xs
xsm
sm
md
lg

ยึดสภาผู้แทนเกินกึ่งหนึ่ง หมาก “ทักษิณ” สกัด “ลุงตู่”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

ล่าสุดโพลของทักษิณออกมาว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคบริวารจะได้ส.ส.ทั้งหมด 290 คน ถามว่า เป็นไปได้ไหม ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ ถ้าพรรคนี้ยังสามารถรักษาฐานเสียงเดิมไว้ได้ รวมถึงการปรับกลยุทธ์แตกพรรคเพื่อรองรับการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนนั้นถ้าวางยุทธศาสตร์ดีๆพรรคบริวารก็จะได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เป็นกอบเป็นกำ

มีนักวิเคราะห์หลายคนเหมือนกันมองการแตกพรรคของเพื่อไทยในแง่ของความแตกแยกในพรรค แม้จะมีความแตกแยกจริงแต่น่าจะเป็นเรื่องของปัจเจกมากกว่า ส่วนเป้าหมายของการแตกพรรคจริงๆ แล้วน่าจะมาจากการมองเห็นช่องทางที่สอดรับการกติกาในการเลือกตั้งครั้งนี้

พรรคเพื่อไทยมีนักการเมืองในสังกัดมาก เพราะการยุบพรรคแต่ละครั้งต้องสร้างนักการเมืองใหม่มาทดแทน และวันนี้คนที่เคยถูกพักการเมืองก็กลับมาลงเลือกตั้งได้หมดแล้ว การที่มีนักการเมืองมากของพรรคเพื่อไทยก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ดังนั้นการแตกพรรคนอกจากเล็งเห็นผลดีจากกติกาแล้ว ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาคนล้นในพรรคได้ด้วย

การเลือกตั้งที่เรียกว่า จัดสรรปันส่วนนี้มีการคาดการณ์กันว่า คะแนนของทุกพรรคทั่วประเทศมารวมกันเทียบกับสถิติเก่าๆน่าจะอยู่ที่ประมาณ 70,000คะแนนต่อ1ที่นั่ง อาจจะคลาดเคลื่อนบ้างเพราะครั้งนี้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวแล้วเอาคะแนนทั้งหมดของทุกพรรคมารวมกัน แล้วเอา70,000หารคะแนนรวมเป็นจำนวนส.ส.ที่พรรคนั้นจะได้รับเลือก

ทวนกันอีกทีถ้าได้คะแนนทั่วประเทศของทั้งพรรค 7,000,000 คะแนน ค่าเฉลี่ยจะมีส.ส.ได้ 100 ที่นั่ง แต่ชนะได้ส.ส.เขต 90 คน ก็จะได้ส.ส.จากบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ที่เตรียมไว้อีก10คน แต่ถ้าได้ส.ส.เขตแล้ว 110คน แม้จะเกินคะแนนเฉลี่ยต่อ1เก้าอี้มาถึง10คน ก็ให้ได้ส.ส.ตามนั้น

การเอาคะแนนเก่ามาเทียบก็พอจะเห็นเค้าโครงเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่า การเลือกคะแนนครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นจากที่เราเริ่มมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาคือ มีบัตร2ใบเลือกคนกับเลือกพรรค สมัยก่อนจะมีสโลแกนว่า “เลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ชอบ” ในส.ส.เขตเราอาจชอบคนๆ หนึ่งก็ลงคะแนนให้ได้ แต่อาจจะชอบพรรคอีกพรรคบัตรอีกใบก็ลงให้พรรคที่เราชอบ

แต่ครั้งนี้มีบัตรเพียงใบเดียว มันอาจจะเกิดความลังเลได้ว่า เราจะเลือกคนหรือเลือกพรรคดี เช่น ชอบผู้สมัครคนหนึ่งในเขตแต่ไม่ชอบพรรค แต่ชอบอีกพรรคและชอบนายกรัฐมนตรีที่พรรคนี้เสนอ การเลือกตั้งครั้งนี้คนลงคะแนนจึงตัดสินใจยากอยู่เหมือนกันว่าจะเลือกแบบไหน

ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้แต่ละเขตมีหมายเลขที่แตกต่างกันจับหมายเลขเสี่ยงดวงกันในแต่ละเขต ไม่สามารถหยิบหมายเลขพรรคหมายเลขเดียวมาชูหาเสียงทั้งประเทศได้ ตอนแรกได้ยินการถกเถียงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน จำได้ว่า มีเสียงพูดทำนองว่า คนอยู่เขตไหนเขาก็จำหมายเลขของคนที่เขาอยากจะเลือกอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะสับสน

ดังนั้นการคาดการณ์ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยเทียบจากฐานคะแนนเก่าจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก

แต่เอาเถอะสมมติเอาคะแนนการเลือกตั้งของปี 2554 ของ 3 พรรคมาดูโดยยึดคะแนนจากบัตรปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทยได้ 15,744,190 คะแนน ตอนนั้น พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขต 204 ที่นั่ง และได้ปาร์ตี้ลิสต์ 61 ที่นั่ง แต่เลือกแบบใหม่ถ้าได้คะแนนเท่านี้เพื่อไทยจะมี ส.ส.ได้ 225 ที่นั่ง เมื่อได้ส.ส.เขตแล้ว 204 ที่นั่ง จะได้บัญชีรายชื่ออีกเพียง 21 ที่นั่ง

พรรคประชาธิปัตย์ปี 2554 ได้ 11,433,762 คะแนน ตอนนั้นประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เขต 115 ที่นั่ง และได้ปาร์ตี้ลิสต์ 44 ที่นั่ง มีส.ส.รวม 159 คน แต่ถ้าได้คะแนนประมาณเดิมในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ ส.ส. 163 ที่นั่ง เมื่อได้ส.ส.เขตแล้ว 115 ที่นั่ง จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มอีกถึง 48 ที่นั่ง

มาดูพรรคภูมิใจไทย พรรคนี้ได้คะแนนปี 2554 จำนวน 1,281,577 คะแนน ได้ส.ส.เขต 29 ที่นั่ง ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 5 ที่นั่ง ถ้าคิดแบบใหม่พรรคภูมิใจไทยจะได้ส.ส.เพียง 18 ที่นั่ง แต่เมื่อได้เขต 29 ที่นั่งก็จะคงได้ตามนั้น แต่จะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มอีก แต่ถ้าคิดจากฐานคะแนนก็ถือว่า มีกำไรนะครับจากที่ควรมีส.ส.ได้แค่ 18 คน แต่กลับมี ส.ส.ถึง 29 คน

ดังนั้นใครที่คิดว่า พรรคขนาดกลางจะได้เปรียบก็อาจจะไม่ใช่เสมอไป

หากคิดกลยุทธ์ได้สอคล้องกับกติกา กลไกที่จะทำให้ได้ ส.ส.เยอะมีวิธีที่ต่างกันไปแล้วแต่จะเลือกแบบไหน คือ สำหรับพรรคเดี่ยวชนะที่1แล้วต้องทิ้งที่2ให้มากเข้าไว้เพื่อเอาไปหารปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม สำหรับพรรคที่สร้างพรรคบริวารเขตไหนที่ชนะชัวร์มีคู่แข่งเป็นพวกเดียวกันไม่มีตาอยู่มาเสียบแน่ พรรคที่ชนะที่ 1ไม่ต้องชนะเยอะ แต่แบ่งคะแนนให้พรรคที่2ที่เป็นพวกเดียวกันไปด้วย

มีคนบอกว่า การแตกพรรคของเพื่อไทยนั้น วางกลยุทธ์ไว้แบบนี้ ถ้าเขตนั้นชนะแน่ ไม่จำเป็นต้องชนะโดด เช่นอาจได้คะแนนที่ 1แค่40,000คะแนน ให้พรรคที่ 2ได้ไป30,000คะแนน จะเห็นว่า ได้กำไรนะครับ อย่าลืมว่า การเลือกตั้งส.ส.ครั้งนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 70,000คะแนนต่อ1ที่นั่ง ถ้าได้ 40,000คะแนนแล้วได้ ส.ส. เขตก็เป็นกำไร

เท่ากับว่า เราซื้อเก้าอี้ราคา70,000 บาท ในราคาแค่ 40,000 บาท แล้วยังมีเงินเหลือใช้ให้เพื่อนอีก30,000 บาท ดังนั้นคิดว่า พรรคเพื่อไทยจะวางกลยุทธ์ให้ชนะเขตเลือกตั้งให้มากที่สุดไม่หวังปาร์ตี้ลิสต์ แต่จะใช้พรรคบริวารไปเก็บปาร์ตี้ลิสต์แทน ผมจึงไม่ตกใจที่คนสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีพื้นที่ลงจะหนีไปพรรคสำรอง

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ถ้ามองจากครั้งที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เขตน้อย แต่ได้ปาร์ตี้ลิสต์เยอะหากคิดแบบใหม่ ก็เพราะพรรคประชาธิปัตย์นั้นชนะคู่แข่งคือทิ้งอันดับ2ในเขตที่ชนะมากโดยเฉพาะในภาคใต้ และแม้จะแพ้ในภาคเหนือและอีสานไม่ได้ ส.ส. แต่คะแนนไม่ห่างจากที่ 1เยอะ แต่ถามว่า ครั้งนี้จะทำได้เหมือนเดิมไหม ผมคิดว่า ยากนะครับ เพราะคะแนนในภาคใต้จะถูกแบ่งโดยพรรคของสุเทพและพรรคของลุงตู่ แม้อาจจะรักษาเก้าอี้ ส.ส.เขตได้ แต่คะแนนก็ไม่ทิ้งจนโดดไป รวมทั้งในภาคเหนือและอีสาน แม้เดิม ปชป.จะเป็นคู่แข่งที่แพ้พรรคเพื่อไทยเสมอแต่ได้คะแนนไม่น้อยในเขตเมืองคราวนี้ก็จะถูกแบ่งโดยพรรคของลุงตู่เช่นเดียวกัน

ผมคิดว่า กลไกการเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนลดลง

ดังนั้นถ้ามองว่า พรรคของทักษิณทุกพรรครวมกันแล้วจะได้ 290 ที่นั่งตามโพลไหม ตอบว่ายากนะแต่ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้

แต่ถามว่า พรรคของทักษิณจะรวมกันทั้งรัฐบาลได้ไหม คำตอบ สำหรับผมคือ ยากมาก หรือให้ฟันธงก็คือเป็นไปไม่ได้เลย

มีคนวิเคราะห์กันว่า พรรคประชาธิปัตย์ถึงเวลาอาจจับมือกับพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล และพูดกันทำนองว่า พรรคเพื่อไทยจะยอมให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี

หากถามว่า เป็นไปได้ไหม ผมคิดว่าเป็นไปได้นะครับ แต่ถามว่า ยากไหม ผมคิดว่ายากมากครับ ที่ทั้งสองพรรค(สองฟาก)จะรวมกันได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของ 2 สภา คือ 376 คน

อย่าลืมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ส.ว.สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย และคนที่จะคัดเลือกส.ว.ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานี่แหละ ดังนั้นเชื่อไว้ก่อนว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นตัวเลือกด้วย ส.ว.จะยกมือหนุน พล.อ.ประยุทธ์นี่แหละ ดังนั้นฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ต้องการ ส.ส. อีก 126 คนก็พอแล้ว

คิดว่าไม่น่าจะยากเมื่อต้องการส.ส.แค่จำนวนส.ส.126คนสำหรับพรรคที่หนุนพล.อ.ประยุทธ์เช่น พลังประชารัฐ รวมพลังประชาชาติไทย ภูมิใจไทย ประชาชนปฏิรูป ฯลฯ ถ้าไม่นับพรรคประชาธิปัตย์ และถ้าฝั่งนี้ได้ 126 คนในมือ อีกฝ่ายก็จะเหลือส.ส.อีก 374คนซึ่งไม่พอที่จะตั้งรัฐบาลได้แน่ ดังนั้นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปรวมกับพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็เป็นไปไม่ได้

แต่อย่าว่าต้องถึง290คนเลยครับ สมมติว่าพรรคเพื่อไทยและบริวารได้ส.ส.รวมกัน 251คน อนาคตของรัฐบาลประยุทธ์หลังเลือกตั้งก็จะเป็นหิ่งห้อยที่มีแสงริบหรี่ทันที คือพล.อ.ประยุทธ์ตั้งรัฐบาลได้แน่ แต่ถ้าไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนก็บริหารไม่ได้

แม้จะมีเสียงส.ว.250เสียง ก็ไม่ช่วยอะไรได้ถ้าไม่มีเสียงส.ส.เกิน250คน เพราะการออกกฎหมายลงมติไม่ไว้วางใจทำโดยสภาผู้แทนฯ

จะเอาพรรคประชาธิปัตย์ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่มีทางถึงครึ่งหากพรรคเพื่อไทยและบริวารมีส.ส.อยู่ในมือ 251 คน เพราะส.ส.จะเหลือ249คน

ดังนั้นจะเห็นแนวโน้มความยุ่งยากตามมาหลังเลือกตั้งนะครับ ถ้าพรรคเพื่อไทยและบริวารได้ส.ส.เกิน 251 ที่นั่ง และพรรคสนับสนุนลุงตู่ได้เกิน125ที่นั่ง ฝ่ายสนับสนุนลุงตู่ตั้งรัฐบาลได้แต่ไม่ได้เสียงข้างมากตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่

แต่มาดูสมการอีกตัวหนึ่ง ถ้าพรรคเพื่อไทยและบริวารได้ตามเป้า พรรคประชาธิปัตย์ได้น้อยลงจากเดิมไม่มาก พรรคภูมิใจไทยได้ประมาณเดิม 3 พรรคนี้รวมกันมีโอกาสมากนะครับที่จะได้เกิน 376 ที่นั่ง สมมติว่า หลังเลือกตั้งพรรคชนะที่1อ้างความชอบธรรมตั้งรัฐบาลก่อน อาจจะหันมารวมกันได้ซึ่งจะเป็นทางที่ทำให้ทหารต้องหลุดไปจากการเมืองที่วางแผนไว้สืบทอดอำนาจ

อีกสมการหนึ่งที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ได้เสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนเกิน251คนก็คือ การดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาลนั่นเอง ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากก็อย่าเพิ่งมองข้ามทางออกนี้

เพราะหากหลังเลือกตั้งแม้ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งรัฐบาลได้ แต่ไม่ได้เสียงข้างมากในสภา ถึงตอนนั้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองก็จะกลับมาอีก และประชาชนกลุ่มหนึ่งเขาเห็นว่าพรรคของเขาเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ1 สิ่งที่มองเห็นก็คือ ความรุนแรงนั่นเอง

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan




กำลังโหลดความคิดเห็น...