xs
xsm
sm
md
lg

การเมืองไม่มีมิตรแท้ "เพื่อแม้ว"ถล่ม"อนาคตใหม่"จมดิน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

**นาทีนี้กลายเป็นว่า ฝ่ายที่น่าเห็นใจมากที่สุดก็น่าจะเป็นมวลชนที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และเคยสนับสนุนเครือข่ายการเมืองของครอบครัวทักษิณ ชินวัตร ที่จะต้องสับสน ละล้าละลัง ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปต่อแบบไหนดี เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกก็ได้ ที่ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจได้ลำบากที่สุด ก็ได้
หากย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2544 เป็นต้นมา และชนะการเลือกตั้งถล่มทลายมาเรื่อยๆ แม้จะถูกยุบพรรคด้วยข้อหาทุจริตมากี่ครั้ง กี่พรรค แต่เมื่อไปเซ้งหัวพรรคใดมาก็ตาม จนล่าสุดมาใช้ชื่อ พรรคเพื่อไทย ชาวบ้านจำนวนมากก็ยังเทเสียงให้ทุกครั้ง จนบางครั้งมีการเหน็บแนมว่า "ส่งเสาไฟฟ้า" มาให้เลือก ก็จะเลือก อะไรประมาณนั้น
ด้วยฐานมวลชนสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นดังกล่าว ทำให้ เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร มีความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง พวกเขาก็ต้องชนะและได้กลับมาเป็นรัฐบาลกุมอำนาจรัฐได้ทุกครั้ง และด้วยวิธีการ "เลือกตั้ง" ดังกล่าวนี่เอง ที่พวกเขารวบรัดเคลมเอาว่าเป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย" ที่ทุกอย่างตัดสินกันด้วยการเลือกตั้ง หรือแม้แต่เคยนำมาใช้กดดันในเรื่อง "คดีทุจริต" ก็เคยทำมาแล้วเมื่อครั้งที่ ทักษิณ ชินวัตร เคยถูกดำเนินคดีใน"คดีซุกหุ้น"เมื่อหลายปีก่อน
อย่างไรก็ดี ในวันนี้ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีการกำหนดกติกาใหม่ มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาบังคับใช้ สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในต้นปีหน้า โดยรับรู้ว่า ภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่จะไม่มีพรรคการเมืองใดชนะได้เสียงข้างมากเด็ดขาด และสำหรับพรรคเพื่อไทย เมื่อพิจารณาจากฐานคะแนนเสียงที่เคยได้ เมื่อการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ปี 2554 จะทำให้คาดว่า พรรคการเมืองนี้ไม่น่าจะได้ ส.ส.เขตเกิน 200 เสียง และยังส่งผลทำให้ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลดลงไปด้วย
แต่ด้วยวิธีนับคะแนนแบบใหม่ ที่ทุกคะแนนมีความหมายจะถูกนำไปนับรวมกันแล้วหารเฉลี่ยออกมา ในความหมายคือ คะแนนจะไม่ตกหล่น ดังนั้นเพื่อจะรักษาจำนวน ส.ส.ที่เคยได้เอาไว้ให้มากที่สุด เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ ในแบบที่เรียกว่า "แยกกันเดิน รวมกันตี" โดยแตกออกมาเป็นพรรคเล็ก พรรคน้อยมากมาย เพื่อเก็บตกคะแนนในทุกเขตเลือกตั้ง นำมารวมให้ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือ ปาตี้ลิสต์ แม้ว่าในการแตกพรรคดังกล่าวออกมาจะมีเรื่องของความ "ขัดแย้งหมางใจ" กันในพรรคเพื่อไทย ระหว่างบรรดา "เจ๊ๆ" ทั้งหลาย ที่ปะทุขึ้นมาหลังจาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เข้ามามีบทบาทในพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
มีการแตกออกมาเป็นพรรค "ไทยรักษาชาติ" หรือก่อนหน้านี้ ก็มีพรรคเพื่อชาติ เพื่อธรรม และอีกหลายชื่อ ที่จำไม่หวาดไม่ไหว รวมไปถึงพรรคแนวร่วมอย่างพรรค "อนาคตใหม่"
อย่างไรก็ดี เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นจะแยกโฟกัสเฉพาะพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ เพราะมีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปจาก "แนวร่วม" กลายเป็น"คู่แข่ง" หรืออาจพัฒนากลายเป็นศัตรูกันก็เป็นได้ในอนาคต หากไม่มีการจำกัดขอบเขตการตอบโต้ โจมตี
หากย้อนกลับไปพิจารณายุทธศาสตร์ดั้งเดิมของพรรคเพื่อไทย หรือ ครอบครัว ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการ "เก็บทุกคะแนนเสียง" ที่เคยได้ ทำให้ต้องมีการ "แตกพรรค" ออกมาในสารพัดชื่อดังกล่าว ขณะเดียวกันสำหรับ "พรรคอนาคตใหม่" รับรู้กันว่าเป็น"พันธมิตร" ทางการเมืองหรือแนวร่วมต่อกัน สังเกตุได้จากในช่วงเริ่มแรก จะมีบุคลากรหลายคนที่เคยอยู่ร่วมในพรรคเพื่อไทย แต่มีปัญหาในพื้นที่เลือกตั้ง หรือไม่อาจแทรกเข้าไปเป็น "ตัวจริง" ในพรรคเพื่อไทยก็ไปลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม พรรคอนาคตใหม่ เป็นต้น และที่สำคัญมีการมองกันว่าพรรคนี้จะมีฐานเสียงเป็น"คนรุ่นใหม่" ซึ่งถือว่ามาแรงไม่เบา
อย่างที่บอกว่า สำหรับพรรคอนาคตใหม่นั้นเป็นแค่ "แนวร่วม" หรือแค่พันธมิตรฯ ทางการเมือง ไม่ใช่ "ออกมาจากมดลูกเพื่อไทย" คนละทุน คนละกระเป๋า" และฐานมวลชน ก็มีรายละเอียดแยกย่อยออกไป สถานะจึง "ไม่ใช่ลูกน้อง" หรือ "ข้าทาสบริวาร" คงสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ดังใจ ก็ได้
แต่ภาพที่เห็นชัดเจนก็คือ เมื่อเกิดความเคลื่อนไหวของพรรค "ไทยรักษาชาติ(ทษช.)" ที่ได้เห็นบรรดา "ลูกท่านหลานเธอ" ทั้งจากครอบครัวชินวัตร และระดับขาใหญ่ในพรรคเพื่อไทย จำนวนมากแห่แหนกันมาเปิดตัวในพรรคนี้กันอย่างคึกคัก แม้แต่ "ลูกโอ๊ค" พานทองแท้ ชินวัตร ก็ยังมีท่าทีสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า และที่สำคัญ ภาพที่แสดงออกมาให้สังคม และมวลชนได้เห็นก็คือ เป็นภาพ "ของคนรุ่นใหม่"
**เมื่อเป็นแบบนี้ มันก็เหมือนเจตนาที่จะแย่ง หรือดึงเอามวลชนกลับมาจากพรรคอนาคตใหม่ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้กลับคืนมาสู่พรรคไทยรักษาชาติ เป็นหลัก และจากนั้น ก็นำไปสู่การเปิดศึกถล่มแกนนำพรรคอนาคตใหม่โดยเฉพาะ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แบบหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ สังเกตุได้จากระดับ "ปลายแถว" ของพรรคเพื่อไทย อย่าง "หมวดเจี๊ยบ" ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง ที่ออกมาอัด นายธนาธร โดยยกเอาเรื่องที่วิจารณ์เรื่องนโยบายปราบปรามยาเสพติด ในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร และพยายามโยงกล่าวหาจุดยืน ที่ไปเห็นใจ "เฌอปราง อารีย์กุล" กัปตัน บีเอ็นเค 48 ที่ไปร่วมจัดรายการ "เดินหน้าประเทศไทย" งานนี้ถือว่าได้รับสัญญาณเต็มๆ จากลูกพี่ เพราะคนระดับแบบนี้ จะพูดอะไรต้องมองทางลมก่อน
จากเรื่องดังกล่าว นำไปสู่ดรามา ถกเถียงกันบานปลาย เพราะมีหลายคนเริ่มเข้ามาร่วมวงวิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็น นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ออกมาโจมตี นายธนาธร ในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน และแม้ว่ากรณีของ เฌอปราง ย่อมเกี่ยวพันกับ "แฟนคลับ "หรือ"โอตะ" ที่เป็นฐานเสียงคนรุ่นใหม่จำนวนมากอย่างแน่นอน และเรื่องนี้ ก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งที่รักษาหรือ "แย่ง" กลับมาหรือไม่เช่นนั้นก็ต้องทำลายไม่ให้ได้ไปครอบครองฝ่ายเดียวอะไรประมาณนั้น
**ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มันทำให้เห็นแนวโน้มว่า นาทีนี้พรรคไทยรักษาชาติ ต้องการที่จะรักษาฐานเสียงเดิมเอาไว้ทุกคะแนน ไม่ยอมแบ่งให้ใครแล้ว โดยเฉพาะกับพรรคอนาคตใหม่ ที่เริ่มรุกเข้ามาในฐานของคนรุ่นใหม่ และเริ่มจะครอบครองเสียงของพรรคเพื่อไทยเดิมไม่น้อย ดังนั้น นี่คือปฏิบัติการ"ยึดคืน" และที่สำคัญสะท้อนให้เห็นว่ามัน "ไม่มีมิตรแท้" สำหรับการเมือง และยิ่งเป็นแค่ "พันธมิตร" ไม่ใช่"ลูกน้องบริวาร" สั่งไม่ได้ เมื่อคิดว่าเริ่มเป็นภัย ก็ต้องสกัดเอาไว้ก่อน !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...