้าไม่มีพวกท่าน เพราะผมเชื่อว่า ประเทศนี้ยังมีคนที่มีความรู้ความสามารถอีกมากมายที่พร้อมจะแสดงบัญชีทรัพย์สิน และเข้ามาช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐในฐานะกรรมการในหน่วยงานต่างๆ

เรื่องทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ของสังคมไทยนะครับ เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง ข้าราชการไทยจำนวนมาก นายพล นายพัน พ้นจากตำแหน่งแล้วมาเป็นข้าราชการการเมืองหลายคนเมื่อต้องแสดงบัญชีพบว่ามีเงินเป็นร้อยๆ ล้านด้วยความน่าเคลือบแคลง
ผมไม่ได้กล่าวหาทุกคนนะครับ เพราะบางคนนั้นร่ำรวยมาแต่บรรพบุรุษไม่สาวกันต่อหรอกว่าบรรพบุรุษร่ำรวยมาอย่างไร แต่เอาว่ายกประโยชน์ให้ แต่ก็มีคนไม่น้อยที่มีเหตุอันน่าสงสัย

พอมีการโวยกันมากได้ยินนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายบอกว่า อาจจะให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 หรือกดดันให้ ป.ป.ช.กลับมติ เพื่อยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายการแสดงบัญชีทรัพย์สินองค์กรต่างๆ กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนี้และในอนาคต

ผมว่า ถ้าทำอย่างที่นายวิษณุบอกมันจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญนะครับว่า รัฐบาลนี้มีความห่วงใยปัญหาการทุจริตของประเทศตามที่เคยกล่าวหานักการเมืองจริงหรือ รัฐบาลนี้ใช่ไหมที่เคยรณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญโดยรณรงค์ว่า เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ทั้งๆ ที่ไม่มีเนื้อหาใดในรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนั้นเลย ตอนนั้นหลายคนก็คาดว่า มาตรการการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มแข็งจะเกิดขึ้นในกฎหมายลูกต่างๆ
แต่พอมีประกาศต่างๆ ตามมาตรา 102 และ 103 แล้วมีคนโวยวายออกมา ถ้ารัฐบาลนี้กล้าแก้ไขหรือใช้อำนาจตามมาตรา 44 ลบล้าง การพูดเรื่องการปราบโกงต่างๆก็เป็นเพียงการผายลมเท่านั้นเอง หรือก็หวั่นกลัวว่าดาบนั้นจะคืนสนองเพราะมีหลายเรื่องที่รัฐบาลนี้กระทำด้วยความเคลือบแคลง และกำลังจะถูกย้อนรอยเมื่อวันกลับมาเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ

นอกจากนั้นนายวิษณุยังบอกด้วยว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ รวมถึงคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะหลายคนทำท่าตกใจขอลาออกจากตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งที่ท่านไปเป็นกรรมการในองค์การมหาชน กรรมการสภามหาวิทยาลัย อะไรก็ดีทั้งหมด บางท่านอาจลาออกไปแล้วด้วยซ้ำไป บางท่านกำลังเตรียมจะลาออก ขอเรียนให้ทราบว่ากรุณาอย่าไปลาออก เพราะทั้งหมดที่เป็นประกาศ ป.ป.ช.ออกไปนั้น เขาจะแก้ไขหรือยกเลิกทั้งหมด

ที่ตลกมากคือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็แสดงท่าทีเห็นด้วยกับการที่จะให้ ป.ป.ช.ทบทวน แต่จะไม่ใช้มาตรา 44

“ตอนที่ผมเป็น ผบ.ทบ.ผมก็ชี้แจงกับ ป.ป.ช.เหมือนกัน และเขาเก็บไว้ เขาไม่ต้องเปิดเผย ถ้ามีเรื่องอะไรเขาหยิบยกออกมา แต่พอเป็นนายกฯ ต้องเปิดเผย มาตีแผ่ให้คนด่าทั้งประเทศ รวยน้อยรวยมากอยู่นั่นไม่จบสักที”

ฟังท่านนายกฯ พูดแล้วบอกตามตรงว่า ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี มันขำระคนขมขื่น ก็หลักการเปิดเผยบัญชีต่อสาธารณะมันต้องการให้เกิดการตรวจสอบชี้แจงที่มาของทรัพย์สินได้ ถ้าท่านรวยมาโดยสุจริตก็ชี้แจงสิครับ มันจะยากเย็นอะไร แต่การไม่ต้องแสดงบัญชีมันมีผลดีอะไรต่อประเทศชาติล่ะครับ นอกจากผลดีของคนที่คิดฉ้อฉลหรือร่ำรวยมาโดยมิชอบ

นี่คืออะไรครับบ้านเมืองเราจะเดินไปตามครรลองแบบไหน เราจะมีองค์กรอิสระที่แยกจากรัฐบาลไปทำไม ถ้ารัฐบาลสามารถสั่งให้องค์กรอิสระซ้ายหันขวาหันได้ ใช่ครับว่า รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตยมีอำนาจล้น แต่ตอนนี้รัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้วและกำลังเดินไปสู่การเลือกตั้ง ทำไมการทำให้เกิดความโปร่งใสจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

ในประเด็นคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้นผมไม่ติดใจนะครับ แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดใหญ่เป็นองค์กรที่สำคัญมีพระราชบัญญัติรองรับ และเป็นโครงสร้างใหม่ที่สำคัญของการบริหารประเทศ มีอำนาจมากในการกำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศที่บังคับให้รัฐบาลจะต้องเดินตามกรอบที่วางไว้ เป็น“ปูลิตบูโร” ในการบริหารแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญ มีโอกาสมากที่จะกำหนดทิศทางของประเทศที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหนือกว่ากรรมการทุกองค์กรที่ระบุว่าจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยซ้ำไป

โครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้น ประกอบด้วย ผู้ถืออำนาจรัฐ-กองทัพ-นักธุรกิจ-เทคโนแครต ไม่มีองค์ประกอบของภาคประชาชนอยู่เลย ก็ควรจะต้องสร้างระบบตรวจสอบความโปร่งใสขึ้นมาด้วย ไม่นั้นจะกลายเป็นเทวดาที่ลอยอยู่บนฟ้า

และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแม้จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ถ้าดูตามกฎหมายแล้วถือว่าใหญ่โตกว่ารัฐบาลมากเป็นองค์กรที่กำกับทิศทางของรัฐบาลอีกชั้นหนึ่ง เพราะรัฐบาลต้องทำตามสิ่งที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกำหนด จะเดินแตกแถวไม่ได้จะถูกสอบสวนดำเนินคดีทันที

และเมื่อดูโครงสร้างของคณะกรรมการส่วนใหญ่อยู่ในฐานะที่จะต้องแสดงบัญชีอยู่แล้วในตำแหน่งอื่น ส่วนเอกชนที่เข้ามาตามตำแหน่งนั้น มันก็ง่ายมากที่จะมีประโยชน์ทับซ้อนในการกำหนดนโยบาย ก็ยิ่งจะต้องแสดงบัญชีเพื่อความบริสุทธิ์ใจ

แล้วโดยหลักการกฎหมายการดำเนินธุรกิจแม้เป็นเอกชนก็จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสนะครับ ดังนั้นแม้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะมาจากภาคธุรกิจการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะมาหลีกเลี่ยงได้

ผมจึงคิดว่า นี่เป็นบทพิสูจน์ความจริงกับคำพูดของรัฐบาลชุดนี้ที่พูดถึงความโปร่งใสและการปราบปรามการทุจริตตลอดเวลาว่าการกระทำกับคำพูดจะสวนทางกันหรือไม่

หรือรัฐบาลนี้จะยอมสยบต่อพวกที่อ้างตัวเป็นคนดีคนเก่งทำเพื่อชาติ แต่ทำตัวเป็นผีที่กลัวแสงสว่างราวกับความโปร่งใสเป็นเรื่องที่เลวร้ายหรือไม่



ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...