xs
xsm
sm
md
lg

ถ้า “ประยุทธ์” อยู่ต่อ...เศรษฐกิจฟื้นไหม

เผยแพร่:   โดย: สุนันท์ ศรีจันทรา


ข่าวช่อง 3 สั่งปลดทีมข่าว 80 คน พร้อมพนักงานฝ่ายอื่นรวมแล้วกว่า 100 ชีวิต แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความหวั่นวิตกถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาขนาดหนัก ทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบ จนต้องลดขนาดองค์กรลง

แม้บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จะปฏิเสธข่าวการปลดคนกว่า 100 ชีวิต แต่ยอมรับว่า อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยพิจารณาถึงจำนวนพนักงานและการตอบแทนพนักงานหลังเกษียณอายุ

บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC เจ้าของสัมปทานช่อง 3 ไม่กี่ปีก่อนหน้า เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขนาดใหญ่ มีอัตราการเติบโตสูง แนวโน้มธุรกิจสดใส และถูกยกย่องให้เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว มีกำไรสุทธิปีละหลายพันล้านบาท

แต่ปัจจุบันผลดำเนินงานทรุดฮวบ โดย 9 เดือนแรกปีนี้ขาดทุนสุทธิ 70.26 ล้านบาท ขณะที่ระยะเดียวกันปีก่อนกำไรสุทธิ 396.49 ล้านบาท ฉุดให้ราคาหุ้นร่วงลงเหลือเพียง 5 บาทเศษ

ผลประกอบการที่ย่ำแย่ของช่อง 3 นำมาซึ่งข่าวการปลดพนักงาน ซึ่งเป็นช่องทางประคับประคองตัวให้รอดจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำสุดขีด เช่นเดียวกับหลายบริษัทที่เลือกลดภาระรายจ่าย โดยการลดพนักงาน

ข่าวการปลดพนักงาน โดยเฉพาะในแวดวงสื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องนับจากต้นปี ไม่ว่าจะเป็นช่องสปริงนิวส์ ช่องวอยซ์ ทีวี หรือแม้แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ที่สั่งปลดฝ่ายข่าว 6 คน เหลือไว้เพียง 3 คน

และแม้แต่ช่อง “มันนี่ แชนแนล” ช่องทีวีการลงทุนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กับบริษัท แฟมมิลี่ โนฮาว จำกัด บริษัทลูกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังทนแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว

ประกาศหยุดออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 โดยอ้างว่า การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ทำให้นักลงทุนมีช่องทางรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อดิจิทัลที่มีความหลากหลายและรวดเร็วมากขึ้น

ยังไม่รู้ว่า การปิดช่อง “มันนี่ แชนแนล” จะทำให้มีคนต้องตกงานอีกจำนวนเท่าใด

กระแสการเลิกจ้าง ปลดคน ลดจำนวนพนักงาน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะธุรกิจสื่อเท่านั้น แต่ธุรกิจอื่นต่างทยอยลดจำนวนพนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

จำนวนคนตกงานมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้น เพราะกิจการต่างๆ ต้องพยายามลดต้นทุน นำพาองค์กรให้รอด โดยหวังว่า เศรษฐกิจจะฟื้น ทั้งที่ไม่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวแม้แต่น้อย

มีผลสำรวจออกมาแล้วยืนยันว่า เศรษฐกิจปีนี้แย่ลง การค้าขายฝืดเคือง เงินไม่สะพัด ผลกระทบกระจายไปทุกหย่อมหญ้า กำลังซื้อตกต่ำสุดขีด จนผู้ประกอบการทำท่าไม่รอด และนำไปสู่การปลดพนักงาน

มนุษย์เงินเดือนทั้งระบบขาดหลักประกันความมั่นคงในชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนในสาขาวิชาชีพใดก็ตาม ทุกคนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะตกงานโดยเท่าเทียม

จะมีแต่ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ที่ยังไม่ต้องทุกข์ร้อนมากนัก

ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบมนุษย์เงินเดือน ไม่ได้ทำงานประจำ แต่ประกอบอาชีพส่วนตัว ค้าขาย หรืองานบริหารต่างๆ ต้องเดือดร้อน ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจเหมือนกัน เพราะการค้าซบเซา รายได้ลดฮวบจนแทบอยู่ไม่ได้

ขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ต้องเผชิญกับปัญหาค่ารองชีพ

ทั้งประเทศกำลังเต็มไปด้วยเสียงบ่น เศรษฐกิจแย่ แต่ปีหน้าประเมินกันว่า สถานการณ์จะเลวร้ายหนักลงไปอีก ตัวเลขการว่างงานจะพุ่งขึ้น ปัญหาปากท้องจะรุนแรงอย่างน่าเป็นห่วง

ตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4% ในปีนี้ ไม่ได้สะท้อนว่า เศรษฐกิจกำลังฟุบ แต่สถานการณ์ที่เป็นจริงคือ คนทั้งประเทศกำลังทรุด เพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

และมองไม่เห็นว่า จะมีใครเข้ามากอบกู้สถานการณ์ได้

ปลายเดือนภุมภาพันธ์ปีหน้า จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งไม่อาจระบุชัดเจนว่า ใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลชุดต่อไป

แต่มีความเป็นไปได้เหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ต่อ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

แต่ถ้ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์กลับมา เศรษฐกิจจะฟื้นไหม

เพราะเศรษฐกิจที่ทรุดหนัก จนบ่นพึมพำกันทั่วบ้านทั่วเมือง เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ใช่เพราะผลงานกว่า 4 ปีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์หรือ


กำลังโหลดความคิดเห็น...