xs
xsm
sm
md
lg

ประยุทธ์จองเก้าอี้หลังเลือกตั้ง แต่จุดจบยังยากจะคาดเดา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

ผมเคยวิเคราะห์ไว้แล้วว่า การเมืองหลังเลือกตั้งจะถึงทางตันและจะทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ แม้ว่า ฝั่งที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจะมีแต้มต่อมากคือ ต้องการเสียงส.ส.อีกเพียง 126 เสียงเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่ฝั่งพล.อ.ประยุทธ์ต้องได้แน่ๆ ถ้ามองจากพรรคการเมืองที่สนับสนุน


แต่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการนั้น เส้นยาแดงอยู่ที่จำนวน ส.ส.251คน ที่จะทำให้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนด้วย แต่ต้องการมากกว่านั้นเพื่อให้มีความมั่นคงด้วย

ส่วนฝ่ายตรงข้ามต้องการเสียงใน ส.ส. เส้นยาแดงอยู่ที่ 376 คน และต้องการมากกว่านั้นเพื่อให้มีความมั่นคงถ้าได้เป็นรัฐบาลเช่นเดียวกัน

แต่อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่า ทั้งสองฝ่ายยากจะไปสู่จุดที่ต้องการ เพราะถ้าฝั่งตรงข้าม พล.อ.ประยุทธ์ได้ที่นั่งรวมกันมากกว่า 251 เสียงซึ่งมีโอกาสสูงมากหากรวมพรรคเพื่อไทยกับอนาคตใหม่และพรรคอื่นๆที่แตกออกมารวมกัน ก็จะเหลือ ส.ส.ให้ฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์อย่างมากที่สุดคือ 249 เสียง ส่วนฝั่งตรงข้ามพล.อ.ประยุทธ์ต้องการ ส.ส. 376 เสียง ก็เป็นไปได้ยาก เพราะถ้าฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ ส.ส.126 เสียงขึ้นไปก็จะเหลือ ส.ส.อีกไม่เกิน 374 เสียง

นั่นแสดงว่าจะไม่ถึงฝั่งฝันทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์จะชิงตั้งรัฐบาลได้ด้วยเสียงส.ส. 126 เสียงบวกกับส.ว.ที่ตั้งมากับมืออีก 250 เสียง แต่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทน

และพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหลังเลือกตั้งอย่างแน่นอน ถ้าไม่มีเหตุอะไรมาทำให้เขาเปลี่ยนใจก่อนจะถึงการเลือกตั้งปีหน้า

นี่เป็นตัวเลขที่คาดการณ์จากการแสดงจุดยืนของพรรคการเมืองต่างๆว่าจะอยู่ฝั่งไหน

แต่ถามว่า เป็นไปได้ไหมที่ฝั่งไม่เอาประยุทธ์จะรวมกันได้มากกว่า 376 เสียง ผมว่า ก็มีนะ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคขนาดกลางอย่างภูมิใจและพรรคอื่นๆ มาจับมือกับฝั่งเพื่อไทยก็จะมีเสียงพอที่จะตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎีแต่ยากมากในทางปฏิบัติ

มันเป็นเรื่องวัดใจวันนั้นแหละครับว่า ส.ส.หรือฝั่งพรรคการเมืองเดิมจะเอาอย่างไร จะจับมือกันออกจากทหารหลังเลือกตั้ง หรือยืนอยู่ฝั่งทหารเพราะมีความมั่นคงกว่าได้เป็นรัฐบาลยาวและมีโอกาสสูงมากที่รัฐบาลที่ผูกกับส.ว.ที่ตัวเองแต่งตั้งจะอยู่ไปอีก 8 ปีถ้าสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนได้ แต่ถ้าออกจากทหารหลังเลือกตั้งก็จะกลับไปสู่การเมืองแบบเดิมใต้อำนาจของนักการเมืองหน้าเดิมๆ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้นำบ้านเมืองไปสู่วิกฤต

คำถามว่า หากเป็นเช่นนั้นได้นักการเมืองจะสรุปและทบทวนบทบาทของตัวเองอย่างไร เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม

บางคนบอกว่า แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะชิงตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ นักการเมืองในรัฐบาลก็ล้วนมาจากคนหน้าเดิมทั้งสิ้นเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปกว่ากันเท่าไหร่ เพียงแต่ต่างกันที่พล.อ.ประยุทธ์มี ส.ว.ในมือและมีกองทัพหนุนหลัง

ในขณะที่บางคนบอกว่าอำนาจในกองทัพของ พล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์นั้นไม่มีเหลืออยู่แล้ว พูดแบบบ้านๆ ก็คือ “ตีนลอย” แล้ว

ที่สำคัญอย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์วันนี้ต่างกับ พล.อ.ประยุทธ์ในวันแรกที่เข้ามายึดอำนาจเพราะบ้านเมืองกำลังเป็นกลียุค แต่เป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่อยู่ในอำนาจมาแล้ว4ปี และจะใกล้ๆ 5 ปีที่คนส่วนใหญ่เห็นความสามารถ อารมณ์ และสติปัญญาแล้ว ในวันที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้า

ความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ของโพลต่างๆ ที่ทำสำรวจมีความนิยมลดลงมาเรื่อยๆ ซึ่งสอดคล้องกับความเบื่อง่ายของคนไทย แม้ฝ่ายที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์จะยกผลงานต่างๆ และสื่อสารทำนองว่า นี่ไงที่รัฐบาลทหารทำถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยทำแบบนี้ได้ไหม แต่ถามว่า การเปรียบเทียบแบบนั้นถูกต้องหรือไม่ ผมคิดว่าไม่น่าถูกต้อง เพราะรัฐบาลประชาธิปไตยไม่ได้มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเหมือนรัฐบาลทหาร ยึดถือกฎกติกาที่แตกต่างกัน

ถ้าจะเปรียบเทียบฝีมือทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องไปดูตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์หากได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งโน่นล่ะ

แต่เท่าที่สำรวจในโซเชียลมีเดียยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ยังปลื้มรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ประเภทที่ไม่ว่าทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด แต่เมื่อเทียบกับปีแรกผมคิดว่าเหลือน้อยลงมาแล้วที่ยังหลงรักหลงใคร่ไม่เสื่อมคลาย

ความพยายามกลับเข้าสู่อำนาจเทียบกับรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่เป็นรัฐบาลหลังยึดอำนาจกับ พล.อ.ประยุทธ์ตอนนี้ มีหลายอย่างที่คล้ายๆ กัน แม้ในตอนที่ยึดอำนาจ พล.อ.สุจินดาจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีทันทีเหมือนกับ พล.อ.ประยุทธ์แต่เชิญนายอานันท์ ปันยารชุน มารับตำแหน่ง

แต่เมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้งจะเห็นความคล้ายกันคือ สมัยของ พล.อ.สุจินดานั้นมีการตั้งพรรคสามัคคีธรรมมารองรับแบบเดียวกับพรรคพลังประชารัฐตอนนี้แล้วมีพรรคการเมืองอีกจำนวนหนึ่งสนับสนุน แต่ผมคิดว่า สถานะและความสัมพันธ์กับกองทัพตอนนั้นของ พล.อ.สุจินดากับสถานะและความสัมพันธ์กับกองทัพตอนนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์แตกต่างกันมาก เพราะเมื่อ พล.อ.สุจินดา วางมือจากกองทัพตอนนั้น ก็ผ่อนถ่ายเก้าอี้ผบ.ทบ.ให้กับ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี เพื่อนและพี่ภรรยามานั่งตำแหน่งแทนเพื่อค้ำบัลลังก์ให้กับตัวเอง

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ในวันนี้มีการวิเคราะห์กันว่า ไม่มีอำนาจชี้นำในกองทัพหรือหลุดออกมาแล้วนั่นเอง

แต่ความมุ่งมั่นที่จะกลับมาสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์มีสูงเมื่อเทียบกับ พล.อ.สุจินดาในตอนนั้นที่เดิมวางไว้ให้นายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายณรงค์กลับถูกแบล็คลิสต์จากสหรัฐอเมริกาจนต้องหันมาชู พล.อ.สุจินดาที่เคยประกาศไม่รับตำแหน่งจนกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่อ้างว่าเสียสัตย์เพื่อชาติและถูกพลังประชาชนขับไล่ในที่สุด

อย่างไรก็ตามหากเทียบความพร้อมในการสร้างพรรคเพื่อเข้าสู่การเมืองของพล.อ.สุจินดาและพล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์มีระบบมากกว่า มีการสร้างนโยบายประชารัฐที่สอดคล้องกับชื่อของพรรค มีการสร้างคะแนนนิยมด้วยนโยบายต่างๆในระหว่างเป็นรัฐบาลด้วยโครงการต่างๆ และสร้างนโยบายเมกกะโปรเจกต์ออกมาจำนวนมาก

เรียกได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์มีการเตรียมการที่จะกลับมาเป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งมากกว่าเมื่อเทียบกับพล.อ.สุจินดา

ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าการจารึกประวัติศาสตร์ของ พล.อ.สุจินดาก็คือ ถูกประชาชนลุกฮือขึ้นมาขับไล่ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์เป็นเรื่องที่ยังไม่อาจคาดการณ์ได้

แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีสำเร็จสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ในสภาผู้แทนได้และอยู่ได้ครบ 1 สมัย ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่ง 9 ปี ยาวนานเป็นอันดับ 3 รองจากจอมพลถนอม กิตติขจร ที่เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ช่วงสั้นๆในปี 2501 และมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องจากปี 2506-2516 จนเกิดวันตุลามหาวิปโยคเพราะถูกประชาชนออกมาขับไล่ จนกลายเป็นวันประชาธิปไตยของทุกปีเมื่อถึงวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านไป และจอมพล ป.พิบูลสงครามที่เป็นนายกรัฐมนตรีสองสมัยรวม 15 ปี

และถ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งต่ออีก 8 ปี คืออีก 2 สมัย ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรี 13 ปี รองจากจอมพล ป.ทันที

ณ ตอนนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะยังเอ่ยปากไม่ชัด แต่แสดงอาการออกมาแล้วว่าอยากจะไปต่อ ดังนั้นถ้าเป็นไปตามที่เข้าใจกัน พล.อ.ประยุทธ์จะยอมให้พรรคการเมืองเสนอตัวและได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่ๆ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนบทเฉพาะกาลให้ส.ว.สามารถร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก แล้วพล.อ.ประยุทธ์นั่นแหละเป็นผู้เลือก ส.ว.มากับมือตัวเองทั้ง 250 คน แม้ส.ว.บางส่วนจะมีที่มาจากการเลือกกันแบบอ้อมๆ ก็ตาม

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ออกกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีให้พรรคการเมืองเดินตาม และเขียนให้มีความผิดหากไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งสร้างความยุ่งยากให้กับพรรคการเมืองอื่นในการกำหนดนโยบายเพื่อใช้ในการหาเสียง เพราะจะออกนอกกรอบยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้เลย แต่มันจะง่ายถ้า พล.อ.ประยุทธ์เข้ามารับตำแหน่งและสานต่อนโยบาย ที่สำคัญยังเป็นคนวางบุคลลต่างๆเข้าไปนั่งในกรรมการยุทธศาสตร์นอกจากที่มาตามตำแหน่งซึ่งรวมถึงผู้บัญชาการกองทัพทุกทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย

ณ วันนี้พรรคการเมืองต่างๆ ยังถูกข้อห้ามหาเสียง แม้จะอนุญาตให้ทำกิจกรรมได้บางส่วน แต่พรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์หลายคนในพรรคและตัวพล.อ.ประยุทธ์เอง สามารถใช้การทำงานในฐานะเป็นรัฐบาลสร้างความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามถึงความไม่เป็นธรรมและการได้เปรียบเสียเปรียบกัน แต่เสียงเหล่านั้นก็ไม่ได้สะท้อนผลลัพธ์อะไรออกมามากนักนอกจากการบ่นรำพัน เมื่อเทียบกับวันเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆรอคอยนั่นคือการได้กลับมาเลือกตั้ง ดังนั้นนักการเมืองจึงตั้งตารอคอยวันนี้แม้ว่าจะถูกเขียนกติกาออกมาให้เสียเปรียบก็ตาม เพราะดูเหมือนไม่มีทางเลือกไปมากกว่านี้

ที่สำคัญตอนนี้พรรคการเมืองต่างๆ ยังถูกคำสั่งของคสช.ใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง ซึ่งมีเสียงเล็ดลอดออกมาว่าน่าจะปลดล็อกให้เมื่อถึงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง แต่ พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งประกาศเปิดตัวเพจเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และไอจีอย่างครึกโครม

ถึงตอนนี้ไม่มีอะไรมาขวาง พล.อ.ประยุทธ์กับเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งได้ ได้แต่รอดูความสามารถและอารมณ์ที่เราเห็นถึงการแสดงออกที่ฉุนเฉียวหลายครั้งก่อนหน้านี้ว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเขามาจากนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามกติกาที่เขียนด้วยตัวเองไม่ใช่รัฐบาลจากการรัฐประหารที่ยังเป็นอยู่

แต่โดยสรุปแม้ลิเกจะยังไม่โหมโรง เราก็เห็นแล้วว่า พระเอกคนต่อไปเป็นใคร เพียงแต่จุดจบของลิเกนั้นยังยากจะคาดเดา

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan




กำลังโหลดความคิดเห็น...