xs
xsm
sm
md
lg

การเมืองซาอุฯ...ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

เจ้าชายอาหมัด บิน อับดุลอาซิส
ว่ากันด้วยเรื่องความเละตุ้มเป๊ะ ในประเทศอิสราเอล หลังโดนพวก “ฮามาส” สาดบ้องข้าวหลามยักษ์เข้าใส่ ชนิดอิ่มจนจุก เล่นเอารัฐบาลนายกรัฐมนตรี “เนทันยาฮู” ทำท่าจะไปแหล่มิไปแหล่ ไปแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้...เลยคงต้องชวนมาสำรวจตรวจสอบถึงสถานภาพ เสถียรภาพของพันธมิตรระดับเคียงบ่า เคียงไหล่ของอิสราเอลในตะวันออกกลาง นั่นก็คือรัฐบาลซาอุฯ ภายใต้พระบารมีของกษัตริย์ “ซัลมาน” และมกุฎราชกุมาร เจ้าชาย “MbS” กันดูอีกสักรอบ ว่าจะออกอาการไปแหล่มิไปแหล่ หรือจะถึงขั้นไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี กันเลยหรือไม่ เพียงใด???

คือสำหรับรัฐบาลซาอุฯ นั้น...ไม่ต้องเสียเวลาสาดบ้องข้าวหลามยักษ์ใดๆ เอาเลยก็ได้ แค่เจอกับ “นิยายปริศนาฆาตกรรม” นักหนังสือพิมพ์ชาวซาอุฯ และคอลัมนิสต์วอชิงตัน โพสต์ “นายคามาล คาช็อกกี” เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ก็ทำท่าว่าถึงแม้ไม่สิ้นพระชนม์แต่โอกาสที่จะทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงให้ทรงพระเจริญเติบโต น่าจะลำบากเอามากๆ หรือแทบเป็นไปไม่ได้ยิ่งขึ้นทุกขณะ แม้ว่าทุกวันนี้...ผู้นำอเมริกัน อย่าง “ทรัมป์บ้า” ซึ่งถือเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของซาอุฯ (ชนิดถ้าไม่มีเราช่วยปกป้องคุ้มครอง พระองค์อาจอยู่ไม่รอดเกิน 2 สัปดาห์) จะยังออกอาการยึกๆ ยักๆ ไม่ตัดสินใจ ไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนออกมาให้เห็นกันจะจะ แต่ด้วยกระแสและแรงกดดันที่รายรอบ โอกาสที่จะพูดแบบ “ลิ้นพันกัน” ต่อไปเรื่อยๆ นั้น น่าจะยากส์ส์ส์ยิ่งขึ้นทุกที...

เพราะไม่ว่าจะโดยนักการเมืองทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน จะออกมาประสานเสียงให้เร่งสรุปผล เร่งหามาตรการจัดการกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังคดีปริศนาฆาตกรรมรายนี้ แม้แต่หน่วยงานอย่างซีไอเอก็น่าจะมีท่าทีไม่ผิดแผกแตกต่างไปจากกัน ถึงได้มีการออกข่าวจากแหล่งข่าวผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่ประสงค์จะออกข่าวผ่านรายงานข่าวของวอชิงตัน โพสต์ ว่าผลสรุปของซีไอเอนั้นเชื่อว่า เจ้าชาย “MbS” ก็คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมคราวนี้แบบชัวร์ป้าดคือถ้าจะว่าไปแล้ว...หน่วยงานข่าวกรองของอเมริกาอย่างซีไอเอนั้น ก็ไม่ได้มีดวงจิตพิสมัยต่อเจ้าชาย “MbS” มาก่อนหน้านั้นเลย เนื่องจากในบรรดาสมาชิกแห่งราชวงศ์ “อัล-ซาอุด” นั้น ผู้ที่น่าจะถือเป็น “สายตรง” ของซีไอเอมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ก็น่าจะเป็น เจ้าชาย “มูฮัมหมัด บิน นาเยฟ” (Muhammad bin Nayef) อดีตมกุฎราชกุมารองค์ก่อน ที่ถูกถอด ถูกปลด เพื่อเปิดทางให้กับเจ้าชาย “MbS” ขึ้นมาเป็นมกุฎราชกุมารกันแทนที่นั่นเอง...

รายนี้นั้น...ถึงขั้นที่ “นายไมค์ ปอมเปโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ขณะยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการซีไอเอ เคยถึงกับเชื้อเชิญมามอบเหรียญรางวัล “George Tenet Medal” เอาไว้ประดับเกียรติ หรือเอาไว้ลุ้นว่าน่าจะมีโอกาสได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ซาอุฯ ต่อจากกษัตริย์ “ซัลมาน” แหงๆ แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนสาย เปลี่ยนไลน์ รวมทั้งเปลี่ยนประเพณีการสืบสันตติวงศ์ในราชอาณาจักรซาอุฯ โดยตัวกษัตริย์ “ซัลมาน” เอง ที่หันไปเห็นดี เห็นงาม เห็นความสำคัญของ “ลูกชาย” มากกว่า “น้องชาย” ต้นตำรับประชาธิปไตยอย่างอเมริกาเลยหนีไม่พ้นต้องยอมรับ “ความไม่เป็นประชาธิปไตยแบบซาอุฯ” อย่างมิอาจปฏิเสธได้...

แต่นอกเหนือไปจากความไม่ได้เป็น “สายตรง” ของซีไอเอมาก่อนแล้ว สิ่งที่มกุฎราชกุมาร “MbS” น่าจะก่อให้เกิดความอึดอัดขัดใจ ไม่ว่าต่อหน่วยงานซีไอเอไปจนถึงผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ในช่วงหลังๆ ก็คือการหันไปแสดงความสนอกสนใจ ในฐานะ “รัฐมนตรีกลาโหม” ต่อการจัดซื้ออาวุธ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซียมาติดตั้งในซาอุฯ แทนที่จะซื้อแต่อาวุธของอเมริกาเพียงรายเดียว อันนี้นี่แหละ...ที่กำลังถูกหยิบยกมาเป็นประเด็น ร่ำลือ วิพากษ์วิจารณ์กันในสื่อต่างประเทศแต่ละสำนัก ว่าน่าจะเป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ “ทรัมป์บ้า” คงต้องตัดสินใจเล่นงานเจ้าชาย “MbS” ตามกระแสและแรงกดดันจากผู้คนภายในประเทศ และโลกทั้งโลกกันจนได้...

เพียงแต่ว่า...เหตุที่ทำให้ผู้นำอเมริกาอาจ “ชะงัก” หรืออาจต้อง “หันรีหันขวาง” อยู่บ้าง ก็น่าจะเป็นเพราะพระบิดาของเจ้าชาย “MbS” อย่างกษัตริย์ “ซัลมาน” ทรงโดดเข้ามาปกป้องพระโอรส หรือลูกชายบังเกิดเกล้าแบบชนิดเน้นๆ เนื้อๆ คือถึงจะไม่แสดงอาการปกป้องโดยตรง แต่พระราชดำรัสที่ทรงแสดงเอาไว้เมื่อช่วงจันทร์ (19 พ.ย.) ที่ผ่านมา ด้วยการเชิดชูกระบวนการยุติธรรมในซาอุฯ อย่างออกนอกหน้า การคิดจะเล่นงานใดๆต่อเจ้าชาย “MbS” จึงคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะตราบใดที่รัฐบาลซาอุฯ ยังคงเป็น “ลูกค้าอาวุธชั้นหนึ่ง” ของอเมริกา รวมทั้งยังคงตั้งตนเป็นปรปักษ์กับประเทศอิสลามด้วยกันเอง อย่างประเทศอิหร่าน ศัตรูคู่อาฆาตของอิสราเอล พันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์ของอเมริกา...

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...ถ้าฟังจาก “ข่าวล่า-มาเรือ” ที่ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่ประสงค์จะออกข่าว ทยอย “ปล่อยข่าว” กันไปเป็นระยะๆ การอ้างถึง “แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูง” ในสหรัฐฯ ว่าบรรดาเจ้าชายแห่งราชวงศ์ “อัล-ซาอุด” ไม่ต่ำกว่า 1 โหล รวมทั้งสมาชิกในราชวงศ์อีกเป็นจำนวนไม่น้อย กำลังต้องการให้มีการเปลี่ยนไลน์ เปลี่ยนสาย การสืบสันตติวงศ์ถึงขั้นพร้อมที่จะสนับสนุนให้ เจ้าชาย “อาหมัด บิน อับดุลอาซิส” (Ahmed bin Abdulaziz) น้องชายของกษัตริย์ “ซัลมาน” และอาแท้ๆ ของเจ้าชาย “MbS” ผู้เคยเป็นใหญ่อยู่ในกระทรวงมหาดไทยซาอุฯ ต่อเนื่องยาวนานถึง 40 ปี ซึ่งหน่วยงานข่าวกรองของอังกฤษและอเมริกา ได้ร่วมกันปกป้องคุ้มครองอัญเชิญให้ “เสด็จนิวัตพระนคร” เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นกษัตริย์ซาอุฯกันแทนที่กษัตริย์ “ซัลมาน” เอาเลยถึงขั้นนั้น อันนี้...อาจพอใช้เป็นคำตอบ คำอธิบายถึงท่าทีของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ได้บ้าง ว่าหลังจาก “ชะงัก” หรือหลังจาก “หันรีหันขวาง” แล้วน่าจะออกไปในแนวไหนกันแน่!!!

สรุปรวมความแล้ว...คงหนีไม่พ้นต้องเป็นไปแนว “ถึงไม่สิ้นพระชนม์ ก็น่าจะเลี้ยงไม่โต” นั่นแล ยิ่งเมื่อเจอกับ “นักสืบปัวโรต์” อย่างประธานาธิบดี “เออร์โดกัน” แห่งตุรกี ขยันออกข่าว หรือ “ปล่อยข่าว” ถึงคดีปริศนาฆาตกรรม “นายคาช็อกกี” อย่างเป็นระลอกซะเหลือเกิน ไม่เพียงแต่การเปิดเผยเทปเสียงร้องด่า ร้องตะโกน เสียโหยหวนระหว่างการปะทะ การฆ่ากันในสถานกงสุลซาอุฯ ประจำตุรกี การอ้างถึง “แหล่งข่าว” ที่เป็น “เจ้าหน้าที่ระดับสูง” ในตุรกีอีกนั่นแหละ ที่ออกมาให้ข่าวกับหนังสือพิมพ์ภาษาอารบิก อย่าง “Khalij Online” ถึงขั้นว่า เชื่อว่าขณะที่ “ศีรษะ” ของ “นายคาช็อกกี” ได้ถูกบรรจุกระเป๋าเดินทางส่งไปยังกรุงริยาดห์เรียบร้อยแล้ว แต่ “ร่างกาย” ส่วนที่เหลือ ยังน่าจะถูกซุกไว้ ณ ที่หนึ่งที่ใดในตุรกี จินตนาการแห่งความเหี้ยม ความโหดเหล่านี้ จึงกลายเป็นตัวช่วยหล่อเลี้ยงกระแสและส่งแรงกดดันไปยังเจ้าชาย “MbS” รวมทั้งกษัตริย์ “ซัลมาน” ผู้ออกมาปกป้องลูกชาย ให้ไม่มีโอกาสจางหายไปง่ายๆ ส่วนจะหลีกเลี่ยงกระแสและแรงกดดันทั้งหลาย โดยเฉพาะจากอเมริกา ด้วยการหันไปหารัสเซีย หรือจีนจะช่วยบรรเทา เบาบาง และจะทันเวลาหรือไม่เพียงใด อันนี้...คงต้องติดตามกันต่อในภาคสอง หรือภาคพิสดารเอาเองก็แล้วกัน แต่ที่แน่ๆ...ถึงจะโดดมาหาจีน หารัสเซีย สุดท้ายก็น่าจะหนีไม่พ้นมือ “เออร์โดกัน” แห่งตุรกีอีกจนได้...


กำลังโหลดความคิดเห็น...