xs
xsm
sm
md
lg

ความอนาล็อกใน#ตู่ดิจิทัล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ


ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และตัวเต็งคนสำคัญที่เชื่อกันว่า จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังเลือกตั้ง จะเริ่มติดใจกับการเป็น#ตู่ดิจิทัล ของตัวเอง เพราะเที่ยวเอามือถือส่องใครต่อใครแล้วบอกว่าจะเอาไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก

แม้เฟซบุ๊กไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วัน แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารของโลกยุคใหม่มาหลายปีแล้ว เครื่องมือที่ชื่อเฟซบุ๊กก่อให้เกิดสื่อปักเจกชนขึ้นมาจำนวนมาก ไม่ต่างกับนักรบอิสระในสมรภูมิข่าวสารที่รุกรบเร็วเคลื่อนไหวเร็วจนเปลี่ยนภูมิศาสตร์ใหม่ของวงการสื่อสารมวลชนที่ขนบแบบเก่ากำลังถูกทำลายล้างด้วยเทคโนโลยีจนต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้เป็นไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะกลายเป็นตู่ดิจิทัลนั้น เราคงได้เห็นสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของเขมรเข้าสู่การเป็น #ฮุนดิจิทัล มานานแล้ว เท่าที่ผมติดตามฮุนเซนน่าจะเป็นคนแรกๆ ด้วยซ้ำที่ใช้ระบบเฟซบุ๊กไลฟ์สดผ่านเพจทางการของตัวเอง พูดได้ว่า ฮุนเซนก้าวล้ำกว่าตู่ดิจิทัลที่พูดภาษาบ้านๆ ว่าเพิ่งบ้าเห่อไม่นานนี้มากนัก

แต่นั่นอาจเป็นเพราะฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงต้องหาเสียงกับประชาชนโฆษณาชวนเชื่อประชาสัมพันธ์กับประชาชน แต่พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งคิดจะเป็นนักการเมืองไม่กี่วันมานี้เอง จึงเพิ่งสนใจมาเล่นเฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารทางตรงกับประชาชน

ทั้งนี้ทั้งนั้นการเข้าสู่ความเป็นฮุนดิจิทัลก็ไม่ได้หมายความว่า ฮุนเซนจะมีความคิดทางการเมืองที่ก้าวล้ำทันสมัยไปด้วย ฮุนเซนยังคงเล่นการเมืองแบบเก่าใช้ความได้เปรียบในการกุมอำนาจรัฐเอาเปรียบคู่แข่งทุกวิถีทาง รวมถึงการยุบพรรคคู่แข่งขันของตัวเองในการเลือกตั้งครั้งหลัง

ฮุนเซนก็เหมือน พล.อ.ประยุทธ์นี่แหละที่มาจากผู้บัญชาการทหาร เขาเคยก่อการรัฐประหารเพื่อขับไล่พรรคการเมืองคู่แข่ง และยึดครองอำนาจผ่านการเลือกตั้งด้วยกติกาที่ได้เปรียบและข้อหาถึงความไม่โปร่งใสในการชนะเลือกตั้งเกือบทุกครั้ง

อาจจะต่างกันตรงที่ฮุนเซนมีความมุ่งหมายที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ต้นเพราะเขาก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่อายุ 33 ปี จนบัดนี้อายุ 65 ปีแล้วก็นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่

ถ้าถามถึงความมุ่งหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ ผมก็เชื่อว่า การรัฐประหารของเขาเมื่อปี 2557 เป็นความจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ถ้าทหารไม่เข้ามาบ้านเมืองก็จะเป็นกลียุคกลายเป็นรัฐล้มเหลว เพราะรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้แล้ว มีการใช้อาวุธสงครามเข้ามาทำร้ายฝ่ายชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

แน่นอน พล.อ.ประยุทธ์อาจจะมีบทเรียนจากการรัฐประหารของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เขาเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง และเขามีบทเรียนจาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหารว่า การเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วนั้น จะทำให้การปฏิวัติเสียของเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองได้

พล.อ.ประยุทธ์จึงเข้ามาบริหารประเทศในระยะเวลาที่นานกว่า 4 ปีแล้ว และน่าจะเกือบๆ 5 ปีในการเลือกตั้งที่จะมาถึงข้างหน้า ถึงจะพยายามสร้างกลไกต่างๆ ผ่านรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นใหม่ แต่เมื่อดูเนื้อหาแล้วพูดได้เลยว่า แม้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นใหม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยในเชิงโครงสร้างหรือที่เรียกว่า การปฏิรูปการเมืองได้

การบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์แม้จะมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่ในมือ ไม่มีฝ่ายค้านในสภา แต่เราก็ไม่ได้แสดงให้เห็นความสามารถในการบริหารประเทศอันโดดเด่น มิหนำซ้ำพล.อ.ประยุทธ์ก็บริหารบ้านเมืองแบบนักการเมืองทั่วไปและใช้กลไกของระบบราชการในการขับเคลื่อนประเทศเท่านั้นเอง

แม้จะแตกต่างกันเรื่องเวลาแต่ผลลัพธ์ของ พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.สุรยุทธ์ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก เพราะสิ่งที่รัฐบาลสุรยุทธ์และรัฐบาลประยุทธ์ควรทำคือเปลี่ยนใจประชาชนที่ภักดีต่อทักษิณ อธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงผลเสียที่ทักษิณเข้ามาใช้นโยบายประชานิยมเพื่อแลกใจมวลชน แล้วแสวงหาประโยชน์เข้าตัวเองจากอำนาจอย่างไร แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นอันเป็นข้อแตกต่างของ พล.อ.สุรยุทธ์กับ พล.อ.ประยุทธ์ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ติดใจในรสชาติของอำนาจและมีความปรารถนาจะกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังเลือกตั้ง

กระบวนการต่างๆ ในการกลับสู่อำนาจจึงถูกสร้างขึ้นโดยกลไกของระบอบประชาธิปไตย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ร่างโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และคณะซึ่งไม่ตอบสนองการอยู่ในอำนาจจึงถูกฉีกทิ้ง และให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญใหม่จนตอบสนองการสืบทอดอำนาจด้วยการให้ ส.ว.ที่จะเป็นคนแต่งตั้งเองก่อนพ้นจากตำแหน่งเข้ามาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งได้ด้วย

จากนั้นจึงสร้างพรรคการเมืองเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง แต่ด้วยความไม่จัดเจนทางการเมืองทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องพึ่งพานักการเมืองที่เคยแวดล้อมทักษิณมาก่อน จากแรกๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์วิจารณ์นักการเมืองด้วยถ้อยคำที่รุนแรง กลายเป็นเสียงนอบน้อมต่อนักการเมืองมากขึ้น และเมื่อรู้ว่าต้องพึ่งมือในสภาจึงต้องระดมกวาดต้อนนักการเมืองที่ไม่เลือกเฉดสีมาเข้าคอก

จนกระทั่งสะท้อนความปรารถนาที่เข้าสู่การเมืองออกมาต่อสาธารณะด้วยทีท่าอารมณ์ที่ยอมรับ พยายามทำทุกอย่างที่นักการเมืองควรจะทำเพื่อสร้างคะแนนนิยม เพียงแต่วันนี้ยังไม่ปริปากออกมาด้วยวาจาเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้เปรียบจากกติกาที่เขียนขึ้นมาแล้วลงมาเป็นผู้เล่นในเกมด้วยตัวเอง แต่องค์ประกอบที่ซับซ้อนของการเมืองก็ไม่ง่ายเลยที่พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาผู้แทนหลังเลือกตั้งได้ แน่นอนว่า หากต้องการเพียงเป็นรัฐบาลไม่ใช่เรื่องยากเพราะรวมกับเสียง ส.ว.แล้วต้องการ ส.ส.อีกเพียง 126 เสียงใน 500 แต่ถามว่า ถ้าไม่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทน ระหว่างเป็นรัฐบาลรักษาการไปก่อนและยังมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่ในมือ กับตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยในกรณีที่ฝั่งตรงข้ามยึดกุมเสียง ส.ส.เกิน 250 พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกแบบไหน

และแม้รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้จะกำหนดว่าต้องตั้งรัฐบาลในกี่วันหลังเปิดสภา ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดนั่นหมายความว่าจะรักษาการไปกี่วันก็ได้ แต่ถามว่า สมมติฝ่ายโน้นได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทน แต่ฝ่ายนี้มีเสียงมากกว่าจากสองสภา แต่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่เสียทีจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

ที่สำคัญรอบๆ พล.อ.ประยุทธ์ยังเต็มไปด้วยคนแบบนักปั่นยอดไลค์เพลงประเทศกูมีที่ขยันแล้วยิ่งทำให้พัง

เมื่อพิจารณาแล้วแม้เทคโนโลยีจะทำให้มีตู่ดิจิทัล แต่การเมืองไทยและผู้เล่นก็ยังเป็นระบบอนาล็อกไม่ก้าวไปไหนนั่นเอง

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
กำลังโหลดความคิดเห็น...