xs
xsm
sm
md
lg

สงครามเย็นทางเทคโนโลยี

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


อีกไม่กี่วัน (30 พ.ย.- 1 ธ.ค.)...ก็จะถึงวาระที่บรรดา “ผู้นำโลก” เขาจะได้โอกาสไปเจ๊าะๆ แจ๊ะๆ ไปพบปะเจรจากัน ณ เวทีประชุมกลุ่มประเทศ G-20 ที่กรุงบัวโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินากันแล้ว นั่นรวมไปถึงคุณพี่ “สี ทนได้” (สี จิ้นผิง) ผู้นำจีน และคุณพ่อ “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกา หนีไม่พ้นต้องโคจรไปเจอหน้า เจอตากันอีกรอบ ส่วนจะนำมาซึ่งบรรยากาศที่ต่างฝ่ายต่างต้องลุกขึ้นมา “ออกอาวุธ” ใส่กันแบบชนิดดอกต่อดอก เหมือนการเผชิญหน้าระหว่าง คุณพี่ “สี” กับ “นายไมค์ เพนซ์” รองประธานาธิบดีอเมริกัน ณ เวทีประชุมเอเปก ที่ปาปัว นิวกินี เมื่อไม่กี่วันก่อน หรือไม่ อย่างไร หรือจะเกิดบรรยากาศการหันมาจูบปาก โอบรัด เลื้อยพันกันและกัน อันอาจมีส่วนช่วยให้หายนะจาก “สงครามการค้า” ที่กำลังแผ่ปกคลุมโลกใบนี้ในช่วงนี้ พอได้ผ่อนๆ คลายๆ ลดระดับลงไปได้มั่ง...

ซึ่งถ้ามองจาก “มุมมอง” ของฝ่ายจีน...ดังที่สื่อทางการอย่าง “Global Times” เขาได้หยิบเอามาพูดไว้ในบทบรรณาธิการเมื่อไม่กี่วันก่อน ว่าในเวทีนี้นี่แหละ...ที่ฝ่ายจีนคงต้องหยิบยกเอาเรื่องการไล่ล่า ไล่บี้ ไล่เช็ดของรัฐบาลอเมริกัน ต่อบริษัทธุรกิจเอกชนของจีน อย่างบริษัท “หัวเว่ย” (Huawei Technologies-Telecommunications) มาเป็นประเด็นในเวทีการประชุมคราวนี้ แบบชนิด “ซีเรียส” เอามากๆ เพราะงานนี้...ฝ่ายจีนเขาเห็นว่า แทบไม่ต่างอะไรไปจากความพยายามเปิดฉาก “สงครามเย็นทางการค้า” หรือ “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” (Technological Cold War) เอาเลยถึงขั้นนั้น คือไม่ใช่แค่พยายาม “ปิดตลาด” สมาร์ทโฟนรวมทั้งสินค้าและอุปกรณ์ต่างๆ ของบริษัท “หัวเว่ย” ไม่ให้มีโอกาสเข้าไปขาย เข้าไปทำตลาด ในอเมริกาคราวแล้ว คราวเล่า ชนิดถึงขั้นออกกฎหมายบังคับหน่วยงานรัฐบาลอเมริกัน ห้ามซื้อ-ห้ามขาย-ห้ามใช้สินค้าที่ผลิตโดยบริษัท “หัวเว่ย” โดยเด็ดขาด ด้วยข้อกล่าวหาว่าอาจก่อให้เกิด “ความเสี่ยงภัยทางด้านไซเบอร์” (Cybersecurity risks) ทำนองนั้น หรืออาจก่อให้เกิดการดูดเอาข้อมูลความลับต่างๆ ของชาวอเมริกัน หรือหน่วยงานรัฐบาลอเมริกันไปให้กับรัฐบาลจีน โดยอาศัยเพียงแค่ประวัติความเป็นมาย้อนหลังของประธานผู้ก่อตั้งบริษัท อย่าง “นายRen Zhengfei” ว่าเคยมีอดีตเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นนายทหารในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน มาใช้เป็นตัวสร้างเรื่อง สร้างราว ไม่ต่างไปจากการสร้างภาพ “ปิศาจร้ายคอมมิวนิสต์” ในช่วงยุคสงครามเย็น อะไรประมาณนั้น...

แต่ที่หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปอีก...ก็คือพยายามหันไปเกลี้ยกล่อม โน้มน้าว ให้บรรดาประเทศที่เคยมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับสหรัฐฯ ไม่ว่ายุโรป อิตาลี ญี่ปุ่น แคนาดา ไปจนถึงออสเตรเลีย ฯลฯ โน่นเลย ให้เลิกซื้อ-เลิกขาย-เลิกใช้สินค้าต่างๆ ของบริษัท “หัวเว่ย” แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งๆ ที่บริษัทดังกล่าวได้เติบโต ฝังราก ขยายตลาด จนกลายมาเป็นบริษัทที่สามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟนได้เป็นอันดับ 2 ของโลก หรือเป็นตัวทำรายได้ก้อนมหึมาให้กับประเทศจีนมานานแล้ว สามารถส่งสมาร์ทโฟนยี่ห้อ “หัวเว่ย” ออกไปขายในตลาดต่างประเทศไม่น้อยกว่า 170 ประเทศ จัดตั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนาสินค้าของบริษัทกระจายออกไปไม่น้อยกว่า 21 ประเทศ ทั้งในสหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ รัสเซีย ไปจนถึงปากีสถาน อินเดีย ตุรกี โคลัมเบีย ฯลฯ โน่นเลย และด้วยการทุ่มเท ทุ่มทุน ชนิดอภิมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้ว (ค.ศ. 2017) เป็นมูลค่าไม่น้อยไปกว่า 13.8 พันล้านดอลลาร์ จึงทำให้บริษัทเอกชนของจีนรายนี้ได้กลายเป็น “ผู้นำ” ในระบบ “5-G” ไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว...

ความพยายาม “เตะตัดขา” รวมไปถึงการไล่ล่า ไล่กระทืบ บริษัทผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีไฮเทคของจีนเช่นนี้ จึงทำให้โอกาสที่จะเห็นการหันมาจูบปาก โอบรัด เลื้อยพันกันและกัน ระหว่างคุณพี่จีนกับคุณพ่ออเมริกา น่าจะเป็นอะไรที่เป็นไปได้ยากส์ส์ส์เอามากๆ เพราะมันคงไม่ได้เป็นเพียงแค่การ “แย่งลูกค้า” หรือ “แย่งตลาด” ระหว่างบริษัทธุรกิจแต่ละบริษัทแต่เพียงเท่านั้น แต่มันยังมีความหมายกว้างไกลไปถึงความพยายามที่จะ “เอาชนะกันในทางยุทธศาสตร์” ระหว่าง “มหาอำนาจรายเก่า” กับ “มหาอำนาจซึ่งกำลังผงาดขึ้นมาใหม่” อย่างชนิดไม่มึงก็กู...คงต้อง “เจ๊ง” กันไปข้างอะไรประมาณนั้น...

เพราะถ้าดูจากตัวเลขการประเมินถึง “มูลค่า” และ “ส่วนแบ่งการตลาด” ของบรรดาสินค้าไฮเทค หรือสินค้าประเภท “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ทั้งหลาย ที่บริษัทตรวจสอบด้านสินทรัพย์การบัญชีระดับโลก อย่าง “PricewaterhouseCoopers” หรือ “PwC” เขาได้ประเมิน หรือคาดการณ์เอาไว้ภายในปี ค.ศ. 2030 ในรายงานเอกสารชื่อว่า “AI Predictions-8 insights to shape business strategy” ระหว่างการประชุมประจำปีที่เมืองเทียนสิน ประเทศจีน เมื่อไม่กี่วันมานี้ ในจำนวนมูลค่าของสินค้าไฮเทค หรือสินค้าประเภท AI ทั้งหลาย ซึ่งน่าจะพุ่งพรวดๆ พราดๆ ขึ้นไปไม่น้อยกว่า 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในระดับทั่วทั้งโลก ผู้ซึ่งสามารถครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด หรือจำนวนถึง 26.1 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ...คุณพี่จีนนั่นเอง!!! ขณะที่คุณพ่ออเมริการวมไปถึงแคนาดา หรือประเทศในอเมริกาเหนือทั้งหมด มีส่วนแบ่งตลาดตามมาเพียงแค่ 14.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เรียกว่าทิ้งกันแบบชนิดแทบไม่เห็นฝุ่น เห็นหาง...

ด้วยแนวโน้มความเป็นไปในอนาคตในลักษณะเช่นนี้นี่เอง...ถึงได้ทำให้คุณพี่จีนเขาหันมาเอาจริง-เอาจัง ทั้งทุ่มทุน ทุ่มเท ให้กับการยกระดับความล้ำหน้าในสินค้าไฮเทค ระดับถึงขั้นป่าวประกาศเป็นแผนการ โครงการ ว่าด้วย “The Next Generation Artificial Intelligence Development Plan” นับตั้งแต่ ณ ขณะนี้ไปจนถึงปี ค.ศ. 2030 อัดเงินทุนไม่น้อยไปกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ให้กับการวิจัยและพัฒนาในด้านนี้ โดยถึงกับสรุปเอาไว้ว่าการเติบโตและขยายตัวของสินค้าประเภทนี้ แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “เครื่องจักรชิ้นใหม่ของเศรษฐกิจจีน” หรือหวังจะหันมาขับเคลื่อนประเทศด้วย “พลัง AI” ไม่ใช่ด้วย “พลังเต้าหู้” ต่อไปอีกแล้ว...

การหันมาไล่เตะ ไล่ถีบ ไล่ล่าล้างผลาญบรรดาบริษัทธุรกิจไฮเทคของจีน ไม่ว่าบริษัท “หัวเหว่ย” หรือบริษัท “ZTE” ทั้งในอเมริกาและในบรรดาประเทศพันธมิตรของอเมริกาทั้งหลาย จึงไม่ต่างอะไรไปจากการประกาศ “สงคราม” เพื่อแย่งชิงความยิ่งใหญ่ หรือความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง ในอนาคตข้างหน้านั่นเอง โดยมีมูลค่าอันมหึมามหาศาลของสินค้าไฮเทคนี่แหละ เป็นจุดยุทธศาสตร์ หรือเป็นเป้าหมายในการเอาแพ้-เอาชนะระหว่างกันและกัน ด้วยเหตุนี้...ทุกสิ่งทุกอย่างมันเลยต้องกลายไปเป็น “Technological Cold War” กันจนได้ ดังนั้น...โอกาสที่จะเห็นการพูดจาภาษาดอกไม้ ระหว่างคุณพี่ “สี ทนได้” กับ “ทรัมป์บ้า” ในช่วงการประชุมประเทศผู้นำเศรษฐกิจโลก อย่าง G-20 ที่อาร์เจนตินาในอีกไม่กี่วันนับจากนี้ ถ้าแต่ละฝ่าย แต่ละราย ยังคงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเงินๆ-ทองๆ ชนิดยอมกันไม่ได้ โอกาสที่ “หายนะจากสงครามการค้า” ซึ่งกำลังครอบคลุมโลกทั้งโลกอยู่ในทุกวันนี้ จะค่อยๆ จางหาย หรือคลายๆ ลงไปมั่ง ก็น่าจะยิ่งลำบาก ยากเย็น ยิ่งขึ้นเท่านั้น...
กำลังโหลดความคิดเห็น...