xs
xsm
sm
md
lg

ประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์ จะสร้างพรรคหรือเหลือแต่ชื่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

น่าจะมีไม่กี่ครั้งที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ไม่ได้เป็นนักแสดงนำในการเลือกตั้ง รวมทั้งครั้งที่จะถึงนี้ด้วย เพราะไม่มีใครคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ในภาวะแบบนี้จะได้รับการเลือกตั้งมากนัก แค่รักษาตัวให้จำนวน ส.ส.ไม่ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็นับว่าเก่งมากแล้ว

ครั้งที่แล้วพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ 11.4ล้านเสียง เป็นรองจากพรรคเพื่อไทยที่ได้ 15.7ล้านเสียง ครั้งนั้นประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.2ระบบรวม159คน แต่พรรคเพื่อไทยได้ถึง 265 คน ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยลำดับ3ได้น้อยมากเพียง1.2ล้านเสียง และได้ส.ส.2ระบบ 34 คน

จะเห็นว่าตัวเลขคะแนนรวมของพรรคประชาธิปัตย์ห่างจากพรรคเพื่อไทยประมาณ4ล้านเสียง แต่เก้าอี้ ส.ส.ห่างกันถึง106ที่นั่ง ทำให้ดูเหมือนว่าระบบใหม่ที่เรียกกันว่าทุกคะแนนไม่ตกน้ำนั้นจะเอื้อต่อพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า เพราะถ้าได้คะแนนเท่านี้ในครั้งหน้า ประชาธิปัตย์จะได้ส.ส.ประมาณ163ที่นั่ง เพิ่มจากเดิมเล็กน้อย ส่วนเพื่อไทยจะได้ 224 เสียงลดลงจากเดิมมาก

ครั้งที่แล้วเพื่อไทยชนะในระบบเขต 204 ที่นั่ง ส่วนประชาธิปัตย์ได้ 115 ที่นั่ง เห็นได้ว่า ที่นั่งส.ส.เขตของประชาธิปัตย์น้อยกว่าเพื่อไทยเกือบครึ่ง แต่ทำไมคะแนนรวมถึงห่างกันไม่มากเมื่อเทียบกับสัดส่วนเฉลี่ยของที่นั่งส.ส.
เท่าที่ศึกษาน่าจะเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนที่ห่างคู่แข่งในภาคใต้ด้วยคะแนนที่โดดจากที่ 2มาก แต่แม้จะแพ้ในภาคเหนือและอีสานก็ไม่ได้แพ้มาก ในทางกลับกันพรรคเพื่อไทยชนะได้ที่นั่งมาก แต่อาจเป็นเพราะคะแนนที่ชนะไม่ได้ทิ้งโดดจากที่ 2มากนั่นเอง

แต่ครั้งนี้เมื่อมีกติกาใหม่แบบจัดสรรปันส่วนเพื่อไม่ให้คะแนนไม่ตกน้ำแล้วใช้บัตรใบเดียวเอาคะแนนทุกเขตมารวมกันเป็นของพรรค แล้วคิดสัดส่วนที่พึงได้ของที่นั่ง ส.ส.จากคะแนนรวม คือเอาจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดหารด้วยจำนวน350เขต เป็นค่าเฉลี่ยต่อ1ที่นั่ง พรรคการเมืองต่างๆจึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ในการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าชนะได้ที่นั่งเขตมาก โอกาสได้ที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์จะน้อยลง

สมมติค่าเฉลี่ยอยู่ที่ว่ากันว่าประมาณ70,000คะแนน ถ้าคุณชนะที่1ด้วยคะแนน40,000คะแนน เท่ากับว่าคุณซื้อเก้าอี้ด้วยราคาที่ถูกกว่าจริง ในทางกลับกันถ้าได้ที่1ด้วยคะแนน140,000คะแนน เท่ากับนอกจากคุณได้1ที่นั่งแล้วยังได้แถมอีก1ที่นั่ง แต่สมการนี้เอาไปปรับเป็นกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเลือกตั้งครั้งหน้านั้นง่ายมั้ย บอกตรงๆว่าไม่ง่าย เพราะไม่มีใครเดาได้ว่าประชาชนจะมีวิธีคิดอย่างไร เมื่อเป็นบัตรใบเดียว จะลงให้คนที่ชอบในเขต หรือลงพรรคที่ชอบ หรือลงคะแนนให้กับรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคนั้นเสนอ

อยากรู้เหมือนกันนะครับว่า สุดท้ายแล้วฝั่งเพื่อไทยที่แตกพรรคออกไปหลายพรรคจะวางกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้เก้าอี้ ส.ส.จากหลายพรรคกลับมารวมกันแล้วไม่น้อยกว่าที่พรรคเพื่อไทยเคยได้ในครั้งก่อนหรือให้ได้มากกว่า แต่ผมคิดว่าเขาจำเป็นต้องทำแบบนี้นะครับ เพราะคำตอบที่รู้แน่ๆคือถ้าเป็นพรรคเดียวโอกาสจะได้ ส.ส.ลดลงมีมากกว่า

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์แม้จะไม่ได้แตกพรรคออกไป แต่จะเห็นว่ามีพรรคที่มีฐานมวลชนเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะ2พรรคหลักคือ พรรคพลังประชารัฐและพรรครวมพลังประชาชาติไทย ยังมีพรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลังธรรมใหม่ ฯลฯ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็แน่นอนว่า คะแนนของประชาธิปัตย์ที่เคยได้ถึง11.4ล้านเสียงก็จะต้องลดลง

บางคนบอกว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีโอกาสเป็นพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลแต่จะมีอำนาจต่อรองมากเพราะเป็นพรรคที่สองฝั่งจะดึงเข้าร่วมรัฐบาล และมีการพูดกันขนาดว่า พรรคเพื่อไทยอาจจะยอมให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่บอกตรงๆ ครับว่า เป็นไปได้ยากมาก เพราะเมื่อพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ได้ 126เสียง ซึ่งผมคิดว่ามีความเป็นไปได้มากถึงมากที่สุด ส.ส.จะเหลือแค่ 374เสียง อีกฝั่งก็ไม่พอที่จะตั้งรัฐบาลเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา ดังนั้นประชาธิปัตย์ไปรวมกับฝั่งเพื่อไทยตั้งรัฐบาลไม่ได้แน่

ในขณะเดียวกันมีความเป็นไปได้มากถึงมากที่สุดเหมือนกันว่า ฝั่งเพื่อไทยรวมกันจะได้เกิน251ที่นั่งซึ่งจะทำให้เหลือส.ส.แค่ 249ที่นั่ง ดังนั้นแม้ประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมกับฝั่งสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ทำให้กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากได้ เพราะส.ส.จะเหลือแค่ 249คน

ดังนั้น ผมถึงบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ตั้งรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรีได้แน่ แต่ถ้าไม่สามารถต่อรองดึง ส.ส.มาร่วมได้เกินครึ่งก็จะมีอายุรัฐบาลไม่ยืนยาวต้องยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่

เมื่อเป็นเช่นนั้นนี่น่าจะเป็นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์ควรจะใช้เวลาในการก่อร่างสร้างพรรค

ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์แข่งขันกันเลือกหัวหน้าพรรคนั้น ผมคิดว่า ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากทำให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นพรรคของสมาชิกที่เปิดโอกาสมีการแข่งขันกันและให้สมาชิกสามารถเลือกหัวหน้าพรรคด้วยตัวเอง แต่ใครได้ก็ไม่มีผลต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง และผมว่า การได้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำพรรคต่อไปน่าจะมีผลดีกว่าเปลี่ยนคน เพราะว่านี่น่าจะเป็นภาระสุดท้ายของอภิสิทธิ์แล้วในการจะปฏิรูปปรับเปลี่ยนพรรคเพื่ออนาคตก่อนอำลาตำแหน่ง

เพราะหากไม่ปฎิรูปพรรคในรุ่นหรือเจนเนอเรชั่นของเราพรรคประชาธิปัตย์ยากจะมีโอกาสกลับมาเป็นพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ1เป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลได้เลย ดังนั้นถ้าเปลี่ยนหัวหน้าพรรคตอนนี้น่าจะมีผลเสียมากกว่า และที่ผมคิดว่า หากพ่ายแพ้ครั้งนี้หน้า(ซึ่งแพ้แน่ๆ อยู่แล้ว) ครั้งต่อไปอภิสิทธิ์เองก็น่าจะรู้ตัวว่าต้องเปิดทางให้คนอื่นเข้ามาหลังจากนำพรรคมายาวนาน ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีก็เป็นแล้วไม่น่าจะมีอะไรมากกว่านี้อีก

ดังนั้นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องคิดในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองเดียวที่เรียกได้ว่าเป็นองค์ประกอบของสถาบันการเมืองไทยก็คือ จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขพรรคอย่างไรให้ชนะใจประชาชน เมื่อในระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้านี้ไม่มีโอกาสแล้ว จะคิดวางแผนอย่างไรเพื่อใช้เวลาในระยะยาวส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปได้สร้างพรรคกลับมามีคะแนนนิยมอีกครั้ง

สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ ความเปลี่ยนแปลงไปของยุค Disruptive Technology ที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมในทุกด้าน มันส่งผลกระเทือนต่อสังคม และระบอบการเมืองของเราด้วย เพราะวันนี้ทุกคนมีเครื่องมือที่เรียกว่าโซเชียลมีเดียอยู่ในมือ ความเห็นของตัวเองสามารถส่งผลสะท้อนต่อสังคมได้ มีอานุภาพมากกว่าการพึ่งพาสื่อและนักการเมือง

เดิมนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เรียกได้ว่าเป็นพรรคทนายมีคารมโวหารที่เฉียบคมโดยเฉพาะเป็นฝ่ายค้าน สอดคล้องกับบุคลิกนิสัยใจคอของคนใต้ และทุกครั้งที่โค่นล้มรัฐบาลในสภาได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้อานิสงส์กลับมาชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล แต่ตอนนี้การเมืองมันเปลี่ยนไป สังคมมันเปลี่ยนไป สิ่งที่ทักษิณทำในด้านดีก็คือ ทำให้เห็นว่า พรรคการเมืองนั้นต้องมีนโยบายที่เอาชนะใจประชาชนเพราะเขาเป็นผู้ลงคะแนน

เพียงแต่นโยบายส่วนใหญ่ที่ทักษิณทำนั้นไม่ได้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมมากนัก เพราะนโยบายที่เขาทำคือสิ่งที่เรียกว่า ประชานิยมซึ่งเป็นนโยบายที่ทำให้ประชาชนไม่รู้จักพึ่งตัวเองแต่ให้รอรับประโยชน์จากที่รัฐบาลยื่นให้ นโยบายประชานิยมแบบทักษิณนั้นมีบทเรียนมาแล้วว่าทั่วโลกว่ามันเป็นผลดีในระยะสั้นและสร้างความเสียหายในระยะยาว นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็วิจารณ์ทักษิณในเรื่องนี้และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัญญาชนจำนวนมากเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นขบวนการขับไล่ทักษิณ

แต่ประชานิยมมันถูกใจประชาชนและซื้อใจประชาชนได้ที่เขาเรียกว่า ประชาธิปไตยกินได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังติดใจในรสมือของทักษิณ และไม่เปลี่ยนใจแม้จะถูกยุบพรรคไปกี่ครั้ง

ที่สำคัญไม่มีใครอธิบายต่อประชาชนอย่างจริงๆ จังๆ ว่า ประชานิยมมันไม่ดีอย่างไร มิหนำซ้ำพรรคอื่นๆ ก็มองเห็นว่า ประชานิยมนี่แหละที่จะสร้างคะแนนให้กับพรรคซื้อใจประชาชนได้ก็พากันเสนอนโยบายประชานิยมแข่งขันกัน แม้รัฐบาลชุดนี้ก็พยายามสร้างนโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถมกันอย่างที่เราเห็นกันอยู่

ผมจึงมีข้อเสนอว่า ประชาธิปัตย์ลองถอยมาสักนิด ด้านหนึ่งมุ่งพัฒนาบุคลากรของพรรค สร้างสถาบันการเรียนรู้ประชาธิปไตยในพรรคซึ่งประชาธิปัตย์ทำมาตลอดให้เข้มแข็งขึ้น การแข่งขันเพื่อชนะวันนี้ไม่มีโอกาสแล้ว แต่ต้องมองเห็นให้ได้ว่าจากอดีตถึงปัจจุบัน พรรคการเมืองเกิดขึ้นแล้วไป แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ คิดให้ได้ว่า พรรคจะสร้างนโยบายอย่างไรที่จะสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับประเทศ พาประเทศไปสู่โลกในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเป็นจักรผันนี้ให้ได้อย่างไร

ที่สำคัญก็คือต้องสร้างทัศนคติใหม่ต่อคนรุ่นต่อไปให้ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์นอกจากเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันแล้ว จะไม่เป็นนักการเมืองที่ดีแต่พูดอย่างเขาว่าในอดีตได้อย่างไร เพราะวันนี้พรรคไม่ต้องพูดแทนประชาชนแล้ว ประชาชนเขามีกระบอกเสียงของตัวเองในการสะท้อนปัญหาและมีอานุภาพมากกว่ายืมปากนักการเมือง

วันนี้มีการพูดกันว่า เทคโนโลยีอาจจะทำให้ประชาธิปไตยพัฒนากลับไปเป็นประชาธิปไตยทางตรงซึ่งผมก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไม่ยาก ด้วยพลังของมือถือและแอปพลิเคชั่นต่างๆ

ถามว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ต้องทำอย่างไร ตอบว่ายากครับ ไม่รู้เหมือนกัน

สิ่งที่ผมคิดก็คือวันนี้แน่นอนล่ะในความเป็นพรรคเป็นนักการเมือง ประชาธิปัตย์จะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้รักษาที่นั่งเอาไว้ได้ให้ได้มากกว่าเดิม แต่อย่าเอามาเป็นสาระมากเพราะมองเห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว

มองไปในอนาคตว่าจะสร้างพรรคอย่างไรให้กลับมาเป็นความนิยมของประชาชน เพราะถ้ายังเดินกันแบบเดิมแม้ประชาธิปัตย์จะรักษาความเป็นพรรคไว้ได้ ก็มีแต่สาละวันเตี้ยลงไปเรื่อยๆ และเหลือเพียงแต่ชื่อที่ยังอยู่

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan




กำลังโหลดความคิดเห็น...