xs
xsm
sm
md
lg

อินเดีย...กับระเบียบโลกใหม่

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


สงสัยวันนี้...คงต้องขออนุญาตชวนร่อนไป-ร่อนมาแถวๆ ประเทศอินตะระเดียนะนายจ๋า น่าจะเหมาะกว่า เพราะนอกจากเริ่มเบื่อๆ ต่อรายการฟัดกันไป-ฟัดกันมา ระหว่างอินทรี-หมีขาว-มังกร ที่ยิ่งนานวันยิ่งซัดกันอุตลุดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือช่วงวันพุธที่ 10 ตุลาคม ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ก็ได้ป่าวประกาศออกมาเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว ว่ายังไงๆ...คงต้องเปิดฉาก “แซงชั่นอินเดีย” ที่ดันไปสั่งซื้อระบบอาวุธการป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย อีกไม่นานนับจากนี้ หรือในระดับ “Sooner than you think” เอาเลยถึงขั้นนั้น...

แม้ว่าก่อนหน้านั้น...รัฐมนตรีกลาโหมอเมริกันพลเอก “จิม” หรือ “เจมส์ แมตทิส” (Jim Mattis) ผู้ได้ชื่อฉายาว่า “หมาบ้า” แต่ก็ไม่น่าจะถึงกับ “บ้า” มากมายสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับ “ทรัมป์บ้า” เพราะเคยแสดงให้เห็นถึงความมี “สติ” อยู่บ้างในบางครั้ง บางครา หรือบางเรื่อง บางกรณี โดยเฉพาะเรื่องการ “แซงชั่นอินเดีย” เพราะการสั่งซื้อ S-400 นี่แหละ ตั้งแต่เดือนเมษาฯ ไปจนถึงเดือนกรกฎาฯ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ รายนี้ ท่านเคยออกมาแสดงความ “ไม่เห็นควรด้วย” ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง 2 ครา ด้วยการให้เหตุและผลเอาไว้ว่า “เรา(อเมริกา)ควรมีความช่างใจ...ระหว่างการเสริมความแข็งแกร่งให้กับหุ้นส่วนในภูมิภาคที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ หรือจะหันไปทอดทิ้งพวกเขา แบบไม่คิดจะให้เหลือทางเลือกใดๆ นอกเสียจากต้องหันไปพึ่งรัสเซีย” แต่ก็นั่นแหละ...ในเมื่อ “ทรัมป์บ้า” นั้น น่าจะบ้ากว่า หรือบ้าแบบของจริง-ของแท้ แถมยังชักจะ “เสพติดการแซงชั่น” ซะอีก ด้วยมาตรฐานทางกฎหมาย “CAATSA” ที่เคยนำไปใช้เล่นงานจีนมาแล้ว จึงคงต้องนำมาบังคับใช้กับอินตะระเดียอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้...

และนั่นก็เท่ากับต้องทำให้ประเทศที่มี “ตลาด” หรือมีพลเมืองไม่น้อยกว่า 1.324 พันล้านคน แถมยังเป็นประเทศที่กำลังเร่งรัดพัฒนาความเติบโต ความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ทางทะเลกันอย่างชนิดเต็มสูบ เต็มด้ามนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี “นเรนทรา โมดี” (Narendra Modi) ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศอินเดีย พร้อมกับป่าวประกาศวิสัยทัศน์ หรือนโยบายที่เรียกๆ กันว่า “สาคร” หรือ “SAGAR” (Security and Growth for All in the Region) เพื่อหาทางดลบันดาลให้พื้นที่เศรษฐกิจจำเพาะประมาณ 2.4 ล้านตารางกิโลเมตรในมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งชายฝั่งอันยาวเหยียดประมาณ 7,500 กิโลเมตร กลายเป็นพื้นที่แห่งความมั่นคง ปลอดภัย และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ครอบคลุมภูมิภาค “อินโด-แปซิฟิก” ให้จงได้ ย่อมมีอันต้องกลายเป็นพื้นที่แห่งการต่อต้าน คัดค้าน แทรกแซง หรือการ “แซงชั่น” ของอเมริกาไปจนได้อีกนั่นเอง...

แต่การต่อต้าน คัดค้าน แทรกแซงของอเมริกานั้น...น่าจะเป็นสิ่งที่แขกอินตะระเดีย อย่างนายกรัฐมนตรี “นเรนทรา โมดี” ท่านน่าจะเตรียมตัว เตรียมใจเอาไว้นานแล้ว เพราะโดยบทบาทของอินเดียในเวทีระหว่างประเทศระยะหลังๆ แทบไม่ได้ออกอาการคิดจะสนองตอบต่อ “ความต้องการทางยุทธศาสตร์” แบบหยาบๆ ง่ายๆ ของอเมริกา ที่อยากให้อินเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของการถ่วงดุลหรือการ “ปิดล้อมจีน” เอาเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่เพียงแต่อินเดียนั้น...จะถือเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจใหม่ อย่างกลุ่มประเทศที่เรียกขานกันในนามว่า “BRICS” อันประกอบไปด้วยการรวมตัวระหว่างประเทศบราซิล อินเดีย จีน รัสเซีย และแอฟริกาใต้ อันกลายเป็นฐานรองรับการก่อกำเนิดเกิดขึ้นมา ขององค์กรการเงินระดับโลกอย่างธนาคาร “New Development Bank (NDB)” และธนาคาร “Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB)” ที่อาจถือเป็นคู่แข่ง หรือเป็นอำนาจท้าทายองค์กรการเงินระดับโลกแบบเดิมๆ อย่าง “ธนาคารโลก” หรือ “World Bank” และ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” หรือ “IMF” แล้ว ล่าสุด...อินเดีย ยังถือเป็นสมาชิกถาวรรายใหม่ถอดด้ามของกลุ่มประเทศ “SCO” หรือ “Shanghai Cooperation Organization” ที่คุณพี่จีน กับคุณน้ารัสเซีย ท่านปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง มาตั้งแต่คุณพ่ออเมริกาพยายามอ้างเอาเรื่อง “สงครามกับการก่อการร้าย” บุกทะลวงเข้าไปในเอเชียกลางมาตั้งแต่นั้น...

การสั่งห้ามไม่ให้อินตะระเดียไปคบหากับรัสเซีย ห้ามไม่ให้ซื้ออาวุธรัสเซีย ทั้งๆ ที่ซื้อด้วยเงินรูปีแท้ๆ จึงออกไปทางเรื่องตลก 69 หรือเรื่องที่ยากส์ส์ส์ที่จะเป็นไปได้ เพราะไม่เพียงแต่ “อาวุธรัสเซีย” เท่านั้น กระทั่ง “น้ำมันอิหร่าน” ที่คุณพ่ออเมริกากะจะห้ามไม่ให้ประเทศใดในโลกนี้ เข้าไปซื้อๆ-ขายๆ กับประเทศที่ถูกเอาปูนหมายหัวอย่างอิหร่านโดยเด็ดขาด ถึงขั้นกะจะให้การส่งออกน้ำมันอิหร่านต้องเหลือ “ศูนย์” นับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ แต่กลับปรากฏว่า...นับตั้งแต่ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา จากที่ประเทศอินตะระเดียเคยสั่งซื้อน้ำมันจากอเมริกาวันละไม่ต่ำกว่า 347,000 บาร์เรลเป็นอย่างน้อย ตัวเลขการสั่งซื้อหรือการนำเข้าน้ำมันจากอเมริกามายังอินเดีย กลับลดลงไปถึง 75 เปอร์เซ็นต์ หรือลดลงไปเหลือเพียงวันละ 84,000 บาร์เรลเท่านั้นเอง โดยจำนวนน้ำมันที่ขาดหายลงไปนั้น อินเดียกลับหันไปหาซื้อน้ำมันจากอิหร่านมาชดเชยกันแทนที่ จนทำให้อินตะระเดียกลายเป็นประเทศที่สั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นอันดับ 2 รองจากจีนไปแล้ว ในทุกวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากที่เคยซื้อๆ ประมาณ 6 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้นเป็น 9 ล้านบาร์เรล โดยไม่ได้คิดสนใจการ “แซงชั่น” ของคุณพ่ออเมริกาเอาเลยแม้แต่น้อย...

แถมการสั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่านของอินเดียนั้น...ถือเป็นการสั่งซื้อที่ไม่ต้องเสียเวลาคิดคำนวณกันด้วย “เงินดอลลาร์” อีกต่อไปแล้ว อาศัยเงินรูปีอินเดีย (INR) และเงินรีอัล (Rial) ของอิหร่านนี่แหละ ซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยนกันอย่างคล่องคอ หรือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “De-Dollarization” หรือกระบวนการทิ้งเงินดอลลาร์ไปในตัว ยิ่งเมื่อไหร่ที่ถ้าหากถูกอเมริกาแซงชั่นการหันไปหาซื้ออะไรต่อมิอะไรจากรัสเซีย นอกเหนือไปจากแค่อาวุธ S-400 ไม่ก็หันไปหาซื้อจากจีน ก็ยิ่งทำให้กระบวนการ “De-Dollarization” ยิ่งระเบิดเถิดเทิงหนักขึ้นไปใหญ่ เพราะเป็นการซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศที่มี “ตลาด” หรือมีจำนวนพลเมือง ระดับนับเป็นพันๆ ล้าน หรือร้อยๆ ล้านขึ้นไป ยิ่งมีการป่าวประกาศในช่วงการเดินทางไปเยือนอินเดียของผู้นำรัสเซียเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ว่าสองประเทศตั้งเป้าหมายที่จะขยายการซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยนให้เพิ่มขึ้นไปอีก 3 เท่า ภายในปี ค.ศ. 2025 ให้จงได้ การ “แซงชั่นอินเดีย” ของคุณพ่ออเมริกา ที่กำลังจะมาถึงในแบบ “Sooner than you think” ของ “ทรัมป์บ้า” ก็จึงน่าที่จะเป็นไปตามข้อวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์แห่งสำนักข่าว “Sputnik” ของรัสเซียนั่นแหละ ที่สรุปเอาไว้ประมาณว่า... “US Sanctions Over S-400...Will Bring India Closer to Russia” หรือกลายเป็นการเตะวัวเข้าปากหมี กลายเป็นการทำให้ประเทศที่อเมริกาคิดจะเอามาเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” อย่างอินเดีย ยิ่งหนีไม่พ้นต้องหันไปมองหายุทธศาสตร์ใหม่ๆ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์เพื่อนำไปสู่การ “เปลี่ยนระเบียบโลก” ที่ทั้งจีนและรัสเซียนำเสนอมานานแล้วนั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...