xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน : รัฐบาล พรรคการเมือง อธิการบดี รองอธิการบดี และ ผอ.สำนักโพลล์

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ผมเฝ้ามองประเทศไทยที่รักยิ่งของผมและของคนไทยทุกคนด้วยสายตาแห่งความเป็นห่วงอย่างยิ่ง สังคมไทยเป็นสังคมที่เล่นพรรคเล่นพวก โกงกันหน้าไม่อาย ช่วยพรรคพวกของตน มีระบบอุปถัมภ์ (Patronage system) ทุกหัวระแหง ตั้งแต่ระดับรัฐบาล หน่วยราชการ จนกระทั่งหน่วยงานที่ผมทำงานก็มากมายไปด้วยระบบอุปถัมภ์การเล่นพรรคเล่นพวก คนไทยเราสอนกันมาว่า นกไม่มีขน คนไม่มีพวก อย่าคิดเป็นใหญ่ หรือที่สอนกันไว้ในโลกนิติคำโคลงว่า

แม้มีความรู้ดั่ง    สัพพัญญู
ผิว์บ่มีคนชู    ห่อนขึ้น
มณีค่าเมืองตรู    ตราโลก
ทองบ่รองรับพื้น   ห่อนแก้วมีศรี

แต่การมีพรรคพวก การมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ conflict of interest นี่เองที่ทำให้เกิดการโกง การทุจริต และสร้างความเสียหายกับประเทศอย่างหนัก และกฎหมายไม่ได้ครอบคลุมป้องกันไปได้ทั้งหมด ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้กำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน แต่การบังคับใช้กฎหมายก็อาจจะเป็นอีกเรื่อง และท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับหิริโอตัปปะหรือความละอายเกรงกลัวต่อบาป ว่าจะมีกันมากแค่ไหน สำหรับตรรกะวิบัติที่เอามาอ้างกันให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันได้ ได้แก่

หนึ่ง คนก็มีอยู่แค่นี้ ยังไงก็หนีไม่พ้น จำเป็นต้องวนกันไป ไม่เช่นนั้นจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เป็นการอ้างว่ามีคนไม่พอให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนได้

สอง กฎหมายในหน่วยงาน ไม่ได้ห้ามไว้ไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้นจึงไม่ผิด ทำอะไรไม่ได้ อันนี้คือการอ้างกฎหมายมาเข้าข้างตนเอง ถ้ากฎหมายไม่ห้าม เรื่องเลวร้ายแค่ไหนก็ทำได้ อันเป็นตรรกะวิบัติของนักการเมืองชั่ว และขาดมโนสำนึกแห่งวิญญูชนในการตีความกฎหมาย เพราะแท้จริงแล้วกฎหมายทั้งปวงเป็นเพียงขั้นต่ำสุดที่จริยธรรมและมโนสำนึกต้องเหนือกว่า

สาม ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น สมัยก่อนก็มีคนทำแบบนี้มาตลอด จะมางี่เง่าจุกจิกได้อย่างไรว่าสมัยนี้ทำไม่ได้ เรื่องเลว ๆ ถ้ามีคนทำกันมาก็จะทำเลวต่อ คำพูดแบบนี้เป็นคำพูดแก้ตัวของคนไร้จิตสำนึกและจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง

ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเรื่องที่ผมต่อสู้มาช้านาน ผลประโยชน์ทับซ้อนในกลุ่ม NGO และองค์การมหาชนตระกูล ส เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมาก เพราะวนเวียนเป็นกรรมการบอร์ดกันเอง แล้วมีเงินเข้ามูลนิธิตนเองที่ตนเองเป็นกรรมการ ทำกันเป็นพัน ๆ ล้าน ทั้งที่ สสส. และ สปสช. ผมต่อสู้ในเรื่องนี้จนกระทั่งมีการใช้มาตรา 44 ปลด บอร์ด สสส. ทั้งหมด 7 คนที่มีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

ดังรายละเอียดบางส่วนดังนี้
# องค์การอิสระและองค์การเอกชนในเครือข่ายตระกูล ส : การไขว้ตำแหน่งและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ https://mgronline.com/daily/detail/9580000118009
# นายหน้าค้าความจนและความตาย : ผลักดันกฎหมาย ร่างกฎหมาย ใช้อำนาจรัฐ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อประชาชน? https://mgronline.com/daily/detail/9600000006118
# ทำไม NGO สายตระกูล ส ถึงต่อต้านการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง? https://mgronline.com/daily/detail/9600000078146

มาลองดูว่าขณะนี้ผมเห็นว่าประเทศไทยมีผลประโยชน์ทับซ้อนประการใดบ้าง

ประการแรก รัฐมนตรีสี่คนในรัฐบาล คสช. มาดำรงตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่ยอมลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี อันได้แก่ หัวหน้าพรรค อุตตม สาวนายน รองหัวหน้าพรรค สุวิทย์ เมษินทรีย์ เลขาธิการพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โฆษกพรรค กอบศักดิ์ ภูตระกูล

การมีอำนาจรัฐในมือทำให้สังคมตั้งคำถามได้เช่นกันว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม (Free and fair election) หรือไม่ ในเมื่อถืออำนาจรัฐอยู่ในมืออยู่ แล้วจะยุติธรรมสำหรับพรรคการเมืองอื่น ๆ หรือไม่ เรื่องเหล่านี้อาจจะมีคนเถียงได้ว่าไม่ได้มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งโดยตรงเพราะเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่เมื่อมีอำนาจรัฐอยู่ในมือก็ได้เปรียบพรรคการเมืองอื่น ๆ เป็นอย่างมาก หากลาออกจากตำแหน่งก่อนมาทำงานการเมืองก็จะไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนและได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากสังคมมากกว่านี้มาก

ประการสอง ไม่น่าเชื่อว่าในสถาบันอุดมศึกษาจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย ยกตัวอย่างเช่น อธิการบดี ที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และหวังว่าจะได้เป็น สมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการระงับโพลนาฬิกาหรูหรือไม่ ประชาชนมีสิทธิสงสัย

การสรรหาอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ล่าสุด มีกรรมการสรรหาอธิการบดี ที่เข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่สองท่าน คือ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม และ ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา ซึ่งกรรมการสรรหาอธิการบดีสองท่านนี้ยินยอมลงลายมือชื่อด้วยตนเอง เข้ามารับการสรรหาเป็นรองอธิการบดี ซึ่งจะอยู่ใน Shortlist ที่กรรมการสรรหารองอธิการบดีนำเสนอ ว่าที่อธิการบดี ที่ได้รับการสรรหา คือ ศาสตราจารย์ ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ ได้เลือกมาเป็นรองอธิการบดีจำนวน 4 ตำแหน่งจาก 12 ตำแหน่ง เป็นการผลัดกันเกาหลังกันเองหรือไม่

ในกรรมการสรรหารองอธิการบดี มีภรรยาของว่าที่อธิการบดี คือ รองศาสตราจารย์ ดร.อาวีวรรณ ปัญญาโกเมศ เป็นกรรมการสรรหารองอธิการบดีอยู่ด้วย

ผมเองเป็นกรรมการสรรหารองอธิการบดีในชุดดังกล่าวได้เห็นความไม่ถูกต้องและได้คัดค้านเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนี้และให้บันทึกไว้ในรายงานการประชุมหลายครั้งหลายครา แต่กรรมการสรรหารองอธิการบดีท่านอื่นก็ไม่ได้นำพา และยืนยันจะเสนอชื่อกรรมการสรรหาอธิการบดีที่เลือกว่าที่อธิการบดีมาได้เลือกกันเกาหลังมาเป็นรองอธิการบดีอีก

ท้ายที่สุด ว่าที่อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ ก็ยังคงเลือก ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม มาเป็นรองอธิการบดี อันเป็นการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนครบถ้วน

เรื่องทั้งหมดนี้ประธานสภาคณาจารย์ ผศ.ดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาค ได้ทำจดหมายเปิดผนึกทักท้วงว่าที่อธิการบดี และได้รับจดหมายตอบกลับว่าไม่ผิดกฎหมาย จะไม่ทำอะไรต่อไป อันเป็นตรรกะวิบัติเพื่อให้ตนเองมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งน่าจะเป็นการโกงการสรรหาอธิการบดี


ประการที่สาม ผศ.ดร.ณพงค์ นพเกตุ อดีตผู้อำนวยการนิด้าโพลล์ ซึ่งสังคมตั้งข้อสงสัยในความเป็นกลางในการทำโพลล์เลือกตั้งว่าจะมีส่วนโยงทางการเมืองหรือไม่ และมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ทำไมผลโพลล์ของนิด้าถึงเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลค่อนข้างมากในรอบเจ็ดเดือนที่ผ่านมา และทำไมถึงเพิ่งมาลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการนิด้าโพลล์ ภายหลังจากไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐตามหลังรัฐมนตรี และออกสื่ออย่างเต็มที่ แล้วอีกสองวันถัดมาก็ยังใช้สถานที่ที่นิด้าเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวการลาออกจากตำแหน่ง ผอ.นิด้าโพลล์ และประกาศตัวว่าพร้อมจะทำงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ เช่นนี้จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

ผมเองสงสัยจุดยืนทางการเมืองที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้วแต่ใครจะมีอำนาจหรือไม่ เช่น ก่อนเลือกตั้ง ไม่เอาทหาร เอาการเลือกตั้ง ไม่ให้มีการปฏิวัติ https://www.youtube.com/watch?v=Ficg9mMyFCg&t=3s นี่คือสิ่งที่ ผศ. ดร. ณพงค์ นพเกตุ พูดไว้น่าจะในอาคารรัฐสภาก่อนรัฐประหาร

แต่หลังรัฐประหารก็เปลี่ยนจุดยืนมาอยู่ที่คนมีอำนาจหรือไม่?

ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ รองประธานสภาคณาจารย์ ฝ่ายวิชาการ ปัจจุบันรักษาการ ประธานสภาคณาจารย์นิด้า ได้โพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัวและตั้งข้อสังเกตว่า

อ่านที่ highlight ดูดีๆนะครับ มันย้อนแย้งกันเองไหม?
อันแรก อดีต ผอ นิด้าโพลออกมายืนยันว่า นิด้าไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนหนึ่งคนใด เจ้าตัวทำภาพนี้ขึ้นมาเองแล้วก็โพสต์ในไลน์กลุ่มวิจัยนิด้าว่าสามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้
อันที่สอง ให้สัมภาษณ์มติชนวันนี้ ระบุชัดเจนว่าตนชื่นชมการทำงานของคุณ สมคิด และ คุณสนธิรัตน์
ความจริงมีอยู่เพียงแค่หนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อแรกหรือข้อที่สองสิ่งที่สังคมตั้งคำถามมาโดยตลอดคือ ทำไมนิด้าโพลจึงเอนเอียงไปทาง คสช เกือบจะทุกครั้ง จนเรียกได้ว่าทุกครั้งที่ทำโพลการเมือง เกือบร้อยละ 90 จะมีคนเข้ามาถล่มแบบไม่ยั้งซึ่งปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคที่ ผอ นิด้าโพลคนก่อนๆดำรงตำแหน่ง
กล้าสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในนิด้าไหมว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ผอ นิด้าโพลอยู่ ตนไม่เคยได้รับคำสั่งใดๆจากนักการเมืองคนหนึ่งคนใดจริง? สังเกตมาหลายรายแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในนิด้าแรงจริง ๆ นะขอบอก!!



นี่คือสามผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผมเห็นในขณะนี้และเป็นห่วงประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

ผมคิดว่าเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการโกง นั้น ไม่มีสีทางการเมือง ถ้าเหลืองมีผลประโยชน์ทับซ้อนเราคนไทยทุกคนก็ต้องช่วยกันต่อต้าน ถ้าแดงมีผลประโยชน์ทับซ้อนเราคนไทยทุกคนก็ต้องช่วยกันต่อต้าน

ถ้าหากเราเห็นคนที่มีสีทางการเมืองสีเดียวกันกับเรามีผลประโยชน์ทับซ้อนแล้วเราไม่ออกมาต่อต้าน ก็จะกลายเป็นว่าเรามีผลประโยชน์ทับซ้อนเสียเอง ประเทศไทยจะไปไม่รอด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของหลักการและความถูกต้องที่สำคัญยิ่งและควรต้องธำรงไว้ให้ได้ในสังคมไทย

แม่ปูขาเก อย่างไร ลูกปูก็เดินตามขาเก เช่นนั้น การที่สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่อบรมสั่งสอนและสร้างคนให้กับสังคม ต้องเป็นหลักทางปัญญาและจริยธรรม ให้กับสังคมและประเทศชาตินั้น ต้องวางตัวให้ดีก่อน ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน

นักการเมืองทั้งหลายที่มาบริหารปกครองประเทศ ก็ต่างจบมาจากสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น หากมีผู้บริหารและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว ต่อไปจะไม่เป็นแบบอย่างอันเลวร้ายให้กับนักศึกษา มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต ที่จะจบออกไปหรือ จะมีหน้าไปสอนคนให้เป็นคนดีในสังคมได้อย่างไร

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เองก็เป็นสถาบันอุดมศึกษา ที่สำคัญคือมีนักการเมืองจำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ หากนักการเมืองเหล่านั้นจะทำชั่วหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนบ้างก็สามารถอ้างได้ว่า ว่าที่อธิการบดี นิด้า ยังทำ สอนเขามาให้ทำอย่างนั้น ทำไมเขาจะทำไม่ได้

ประเทศไทยคงจะวังเวง เสื่อมถอย เพราะสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ใช่หรือไม่? สังคมไทยก็อาจจะถามคำถามนี้ได้เช่นเดียวกัน

ผมรักและเป็นห่วงประเทศไทยที่ให้ผมได้มีโอกาสได้เติบโตมาภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ที่แม้นจะทำดีแค่ไหนก็มิอาจทดแทนพระคุณได้หมดสิ้น

ผมรักและต้องการปกป้องให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ที่ผมสำเร็จการศึกษามา เป็นที่พึ่งของประเทศไทย และของข้าพเจ้า (รัชกาลที่ 9) ด้วย สมดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงก่อตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์แห่งนี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...