xs
xsm
sm
md
lg

อำมหิตเลือดเย็นเกินไปมั้ย...?

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์


ความภูมิใจของรัฐบาลคุณท่านที่ได้ทุ่มหว่านเงินเกือบแสนล้านบาทอัดฉีดเข้าสู่โครงการประชารัฐไทยนิยมก่อนการเลือกตั้ง แล้วอ้างว่าไม่ใช่การหาเสียง คงพูดได้ แต่คนที่จะเชื่อโดยสนิทใจคือพวกบ้องตื้น มองโลกสวย ชอบของฟรี เอาแต่ได้ ไม่คิดเยอะ เท่านั้น

คณะคุณท่านทำแล้วไม่รู้สึกว่าจะต้องเหนียมอาย เมื่อได้ยินเสียงโห่ว่าการทำเช่นนั้นมันดูอุจาดเกินไป การเอาเงินชาวบ้านไปสร้างความนิยมแม้ไม่ผิดกฎหมาย ก็ขาดความสง่างาม ลึกๆ ในใจ รู้ดีว่า ถ้าตนเองอยู่อีกด้าน คนอื่นทำ ก็ต้องคิดอย่างเดียวกัน

การเมืองคือ “ทีใครทีมัน” ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย! แต่กรณีคุณท่านนั้นเป็นชาวคณะที่ได้เปรียบมาโดยตลอด มาจากการรัฐประหารต้นทุนต่ำ ออกกฎหมายพิเศษคุมความเคลื่อนไหวของประชาชน ห้ามทำอะไรที่มองว่ากระทบความมั่นคงของรัฐบาล

เอาเถอะ เมื่อเป็นโอกาสในการทำอะไรเพื่อให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ ก็ต้องทำ เป็นใครก็ทำ การแข่งขันทางการเมือง ชิงอำนาจรัฐ จะทำใจอ่อน สู้แบบยุติธรรม เห็นเลือดแล้วหน้ามืดจะเป็นลม ต้องหางานอื่นทำ วันตัดสินคือการเลือกตั้ง พรรคใดได้เสียงมากที่สุด

การหว่านเงินในโครงการประชานิยม แล้วมีคนคุยข่มว่า “พรรคไหนแน่จริง ลองประกาศซิว่าจะเลิกบัตรคนจน” ฟังน้ำเสียงแล้วดูภาคภูมิใจมาก แสดงว่าถ้ารัฐบาลท่านลุงอยู่ต่อไป จะต้องมีบัตรคนจนต่อไป จากที่เริ่ม 11 ล้านบัตร เพิ่มไปถึง 14.5 ล้านใบ

บริหารบ้านเมืองด้วยความสามารถประทับใจใครไม่ทราบ ถึงมีคนจนเพิ่มมากขึ้น แทนที่จะทำตามคำที่อ้างว่าอีกไม่นานคนจนจะหมดไป คงจะจริง เพราะคนจนกลายเป็นคนสิ้นหนทางทำมาหากิน แปรสภาพเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอก ไร้อนาคตที่จะยืนด้วยตัวเอง

เป็นความภูมิใจที่ยุคนี้คนมีการศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก ด็อกเตอร์ ยอมรับสภาพว่าเป็นคนจน ต้องพึ่งพาบัตรยังชีพ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะให้คนรากหญ้าการศึกษาต่ำเตี้ยมีโอกาสสู้กับชีวิตได้อย่างไร คนทำงานมีรายได้ขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันยังมีเกียรติกว่า

ประเทศไทยมีประชากร 67 ล้านคน มีลงทะเบียนว่าเป็นคนจน 14.5 ล้านคน แนวโน้มว่าจะเป็นคนจนถาวรเพราะโครงการนี้จะไม่ถูกยกเลิก ต้องใช้เป็นหนทางสร้างความนิยม ฐานการเมือง คนมากอย่างนี้เหมือนฐานคะแนนพรรคไทยรักไทยยุคแรกๆ

เสียอย่างเดียวคือเอาเงินภาษีชาวบ้าน แถมเงินกู้ เอาไปหว่านแจกจ่ายอย่างไร้วินัยทางการเงิน การคลัง เกือบ 5 ปีกู้เงินสร้างหนี้กว่า 2 ล้านล้านบาท ยังมีหน้ามาอ้างว่าเป็นความสำเร็จ ไม่ตอบว่าหน้าไหนจะรับผิดชอบใช้หนี้คืน ถ้าไม่ใช่ชาวบ้านหน้าแห้ง

แสดงว่ายุคคุณท่านบริหารบ้านเมืองมาเกือบ 5 ปีนั้น ใครก็มีโอกาสเป็นคนจนได้ แต่จะไร้โอกาสทำมาหากิน เพราะได้มุ่งเน้นทำบ้านเมืองให้สะอาดปราศจากหาบเร่ ถ้าไร้หนทางหากินต้องเสี่ยงกับการทำผิดกฎหมาย ขายของข้างถนนโดนจับ ไล่ขึ้นขายบนห้าง

ล่าสุดที่ทุ่มเงินกว่า 8 หมื่นล้านใส่โครงการประชานิยมถมไม่เต็ม แจกซิมการ์ดโทรศัพท์ เพิ่มเงินรายเดือน ผลสุดท้าย เงินส่วนใหญ่ไปเข้ากระเป๋าพวกเจ้าสัวเจ้าของกิจการผ่านร้านธงฟ้า พ่อค้าแม่ค้าข้างถนนได้แต่มองตาปริบๆ ซื้อของจ่ายภาษีแวต

โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาพพิกลพิการ ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ถ่างกว้าง ตัวเลขหนี้ภาครัฐ หนี้นิติบุคคล หนี้ครัวเรือน หนี้ส่วนบุคคล มีแต่เพิ่มขึ้น แถมยังมีความเสี่ยงปัญหาฟองสบู่จากภาคอสังหาริมทรัพย์ นักท่องเที่ยวจีนลดลง

ช่วงกลางปีธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยข้อมูลที่ทำให้คนห่วงบ้านเมืองพูดไม่ออกในบัญชีเงินฝากในธนาคารไทย ปรากฏว่า “บัญชีออมทรัพย์ เป็นบัญชีที่คนไทยนิยมทำมากที่สุด โดยมีจำนวนมากกว่า 83 ล้านบัญชี แต่กลับพบว่า มีถึง 73 ล้านบัญชี หรือ 88% ของบัญชีออมทรัพย์ทั้งหมด ที่มีเงินฝากไม่ถึง 50,000 บาท!

บัญชีออมทรัพย์ ที่มีเงินฝากตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท มี 3 ล้านบัญชี บัญชีที่มียอดเงินตั้งแต่ 100,000 – 500,000 บาท มีกว่า 4 ล้านบัญชี, บัญชีที่มียอดเงินตั้งแต่ 500,000 ถึง 1 ล้านบาท มีกว่า 900,000 บัญชี

ที่น่าสนใจ คือ บัญชีที่มียอดเงินมากกว่า 1 ล้านบาท มีอยู่เพียง 900,000 บัญชี หรือคิดเป็น 1% ของทั้งหมด แต่กลับมียอดเงินรวมกันเกือบ 5 ล้านล้านบาท...”

อย่างนี้ถือว่า “รวยกระจุก” หรือไม่ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังบอกอีกว่า เงินฝากในธนาคาร สะท้อนถึงสภาพคล่องของคนในประเทศ ซึ่งจากยอดเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่มีไม่ถึง 50,000 บาท สูงเกือบ 90% อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คนส่วนใหญ่กำลังน่าเป็นห่วง จากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน

สาเหตุนี้ อาจเพราะปัจจุบัน ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารมีอัตราที่ต่ำมาก ทำให้หลายคนเลือกนำเงินไปออมหรือลงทุนรูปแบบอื่น ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า

บริหารบ้านเมืองกันอย่างไรถึงมุ่งแต่กระตุ้นให้คนใช้จ่ายผ่านโครงการช็อปช่วยชาติ ช็อปตรุษจีน ไม่ส่งเสริมการออม สร้างรายได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย เผื่อภาวะวิกฤต

อัตราการออมของคนไทยจึงต่ำ ยังดีที่ไม่ถึงขั้นต้องกินขยะเหมือนคนเวเนซุเอลา!

ช่วงสิ้นปี ก็กระตุ้นให้คนจ่ายเงิน เอาภาษีมาล่อ ปีหน้าจะพิสดาร ให้ช็อปช่วงตรุษจีน อ้างนั่นนี่โน่น โดยไม่คิดว่าเงินโบนัส เงินอั่งเปา แต๊ะเอียเป็นเงินพิเศษ ปีมีครั้งเดียว คนส่วนหนึ่งหวังจะโปะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ลดภาระหนี้สิน เก็บไว้ถึงคราวฉุกเฉิน

เงินพิเศษส่วนนี้ อาจเป็นงบสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อน ทั้งในและต่างประเทศ ใจคอจะกระตุ้นให้คนใช้จ่าย มีตัวล่อต่างๆ เป็นห่วงว่าผู้ผลิต เจ้าสัวจะไม่รวยพอหรือ นโยบายเช่นนี้ ค้านกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชา ที่ไปคุยโม้ต่างประเทศ

ทำแบบนี้ไม่กลัวถูกมองว่าสิ้นคิด เอาแต่ได้ อำมหิตเลือดเย็น เกินไปหน่อยหรือ?


กำลังโหลดความคิดเห็น...