xs
xsm
sm
md
lg

ข้ออ้างในการซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร กับข้ออ้างในการดีดดิ้นไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัย

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ไม่รู้ยังจำกันได้ไหมวลีเด็ด “บกพร่องโดยสุจริต” ที่นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ใช้ในการแถลงที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีซุกหุ้น ตอนนั้นมีการออกมากดดันมากมาย จริง ๆ แล้วกฎหมายก็เป็นกฎหมายเดียวกันคือ พรบ. ป.ป.ช. ในเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ในยุคนั้นครอบคลุมนักการเมืองเป็นหลัก คนไทยจำนวนมากพยายามเอาใจช่วยนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ไม่ให้ต้องผิดในคดีนี้ แล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาว่าซุกหุ้นไม่ผิด ก็กลับดีใจกันมากมาย

ผมจดจำและประทับใจในอมตวาจา ของนายประเสริฐ นาสกุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวในคดีนี้ไว้ได้อย่างชัดเจนและดีงามที่สุดว่า

ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) จะทราบความจริงนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ได้กล่าวอย่างภาคภูมิใจและชัดถ้อยชัดคำว่า การที่ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จ จนมีบริษัทในเครือและทรัพย์สินมากมาย โดยลอยหุ้นและใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนั้น "เป็นการประกอบธุรกิจตามธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกันอย่างนั้น" ทั้งๆ ที่การทำธุรกิจในระบบนายทุนของต่างประเทศเป็นการกระทำมุ่งแสวงหากำไร เป็นความโลภ และความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ ไม่คำนึงถึงศีลธรรม และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย นอกจากนี้ผู้ถูกร้องอ้างว่า เลิกกระทำธุรกิจหันมาทำงานการเมืองแล้วตั้งแต่ปี 2537 และมอบการบริหารธุรกิจในกลุ่มบริษัทให้แก่คู่สมรส (ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเป็นผู้รับสัมปทานจากรัฐ อาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 110(2) บุตรและเครือญาติดำเนินการต่อไป (แทนที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 209 โอนหุ้นให้นิติบุคคล ซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เช่น การให้ทรัสต์จัดการทรัพย์สิน ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความคิดก้าวหน้าสำหรับประเทศไทย) และผู้ถูกร้องเข้าใจผิดว่า จำนวนประชาชนที่ออกเสียงเลือกผู้ถูกร้องในการเลือกตั้งทั่วไป เพราะผู้ถูกร้องเสนอโครงการต่างๆ เป็นที่ถูกใจได้นั้นมากมายมหาศาล แต่จำนวนประชาชนดังกล่าวมิได้มากกว่าจำนวนคนที่ทราบว่า ผู้ถูกร้องและคู่สมรสมีทรัพย์สินและหนี้สินจริงในวันยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคสอง เพราะประชาชนสิบเอ็ดล้านกว่าคนนั้นไม่ทราบจำนวนทรัพย์สินและหนี้สินจริงของผู้ถูกร้องและคู่สมรสดีไปกว่าเลขานุการส่วนตัวเพียงสองคนของผู้ถูกร้องและคู่สมรส เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

(17) การกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าวข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผลของอดีตยังคงคิดและทำเหมือนเดิม เหมือนนักธุรกิจคนอื่นๆ ในระบบทุนนิยมในประเทศไทย แต่ยังคงเข้าใจผิดคิดว่า แนวความคิดที่จะบริหารประเทศของผู้ถูกร้องเป็นการคิดใหม่และทำใหม่ ไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ ซึ่งแก้ไขไม่ได้ด้วย "เงิน" อย่างเดียว

ผู้ถูกร้องโฆษณาให้ประชาชนทราบเพียงว่า ผู้ถูกร้องประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ มีเงินมีทองมากมาย ไม่ทุจริตผิดกฎหมาย และไม่อำพราง แล้วอุทิศตัวหันมาทำงานทางการเมือง โดยการโอนการจัดการธุรกิจให้แก่คู่สมรส บุตร และเครือญาติ ผู้ถูกร้องรู้ปัญหาของบ้านเมืองดี จึงอาสาเข้ามาแก้ไข

แต่ผู้ถูกร้องมิได้แสดงหรือเปิดเผยว่า ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจในอดีตของผู้ถูกร้องภายในระยะเวลาอันสั้นนั้นกระทำได้อย่างไร และ จะแก้ปัญหาการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของครอบครัวกับประโยชน์ของส่วนรวมหรือของชาติ อย่างไร

ปัญหาของบ้านเมืองบางอย่าง อาจแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้เงินทองเลย เพียงแต่ผู้นำของประเทศต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี โดยการ คิด พูด และทำตรงกัน และชี้นำประชาชนในชาติว่า ปัญหาของชาตินั้นอยู่ที่ทุกคนจะต้องร่วมใจกันแก้ไข ด้วยการลด ละ และเลิก "ความเห็นแก่ตัว" เป็นอันดับแรก ยิ่งทำได้มากและรวดเร็วเท่าใด จะสามารถนำพาชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤติสู่ความเป็นปกติรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น หากไม่แก้ไขความเห็นแก่ตัวก่อนแล้ว เห็นว่าหมดหวัง เพราะไม่มีทางอื่นใดที่จะแก้ไขปัญหาของชาติในเวลานี้ได้

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ มีข่าวที่ค่อยๆ เบี่ยงเบนประเด็นที่ผู้ถูกร้องถูกกล่าวหาทีละน้อยๆ และเป็นระยะๆ ว่า ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจจนร่ำรวยด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่มีการทุจริต ผิดกฎหมาย ผู้ถูกร้องเป็นคนแรกที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินให้ประชาชนทราบ ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายบังคับ ผู้ถูกร้องสมัครใจยื่นรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติมเอง หากศาลเห็นว่า ผู้ถูกร้องกระทำผิด ก็เป็นการทำผิดโดยสุจริต ควรใช้หลักรัฐศาสตร์ชะลอการตัดสินคดี หรือยกโทษให้ผู้ถูกร้อง ไม่ควรลงโทษผู้ถูกร้องซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนสิบกว่าล้านคน เพื่อให้โอกาสผู้ถูกร้องบริหารประเทศต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะไม่มีใครดีกว่าผู้ถูกร้อง ประเทศไทยขาดผู้ถูกร้องไม่ได้ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้ศาลกระทำได้ และเมื่อใกล้จะถึงวันที่ศาลลงมติ มีข่าวหนาหูขึ้นว่า ฝ่ายผู้สนับสนุนผู้ถูกร้องจะชุมนุมกัน เพื่อกดดันศาล จะวางเพลิงเผาศาล ตลอดจนจะทำร้ายตุลาการบางคน จนกระทั่งมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปให้ความคุ้มครอง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น ข่าวต่างๆ ดังกล่าวมานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หากมิใช่เป็นการแสดง "ความเห็นแก่ตัว" ของคน

ดังนั้น จึงเห็นว่า เมื่อผู้ถูกร้องยอมรับว่า ผู้ถูกร้องมีทรัพย์สิน แต่ไม่ยื่นบัญชีฯ เพราะใช้ชื่อบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน และประกาศให้ประชาชนทราบว่า ผู้ถูกร้องได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต และโอนทรัพย์สินนั้นให้เป็นของคู่สมรสผู้ถูกร้อง และคู่สมรสผู้ถูกร้องจะโอนให้ใครก็ได้ ตนไม่ทราบ เมื่อตรวจดูพยานหลักฐานต่างๆ จึงพบความจริงว่า ผู้ที่รับโอนหรือ เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น แท้จริงเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวแต่ในนาม และโอนคืนทรัพย์สินนั้นให้คู่สมรสผู้ถูกร้องในเวลาเดียวกันกับที่โอน และบุคคลเหล่านั้นคือคนใกล้ชิดที่ผู้ถูกร้องและหรือคู่สมรสเคยใช้ชื่อถือทรัพย์สินมาก่อน ที่ผู้ถูกร้องอาสาเข้ามาทำงานการเมืองตั้งแต่ปี 2537 นั่นเอง ถือว่าผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสรู้ว่ามีทรัพย์สินในชื่อบุคคลอื่น หรือใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน โดยมีเหตุผลและข้อเท็จจริงดังที่ผู้ถูกร้องกล่าวชี้แจงโดยละเอียดในหนังสือทั้งสามฉบับข้างต้น แต่จงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตรองนายกรัฐมนตรี จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และห้ามให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป
นายประเสริฐ นาสกุลประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


รศ. ดร. วีระชัย พุทธวงษ์ ได้รวบรวมเหตุผลที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยพากันลาออกด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป ดังนี้

เหตุผลที่ได้จากสื่อ.. กรณีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่แห่ลาออกจากบอร์ดบริหารต่าง ๆ ของหลายกระทรวงทบวงกรมจากพิษกฎหมายใหม่ ป.ป.ช. มาตรา 102 ให้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน
=========
1. จุกจิกน่ารำคาญ
2. กลัวโจรขึ้นบ้าน
3. ไม่คุ้มค่ากับการทำงาน
4. ต้องเปิดเผยทรัพย์สินของอนุภรรยาด้วย
5. ผู้ทรงทั้งหลายไม่ได้มาทุจริตมาเพื่อเสียสละ
6. หนี้สินเยอะรุงรังอาย
7. ยากจนเกินเหตุจึงอายที่จะแสดงบัญชีทรัพย์สิน
ฯลฯ
=========
อาจารย์อ๊อดแนะนำให้ท่านไปทำอาชีพอื่นครับ
ถถถถถถถถถ.......


ผมขอเพิ่มเติมว่า มีการออกมาดีดดิ้น ว่านักศึกษาจะไม่จบการศึกษาเพราะสภามหาวิทยาลัยจะเกิดสุญญากาศทำให้ไม่มีผู้อนุมัติปริญญา ผมกลับคิดว่าไม่ควรเอานิสิตนักศึกษามาเป็นตัวประกันเลย คนเป็นครูบาอาจารย์ไม่ควรทำเช่นนี้

หากเกิดสุญญากาศเช่นที่ว่า มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ยังมีอยู่ ที่ตีกันจนปิดมหาวิทยาลัยแถวหลังรามคำแหงก็แก้ปัญหากันมาได้ด้วย มาตรา 44 จนจบลงไปแล้ว

การที่ ป.ป.ช. ให้แสดงบัญชีทรัพย์สินและห้ามถือหุ้นในกิจการต่าง ๆ นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โปร่งใสตรวจสอบได้ ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นประการแรก และประการที่สองคือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอันอาจจะเกิดจากการถือหุ้นหรือนอมินีในกิจการต่าง ๆ และใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กิจการที่ตนเองนอมินีหรือถือหุ้นอยู่ก็เป็นได้

ผมได้อ่านจดหมายลาออกของกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทผู้ทรงคุณวุฒิฉบับหนึ่งด้วยความรู้สึกสังเวชอนาถใจ เพราะได้เขียนลาออกแบบแทงกั๊กยังอยากได้ลาภยศชื่อเสียงตำแหน่งอยู่ เป็นการลาออกที่ไม่ได้อยากลาออกจริง อาลัยอาวรณ์กับตำแหน่ง แต่หนีการแสดงบัญชีทรัพย์สิน โดยกล่าวว่าหาก ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงระเบียบก็จะขอระงับใบลาออกนี้ โห ถ่มน้ำลายรดฟ้าชัด ๆ ไม่น่าเป็นครูบาอาจารย์ที่จะเป็นแบบอย่างทางจริยธรรมให้กับสังคมได้เลย

การซุกหุ้นแบบที่ทักษิณทำไว้นั้น ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน กรรมการสภามหาวิทยาลัยมีกิจการค้าขายข้างนอกก็ได้เหมือนกัน และอาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ได้เช่นกัน ดังนั้นก็แสดงบัญชีทรัพย์สินไว้ก่อนจึงเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ผมเองก็เข้าใจคนที่ลาออกเช่นกัน เพราะการแสดงบัญชีทรัพย์สินก็เป็นภาระมากมิใช่น้อยและพลาดไม่ได้ จะกลายเป็นการสำแดงเท็จ ดังนั้นจะออกไปเสียแต่ตอนนี้ก็ดีแล้ว ให้คนที่พร้อมจะแสดงบัญชีทรัพย์สินและพร้อมจะเสียสละมากกว่าเข้ามาแทน ไม่ว่ากัน เข้าใจได้ แต่กรุณาอย่าตีโพยตีพาย ในลักษณะแทงกั๊ก หวังให้ ป.ป.ช. ลดหย่อนกฎเกณฑ์เพื่อให้ตนเองได้กลับมาครองตำแหน่งต่อไปได้โดยไม่ต้องแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินแต่อย่างใด หรือเอานิสิตนักศึกษามาเป็นตัวประกันว่านักศึกษาจะไม่จบ

อันที่จริง การห้ามซุกหุ้น การให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน ตลอดจน การห้ามมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อนใน พรบ. ป.ป.ช. เป็นเรื่องของ Malum Prohibitum ในทางกฎหมาย

Malum prohibitum เป็นศัพท์กฎหมายภาษาละติน แปลว่า เป็นการกระทำที่ผิดเพราะกฎหมายสั่งห้ามทำ เมื่อทำไปแล้วจะมีความผิดสูงมาก เพราะกฎหมายได้ห้ามไว้แล้วเพื่อความสงบดีงาม จริยธรรม คุณธรรมของสังคม เป็นกติกาของสังคม ที่กฎหมายห้าม

ยกตัวอย่างเช่น พรบ.ป.ป.ช. มาตรา 126 ห้ามเจ้าพนักงานของรัฐมีผลประโยชน์ทับซ้อน อันได้แก่ อธิการบดี เป็นบุคคลตามมาตรานี้ ห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้ัอน หากกฎหมายห้ามแล้วยังจะมาอ้างว่า ในอดีต เคยทำกันมาแบบนี้ ก็ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะกฎหมายได้ห้ามไว้แล้ว

จะอ้างว่าเป็นวัฒนธรรม ก็ย่อมไม่ได้ ไม่เช่นนั้น ทุกคนก็จะใช้กฎหมู่แบบโบราณหรือหันไปนุ่งลมห่มฟ้า บ้านเมืองจะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนปราศจากหลักนิติรัฐ (Rule of law) เพราะในสมัยโบราณไม่มีการห้ามทำสิ่งเหล่านี้ แต่ปัจจุบันกฎหมายได้ห้ามไว้ก็ยังฝืนกระทำ

ทักษิณ ซุกหุ้น เพราะกฎหมายห้ามทำ ห้ามซุกหุ้น ก็เป็น Malum Prohibitum (หรือ Mala Prohibita ถ้าเป็นเอกพจน์) ผิดกฎหมายหนัก เพราะกฎหมายห้ามไว้

พรบ.ป.ป.ช. แทบทั้งฉบับเป็น Mala Prohibitum ไม่ใช่ Mala in se แต่ในเมื่อกฎหมายห้ามไว้ต้องไม่ทำ หากยังกระทำก็จะเป็นความผิดหนัก มีสิทธิ์ติดคุกได้

เช่น การกระทำผิด พรบ. ป.ป.ช. มาตรา 126 ถือเป็นการกระทำความผิดในตำแหน่งหน้าที่ มีระวางโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หากจะมีคนไปฟ้อง ป.ป.ช. เมื่อป.ป.ช. ประทับรับฟ้อง ไต่สวน แล้วส่งฟ้องศาลอาญาทุจริตและศาลพิพากษาว่าผิดจริงก็มีสิทธิติดคุกได้จริง

การที่คนไทยหรือแม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยหรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านการแสดงบัญชีทรัพย์สินตามพรบ. ป.ป.ช. แบบเดียวกับที่ให้นักการเมืองแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้นเป็นเรื่องที่ควรย้อนกลับไปคิดให้ดี ๆ ว่าควรรักษาหลักการ คุณธรรม จริยธรรม ให้หนักแน่นมากกว่าหรือไม่

อันที่จริงผมอยากให้ ป.ป.ช. ประกาศออกมาให้ชัดเจนเลยด้วยซ้ำว่า ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพนักงานของรัฐทุกคนต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินตั้งแต่แรกเริ่มทำงานไปจนเกษียณอายุราชการทุกปี เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่ดี

การไม่ยึดหลักจริยธรรม/คุณธรรม ให้หย่อนยานลง โดยให้เหตุผลว่าเกิดประโยชน์มากกว่า หรือการอ้างว่าในอดีตก็ทำมาเช่นนั้นตลอดเป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น เป็นตรรกะวิบัติ ไม่เช่นนั้นจะต้องเสียใจในภายหลังดังอมตวาจาของนายประเสริฐ นาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญผู้ล่วงลับ ได้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า

“หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้น ผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด”



กำลังโหลดความคิดเห็น...