xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ทะลุ 100 ล้าน! ขออีก 100 ล้าน! ทุนวิจัย “ยารักษามะเร็ง” ผลิตแอนติบอดี้เพื่อคนไทย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับตัวเลขการบริจาคสมทบทุนวิจัย “ยาแอนติบอดีรักษามะเร็ง” ต่อยอดรางวัลโนเบล ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทะลุ 100 ล้าน สำหรับการระดมทุนเพื่อ “การวิจัยพัฒนาผลิตยาต้านมะเร็ง จากภูมิคุ้มกันของมนุษย์” ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กำลังปฏิวัติวงการสาธารณสุขไทย เพื่อคนไทยเข้าถึงยารักษามะเร็งได้ในราคาถูกลง

หากงานวิจัยชิ้นนี้สำเร็จ หมายความว่าในอนาคตอันใกล้คนไทยจะสามารถเข้าถึงยารักษามะเร็ง หรือยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) สนนราคาค่าใช้จ่ายถูกลงหลายเท่าตัว จากเข็มละ 250,000 บาท เหลือเพียง 20,000 บาท อีกทั้งภาครัฐยังมีแนวทางผลักดันยาเข้าสู่ระบบบัตรทอง เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมกันอีกด้วย

ทว่า ยังขาดทุนวิจัย โดยเบื้องต้นตั้งเป้าไว้ประมาณ 200 ล้านบาท จึงมีการเชิญชวนขอระดมทุนจากคนไทยที่มีรายได้ 40 ล้านคน ช่วยบริจาคคนละ 5 บาท สมทบทุน “การวิจัยพัฒนาผลิตยาต้านมะเร็ง จากภูมิคุ้มกันของมนุษย์” กองทุนวิจัยศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อการคิดค้นยารักษาและต่อลมหายใจผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ โดยมี นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวเรือใหญ่ ประกาศขอระดมทุนตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา กระทั่งล่าสุด วันที่ 31 ต.ค. 2561 ยอดบริจาครวม 109,410,788.01 บาท

เฟซบุ๊ก CU Cancer Immunotherapy Fund ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์อธิบายข้อมูลงานวิจัยแห่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็งความว่า

“ยาแอนติบอดี้ที่เรากำลังพัฒนาสำหรับรักษามะเร็ง ปลดล็อคการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้อย่างไร จากการค้นพบโปรตีน PD-1 โดย Tasuku Honjo ที่ได้รับรางวัลโนเบล นำไปสู่การพัฒนาการรักษาด้วยยาภูมิต้านมะเร็ง โดยในเซลล์มะเร็งบางชนิด มีโปรตีนที่มาจับกับ PD-1 และปิดกั้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นเสมือน “เบรก” ที่หยุดไม่ให้เม็ดเลือดขาวมาทำลายตัวมะเร็ง

โดยยาแอนติบอดี้ที่พัฒนาอยู่นี้ เป็นยากลุ่ม Immune Checkpoint Inhibitor จะไปยับยั้งกระบวนการนี้ ยกเบรกออก ปลดล็อคการทำงานของเม็ดเลือดขาว ให้สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ ในร่างกายเราทุกคนมีกระบวนการทางธรรมชาติที่คอยตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว เพียงแค่ถูกกระบวนการบางอย่างขวางไว้เท่านั้น ยาแอนติบอดี้ตัวนี้จึงเป็นความหวังของการรักษามะเร็งในประเทศไทยในอนาคต เป็นแนวทางเดียวกับยาที่นำเข้าจากต่างประเทศและราคาสูงในปัจจุบัน

ในกลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อยา มีผลการรักษาที่ดีมาก และได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับการรักษาภูมิคุ้มกันบำบัดแบบอื่นๆ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง กำลังพัฒนายาตัวนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนไทย ปัจจุบันมีการวิจัยเพื่อคาดคะเนการตอบสนองของยาแอนติบอดี้ ด้วยการตรวจยีนแล้ว ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้มีการพัฒนาการตรวจยีนเพื่อคาดการณ์การตอบสนองของยาเช่นกัน”

ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 มะเร็งครองแชมป์คร่าชีวิตคนไทยอันดับ 1 อีกทั้งมีแนวโน้มป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ล่าสุด พบผู้ป่วยใหม่ 112,392 คนต่อปี กล่าวคือ คนไทยมีอัตราการเป็นมะเร็งสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคร้ายที่พบในคนไทยมากที่สุด

มะเร็งเป็นโรคที่รักษาตามอาการ ไม่มียาหรือวิธีการรักษาที่การันตีผลลัพธ์ อีกทั้งการรักษาในปัจจุบัน อาทิ การรักษาด้วยคีโม หรือเคมีบำบัด (chemotherapy) การรักษาด้วยวิธีฉายแสง หรือการฉายรังสีรักษา (radiotherapy) และอีกวิธีที่นิยมทำกันคือ 3 ใช้ยาพุ่งเป้า (targeted therapy) มีผลข้างเคียงด้านลบต่อคนไข้ค่อนข้างสูง

งานวิจัย “ยาแอนติบอดีรักษามะเร็ง” ในครั้งนี้ นับเป็นความหวังใหม่ของระบบสาธารณสุขของไทย ในส่วนความเป็นมานั้น “นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล” ผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ต่อยอดงานวิจัยรางวัลโนเบลสาขาสรีศาสตร์หรือการแพทย์ ประจำปี 2018 โดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสรีศาสตร์หรือการแพทย์ ที่สถาบันแคโรลินสกา ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ประกาศมอบ รางวัลฯ แก่ นายเจมส์ พี. อัลลิสัน ศาสตราจารย์จากศูนย์มะเร็งเอ็ม.ดี. แอนเดอร์สัน มหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา และนายทาซูกุ ฮอนโจ ผู้เชี่ยวชาญระบบภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น จากผลงานการค้นพบวิธี บำบัดมะเร็ง ด้วยการควบคุมการตอบสนองเชิงลบในระบบภูมิคุ้มกัน

การค้นพบการรักษามะเร็งด้วยระบบภูมิคุ้มกันของ หมออัลลิสัน และหมอฮอนโจ ซึ่งค้นพบเมื่อประมาณปี 1995 หลังจากนั้นมีบริษัทยายักษ์ใหญ่ รวมทั้ง ศูนย์วิจัยหลายแห่ง นำไปคิดค้นต่อยอดจนผลิตยาภูมิคุ้มกันรักษามะเร็งได้สำเร็จ ซึ่งพบว่าในต่างประเทศมีคนไข้โรคมะเร็งระยะที่เกือบจะเสียชีวิต ได้รับการรักษาจากยาแอนติบอดีจนเซลล์มะเร็งสลายและหายเป็นปกติ

ด้านองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองผลลัพธ์ผ่านการเก็บข้อมูลการรักษามะเร็งทั้ง 15 ชนิด ที่มีการเก็บตัวอย่างตั้งแต่เดือน ก.ย. 2014 ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทยายักษ์ใหญ่ 6 แห่ง วิจัยผลิตยาแอนติบอดีรักษามะเร็งสำเร็จ แต่ยายังถูกใช้อย่างจำกัดเนื่องจากราคาสูงหลอดละ 250,000 บาท

ขณะที่มีการทำวิจัยเกี่ยวกับยาแอนติบอดีกว่า 1,500 งานวิจัย การลงทุนวิจัยยาตัวนี้ต้องใช้เงินสูงกว่า 1 พันล้านเหรียญ (หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท) และใช้เวลาวิจัยกว่า 7 - 10 ปี

สำหรับ นพ.ไตรรักษ์ เปิดเผยถึงเป้าหมายของงานวิจัยเพื่อผลิต “ยาแอนติบอดีรักษามะเร็ง” ที่ทีมวิจัยฯ กำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง กล่าวไว้ว่า

“...จะลดราคายาลง 10 เท่า จาก สองแสนห้าหมื่นบาท ให้เหลือสองหมื่นบาท ซึ่งยาตัวนี้ต้องให้ทุก 2 - 3 สัปดาห์ ฉีดต่อเนื่องรวมประมาณ 17 เข็ม จนครบ 2 ปี ค่าใช้จ่ายสูงกว่า 8 - 9 ล้านบาท หากการวิจัยครั้งนี้สำเร็จจะลดค่าใช้จ่ายเหลือประมาณ 6-7 แสนบาท...”

สำหรับงานวิจัย “ยาแอนติบอดีรักษามะเร็ง” ของทีมวิจัย นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล แห่งศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ้างอิงต้นแบบจาก ศ.นพ.ทาสุกุ ฮอนโจ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต 1 ใน 2 นักวิจัย ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2018

โดยกระบวนการขั้นตอนการทำงานยาแอนติบอดีรักษามะเร็งนั้น หมอฮอนโจได้ค้นพบ โปรตีน พีดี-1 (PD-1) ซึ่งอยู่บนผิวของเม็ดเลือดขาว และค้นพบว่า หาก พีดี-1 (PD-1) ได้จับคู่กับโปรตีนที่ชื่อว่า พีดี-แอล1 (PD-L1) จะทำให้ส่งสัญญาณ และทำให้เม็ดเลือดขาวไม่เข้ามาทำงาน หรือทำลายเซลล์มะเร็ง เสมือนการใส่หน้ากากหลอกว่าเป็นเซลล์ปกติ เพราะเม็ดเลือดขาวมีกลไกที่จะไม่ฆ่าหรือทำลายกันเอง ผ่านการสื่อสารกันระหว่างเซลล์ ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ก็อยู่บนเซลล์เม็ดขาวอยู่แล้ว แต่มะเร็งได้ไปหยิบยืมกลไกนี้มาใช้เพื่อไม่ให้ถูกทำลาย

นอกจากเปิดระดมทุนจากพี่น้องชาวไทยตามที่กล่าวมา เบื้องต้นสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขได้สมทบเงินเข้ากองทุนวิจัย 10 ล้านบาท และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สนับสนุนอีก 3 ล้านบาท และอนาคตอันใกล้หากผลิตยารักษามะเร็งสำเร็จ กระทรวงสาธารณสุขจะผลักดันให้ยารักษามะเร็งดังกล่าวเข้าสู่ระบบบัตรทอง เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมกันและมีประสิทธิภาพ

แน่นอน ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยและประเทศชาติอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องบประมาณประเทศในการจัดซื้อยารักษามะเร็งที่มีถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายโดยรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท

สำหรับ แผนงานวิจัยแบ่งเป็น 3 ช่วง ซึ่งทีมวิจัย นพ.ไตรรักษ์ อยู่ในช่วงที่ 1 คือ การสร้างต้นแบบ ซึ่งได้ต้นแบบที่คล้ายกับตัวที่มาจับกับ พีดี-1 (PD-1) เพื่อแยกออกมาจาก พีดี-แอล1 (PD-L1) แล้ว แต่เป็นผลที่ปรากฏในหลอดทดลอง ยังไม่ได้นำไปทดลองในสัตว์หรือมนุษย์ ส่วนขั้นต่อไปต้องสร้างแอนติบอดี ที่มีรูปร่างคล้ายกับที่มีอยู่ในมนุษย์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ส่วนในช่วงที่ 2 จะเป็นขั้นตอนของการผลิตแอนติบอดีให้ได้จำนวนมาก ใช้เวลา 2 ปี จะได้ยาเป็นขวด เพื่อนำไปใช้ในสัตว์ทดลอง หลังจากนั้นจะนำไปใช้ในสัตว์ทดลอง ก็จะใช้เวลาอีก 1 ปีครึ่ง ถ้าทุกอย่างออกมาได้ผลจะเริ่มใช้ในคนซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็ง ที่มาเป็นอาสาสมัครเพื่อทดลองตัวยา (ยังไม่ใช้ในการรักษาทั่วไป ต้องรอต่อไปอีกประมาณ 4 - 5 ปี)

ท้ายที่สุด ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ หาก “ขาดเงินทุน” สำหรับวิจัยเพื่อผลิต “ยาแอนติบอดีรักษามะเร็ง” วิทยาการทางการแพทย์อันเป็นความหวังใหม่ของระบบสาธารณสุขของไทย

ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคได้ที่ กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ บัญชีออมทรัพย์คณะแพทยศาสตร์ เลขที่บัญชี 408-004443-4 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย อีเมลล์ : CUCancerIEC@gmail.com, เฟซบุ๊กแฟนเพจ CU Cancer Immunotherapy Fund ทั้งนี้ ใบเสร็จสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า




กำลังโหลดความคิดเห็น...