xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

พ่อแม้วก็หนี อาปูก็หนี ห๊ะ...อะไรนะ...”ลูกโอ๊ค” ไม่หนีคดีกรุงไทย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - บรรดาคอการเมือง มองปราดเดียวก็รู้ว่าการที่อัยการสั่งฟ้อง “นายพานทองแท้ ชินวัตร” ลูกชายคนโตของ นายทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ในความผิดฐานฟอกเงิน คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย นอกจากเป็นเรื่องของคดีความที่ดำเนินไปตามกระบวนการตามกฎหมายแล้ว ยังมีนัยทางการเมืองพ่วงเข้ามาพร้อมๆ กันด้วย

ไม่เช่นนั้น คงไม่ลากเกมยาวและเลือกเอาจังหวะนี้โยนบ่วงไปมัดคอ “ลูกโอ๊ค” ให้ “คุณหญิงอ้อ” ต้องหน้าเครียด เป็นรายการจัดหนักหลังนางพญาแห่งบ้านจันทร์ส่องหล้าวางแผนแตกรังตั้งพรรคอะไหล่ แต่ยังไม่ทันจะก่อรูปแปลงร่างสำเร็จ อีกฝ่ายกลับชิงลงมือก่อน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวมีอันต้องเฉียดคุก

ผูกปมให้ชวนติดตามตอนต่อไปอย่างยิ่งว่า “ชิน-ดา-วงศ์” (ชินวัตร - ดามาพงศ์ - วงศ์สวัสดิ์) พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่พรรคอะไหล่ จะไปต่ออีท่าไหน และจะรับมือกับ “ศึกหนัก” ที่รออยู่เบื้องหน้าอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

ไหนจะต้องเผชิญกับอาฟเตอร์ช็อกของยุทธศาสตร์ “รวมกันแพ้ แยกชนะ” ที่สู้อุตส่าห์งัดขึ้นมาฟาดฟันกับ “ฝ่ายทหาร” ในการเลือกตั้ง แต่ดันก่อให้เกิด “ศึกภายใน” ฟาดปากกันเอง และทำท่าจะไม่จบง่ายๆ เสียด้วยอีกต่างหาก

ดูจากสีหน้าของ “คุณหญิงอ้อ” ในวันไปให้กำลังใจลูกชายที่ศาล และการโพสต์ระบายความในใจของคนในครอบครัว “ชินวัตร” อย่าง “เอม” พินทองทา (ชินวัตร) คุณากรวงศ์ น้องสาวของโอ๊คที่ปกติทำตัวเงียบไม่เคยตอบโต้เป็นบุคลิกที่คล้ายถอดแบบมาจาก “คุณหญิงอ้อ” ส่วนจะเป็นการพูดแทนคุณหญิงแม่หรือไม่ ไม่ยืนยัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม โพสต์ของ “เอม” บ่งบอกนัยหลายประการ

หนึ่งคือหมากเกมนี้สะท้อนถึงการไม่ปล่อยให้คนในตระกูลชินวัตร เข้ามามีบทบาททางการเมืองของประเทศไทยแลนด์แดนสยามในทุกกรณี ตามรายการสั่งเชือดที่ไล่มาตั้งแต่นายทักษิณ-คุณหญิงอ้อ-อาปู จนมาถึงรุ่นลูก “....วันนี้แล้วสินะ... ครอบครัวเราผ่านอะไรกันมาเยอะ ถูกการเมืองเล่นมาเยอะ แต่ก็คิดมาเสมอว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ จนกระทั่งมาเป็นเรื่องพี่โอ๊ค... มาถึงรุ่นพวกเราแล้วเหรอเนี่ย!...”

สอง การส่งสัญญาณขอเอาคืนไม่ยอมถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียวอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากไม่ได้ผ่านการพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ “เอม” คงไม่หงายไพ่หาญกล้าท้าชน “... แต่ในเมื่อจะทำกันขนาดนี้... เราก็คงจะไม่นั่งนิ่งเฉยให้ถูกรังแก...”

และ สาม การตามล้างตามเช็ดจะเป็นรายการแก้แค้นทางการเมืองที่ไม่มีฝ่ายไหนเลิกรา และในที่สุดก็อาจจะนำมาซึ่งความเสียหายย่อยยับของประเทศชาติ วนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือไม่

“....เอมขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ท่านที่ปรึกษาทุกท่านและทีมงานกฏหมาย ที่ร่วมกันคิดและหารืออย่างสุดความสามารถ จนสุดท้ายได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ”ถ้าสู้ตามเนื้อกฎหมายยังไงเราก็ชนะ!! แต่เรื่องของธงทางการเมืองความแค้นส่วนตัวของคนบางคน อันนี้อยู่เหนือการควบคุมและคาดเดาจริงๆ” ข้อความที่ “เอม” โพสต์ถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร ผ่านอินสตราแกรม

ธงทางการเมืองและความแค้นส่วนตัวของใครบางคน ซึ่งไม่รู้ว่า “เอม” หมายถึงใคร แต่อนุมานได้ว่านี่เป็นการวิเคราะห์ของเหล่ากุนซือฝั่งเพื่อไทยผ่านการปรึกษาหารือของพินทองทาต่อคดีของนายโอ๊ค

หากการลงมือเชือดนายพานทองแท้คราวนี้ ฝ่ายชินวัตร-เพื่อไทย มองว่ามาจากความแค้นส่วนตัวของใครบางคน และพินทองทา ถือสารโต้กลับไปว่าหากทำกันขนาดนี้เราจะไม่นิ่งเฉยให้ถูกรังแก นี่ใช่กำลังสะท้อนให้เห็นว่าเกมใต้ดินของทั้งสองฝักสองฝ่ายนับจากนี้จะรุนแรงดุดันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไม่มีคำว่าประนีประนอม ในสงครามการเมืองที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” คงใช้ไม่ได้ มีแต่ตามล้างตามเช็ดกันให้สิ้นซาก ใช่หรือไม่?

สำหรับโพสต์ให้กำลังใจ “พี่ชายโอ๊ค” จาก “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่แรงไม่ตกตามสไตล์นั้นถือเป็นปกติธรรมดาของเธอ “....“ลูกทักษิณ” ไม่เคยได้รับอะไรเหมือนคนอื่นเค้าหรอก “ลูกทักษิณ” ได้รับอะไร แรงกว่าคนอื่นเสมอ แต่รู้มั้ย เลือดเนื้อของ”ทักษิณ” ก็วิ่งอยู่ในตัวเราทั้ง3คนนั่นแหละ จะเข้มแข็ง ให้สมกับเป็น “ลูกทักษิณ” ,,,,”

แต่ที่เจ็บก็คือ บทความ “กฎหมายไทย..รังแกเด็ก..รับใช้เผด็จการ ???” ของ แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตอบโต้ “อุ๊งอิ๊ง” เอาไว้อย่างเจ็บแสบว่า ขนาด “ดีเอสไอ” ยุคที่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดี อยู่ในอาณัติ “ระบอบทักษิณ” ตั้งเนิ่นนาน ยังปัดเป่าเภทภัยให้ไม่ได้ ที่สำคัญคือที่ “ลูกโอ๊ค” ต้องโดนแรงกว่าลูกตาสีตาสา ก็มาจากพฤติกรรม “พ่อแม่รังแกฉัน” นั่นปะไร เพราะในความเป็นจริง “เสี่ยโอ๊ค” ไม่น่าจะรู้เรื่องอะไรเลย” แต่ถูกนำ “ลายเซ็น” ไปใช้ทำธุรกรรมต่างๆ พร้อมลงท้ายอย่างแสบสันต์ว่า “มันไม่ใช่เรื่องเผด็จการหรือประชาธิปไตยอะไรเลย...เด็กเอ๊ยยเด็ก..เกิดที่ไหนไม่เกิด”

ส่วนดรามาจากเจ้าตัว นายพานทองแท้ ชินวัตร ที่เครียดปนขำ ย้ำ “ไม่หนี” แน่นอน สุดท้ายแล้วจะออกมาแบบ “อาปู” ที่โบกโบยบินจากเมืองไทยไประเหเร่ร่อนกับพี่ชายนายทักษิณ หรือไม่ คงต้องรอดูอีกหลายยก เพราะคดีนี้ต้องสู้กันถึง 3 ศาล
วันก่อนฟังอัยการชี้ชะตา เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2561 นั้น นายพานทองแท้ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Oak Panthongtae Shinawatra” ว่า เอาคดีปักมันไว้ มันจะได้ไม่อยู่ให้รำคาญใจ ช่วงเลือกตั้ง..!! คือ เสียงคำรามครั้งสุดท้าย ก่อนที่อัยการจะเรียกตัวผมไปฟังคำสั่งคดีฯ ครับ 555555 ฝันไปเถอะครับลุงฉุน..!! 3 วันก่อน ผมบินออกนอกประเทศ เพื่อไปเยี่ยมคุณพ่อที่ฮ่องกงจริงครับ พอบินออกไปปุ๊บก็เฮกันลั่นตึก... บอกเลือกตั้งครั้งหน้าเบาแล้ว เดี๋ยวครอบครัวมันก็เผ่นไปกันหมดบ้าน..!!

นายโอ๊ค ย้ำว่า “นอกจากเราจะไม่เผ่นกันแล้ว ผมยังจะชวนทุกคนในบ้านมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคฯกันด้วยครับ เมื่อก่อนมีพ่อเป็นคนเดียว คราวนี้ผมจะชวนมากันให้หมด จะได้ไม่ต้องเอาข้อกฎหมายมากล่าวหากัน ว่าคนนอกเข้ามาบงการ ต้องยุบพรรคฯอย่างโน้นอย่างนี้ ผมบินไปพบพ่อเพื่อบอกกับพ่อว่า ผมกำลังใจเต็มร้อยที่จะสู้ และขอว่าพอกันทีสำหรับการอยู่อย่างหวาดกลัว เฝ้าแต่รอฟังว่าเมื่อไหร่เผด็จการฯจะเริ่มต้นปรองดองอย่างจริงจัง รอว่าเมื่อไหร่จะเลิกหาเรื่อง เอาคดีมาปักนักการเมืองเพื่อต่อรอง ให้ยอมทำนู่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา หลอกลวงคนไทยว่าขอเวลาไม่นาน หลอกให้รอมาจนจะครบ 5 ปีแล้ว ก็ยังให้รอต่อไป

“ลุง...อยากให้ผมไปนัก-ผมก็จะอยู่ ไม่อยากให้ผมไปช่วยหาเสียง-ผมก็จะไปมันทุกจังหวัด ผมจะทำทุกอย่างในกรอบของกฎหมาย เพื่อสนับสนุนทุกองค์กร และทุกพรรคการเมือง ที่อยู่ในฝั่งประชาธิปไตย ให้รวมพลังกันเอาชนะการสืบทอดอำนาจของฝ่ายเผด็จการฯให้ได้..!! พรุ่งนี้ผมจะไปพบพนักงานอัยการฯด้วยตัวเองครับ ที่ผ่านมาผมรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินคดีนี้เลย ทั้งจากดีเอสไอ ปปง. และสุดท้ายที่อัยการฯ ดูเหมือนทุกหน่วยงานดำเนินคดีกับผม แตกต่างจากบุคคลอื่นอีกร้อยกว่ารายที่ทำธุรกรรมการเงินในลักษณะเดียวกันและกับเงินก้อนเดียวกันนี้ โดยสิ้นเชิง ถ้าผมไม่อยู่สู้คดีอย่างที่มนุษย์ลุงคาดหวังไว้ ผมรู้ว่าต่อไปผมคงต้องเจอคำถามยอดฮิตเหน็บแนมไล่หลังมาว่า “ไม่ได้ทำผิดแล้วกลัวอะไร”

“แต่วันนี้ผมอยู่ ผมจึงตอบแทนได้ว่า คนที่เขาอยู่ตรงข้ามเผด็จการฯ เขาไม่ได้กลัวในสิ่งที่เขากระทำ เพราะมันไม่ผิด แต่เขากลัวการใช้อำนาจรัฐ อย่างไม่เป็นธรรมต่างหาก แทนที่จะถามว่า “ไม่ผิดแล้วกลัวอะไร” สังคมควรจะตั้งคำถาม และหวาดกลัวในสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ณ เวลานี้กันมากกว่า นั่นก็คือ.. “เผด็จการเบ็ดเสร็จที่ทำผิดได้ โดยที่ตัวเองไม่ต้องกลัวความผิดอะไรเลย” คือสิ่งที่เลวร้าย และน่ากลัวที่สุดในสังคมไทยทุกวันนี้ครับ”

โพสต์ดรามาจากนายโอ๊ค รอบนี้เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งหลังจากที่หลอนและลุ้นมานาน แม้จะรู้อยู่แน่แก่ใจว่า ยังไงเสียก็ไม่รอด แต่เมื่อภัยมาถึงตัว นายโอ๊ค ก็เลยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสยั่วอารมณ์ “ลุงฉุน” บิ๊กทหารคนที่รู้กันว่าหมายถึงใคร พร้อมสร้าง “ราคา” ให้กับตนเองด้วยการดรามาสร้างกระแส “ไม่ได้รับความเป็นธรรม” เมื่อเทียบเคียงกับบุคคลอื่นอีกร้อยกว่ารายที่ทำธุรกรรมการเงินจากเงินกู้แบงก์กรุงไทยก้อนเดียวกัน ทั้งที่ปรากฏตามสำนวนคดีมีความชัดเจนถึงพิรุธจากเช็ค 10 ล้านที่โอนเข้าบัญชีนายพานทองแท้ อยู่ทนโท่จนหนียังไงก็ไม่ออก ส่วนรายอื่นๆ ก็เจอกันไปตามกรรมตามวาระตามพยานหลักฐานโดยเฉพาะก๊วนคนสนิท “คุณหญิงแม่” ที่ไม่รอดเช่นกัน

ที่สำคัญคือ ใครๆ ก็รู้ว่า “เสี่ยโอ๊ค” และ “ครอบครัว” ดิ้นเพื่อให้รอดคดีนี้กันอย่างไร มิใช่อยู่เฉยๆ เสียเมื่อไหร่

ไหนจะดรามาเรื่อง “10 ล้านเยอะฝุดๆๆๆ” ที่ปล่อยออกมาจากสองพี่น้อง “โอ๊ค-อุ๊งอิ๊ง” ที่เจตนาปล่อยออกมาประหนึ่งให้เข้าใจว่า เงินแค่นี้จะโกงทำไหม คล้ายๆ ที่พ่อแม้วเคยประกาศเมื่อครั้งเข้าสู่การเมืองใหม่ๆ ว่า “ผมเข้ามาเล่นการเมืองเพราะอยากทำประโยชน์ให้ประเทศชาติบ้านเมือง ผมรวยแล้วไม่โกง” แต่สุดท้ายก็อย่างที่เห็นๆ ว่าอู้ฟู่มากมายขนาดไหน

 ทั้งนี้ แนวทางการสอบสวนของ ปปง.-ดีเอสไอ ได้แกะรอยเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องรวมสี่คน คือ นางเกศินี จิปิภพ มารดานางกาญจนาภา, นางกาญจนาภา และวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา รวมถึง “นายโอ๊ค” โดยแกะรอยการทำธุรกรรมทางการเงินและการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากเงินกู้กรุงไทยถูกปล่อยสินเชื่อออกมา จนพบว่ามีธุรกรรมการเงินเป็นเช็คสองใบ คือ 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท เข้าไปยังบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาโดยเฉพาะเข้าบัญชี “นายโอ๊ค” สองครั้ง

   เงินก้อนที่สอง พบการทำธุรกรรม เมื่อ 17 พ.ค.2547 โดยนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร(ขณะนั้น) สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยธนาคาร จำนวน 10 ล้านบาท เข้าบัญชีเงินฝากของ “นายโอ๊ค” ที่เป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาบางพลัด ซึ่งก่อนหน้านี้ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “พ่อแม้ว-แม่อ้อ” อ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินจากการทำธุรกิจซื้อขายรถหรูกับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์

จนสุดท้ายเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนมายังอัยการ ทางอัยการใช้เวลาพิจารณาอยู่พอสมควร จนมีการเลื่อนสั่งคดีมาแล้วรอบหนึ่ง พร้อมกับการให้ดีเอสไอสั่งสอบสวนเพิ่มเติม โดยแยกสำนวนตามหลักฐานการโอนเงินดังกล่าว สองก้อน ออกเป็น 2 สำนวน

อย่างไรก็ดี ตามคำสั่งฟ้องที่นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลง สรุปว่า คดีที่กล่าวหานายพานทองแท้กับพวกนั้น คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ได้พิจารณาแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องนายพานทองแท้ ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน กรณีเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91และพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4ในส่วนของกรณีเช็ค 26 ล้านบาท ในคดีเดียวกันนี้ คณะทำงานมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายพานทองแท้

แต่มีความเห็นสั่งฟ้องนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน และ นายวันชัย สามีของนางกาญจนาภา ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน กรณีเช็คจำนวน 26 ล้านบาท ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91และพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4

การที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนายพานทองแท้ กรณีเช็ค 26 ล้านบาทนั้น ยังไม่ถือว่าจบ นายประยุทธ อธิบายว่า อัยการจะแยกฟ้องนายพานทองแท้ จากการกระทำผิดกรณีเช็ค 10 ล้านบาท สำหรับข้อหาที่มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนั้น อัยการจะส่งกลับไปให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณาว่า เห็นด้วยหรือเห็นแย้งกับอัยการต่อไป เป็นการมัดบ่วงรอกระตุกอีกชั้น

ในโพสต์เดียวกัน นายพานทองแท้ ยังขับเน้นคดีความโยงไปเข้าสถานการณ์การเมืองในจังหวะที่กำลังมีการเลือกตั้ง โดยจะลงสนามไปช่วยหาเสียงทุกจังหวัด หวังเรียกคะแนนสงสารที่ถูกกลั่นแกล้งสารพัด

ส่วนที่ว่าจะมีเสียงตอบรับจากสาวกเสื้อแดง (ถ้ายังหลงเหลืออยู่) กี่มากน้อย ก็น่าจะพอคาดเดาได้จากการปล่อยปละละทิ้งสาวกเสื้อแดงที่ยอมตายถวายหัวให้เผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยว บางคนถึงกับตายฟรี บางคนหนีหัวซุกหัวซุน โดยที่ครอบครัวชินวัตรยังกินหรูอยู่สบาย ไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนกับครอบครัวของคนที่มาตายแทนเลยแม้แต่น้อย ไม่นับศึกภายในกลุ่มคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่แตกคอออกมาสาวไส้กันเองอย่างกรณีสหพันธรัฐไทย ที่ก่อเกิดแรกเริ่มเดิมทีก็เพื่อทักษิณนั่นเป็นตัวอย่าง

แต่หนึ่งเสียงที่นายพานทองแท้ ได้แน่ๆ ก็น่าจะมาจากนายคชาภา ตันเจริญ หรือ “มดดำ” ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ชื่อดัง เพื่อนสนิทของนายโอ๊ค ที่โพสต์รูปนายพานทองแท้ พร้อมข้อความว่า "วันนี้ขอวันนึงเถอะ ถ้าเพื่อนคุณ ไม่ได้ผิด เพื่อนคุณกำลังไม่สบายใจคุณ จะทำยังไง ปกติกู drama ไม่ค่อยออก โลกสวยก็ไม่ค่อยถนัด แต่คราวนี้ เพื่อนโดนตรง ทำไมคนอื่นเขาแสดงความคิดทางการเมืองด่าคนได้ แต่เป็นฉันให้กำลังใจเพื่อนสนิท ด่ากูจัง ผิดไรวะ ก็เพื่อนกูไม่ได้ทำอะไรผิด"

แถมท้ายเชิงประชดด้วยว่า เหตุการณ์นี้ทำให้อยากสมัครเข้าพรรคการเมือง โดยมีข้อความว่า “เตรียมใบสมัครพรรคให้ด้วย จบ เจ็บคอ”

ตามนี้ นายพานทองแท้ คงซาบซึ้งน้ำใจเพื่อนมดดำจนน้ำหูน้ำตาไหล อย่างน้อยก็มีคนเชื่อคนหนึ่งแล้วว่า ไม่ได้ทำผิดอะไร?

ความผิดฐานฟอกเงินในคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยที่เป็นบ่วงมัดคอนายพานทองแท้ ครั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.245/2561 และนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 5 พ.ย. 2561 เวลา 10.00 น. โดยทนายความได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพยเป็นเงินสด 1 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวนายพานทองแท้ ระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งเวลา 14.00 น. ในวันเดียวกัน (10 ต.ค.2561) ศาลพิจารณาคำร้องแล้วจึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยไป โดยตีราคา 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

แน่นอนว่า นับจากนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ยอดชายนายโอ๊คจะมีชะตาชีวิตเป็นอย่างไร จะ “ไม่หนี” เหมือนดังที่ประกาศไว้จริงหรือไม่ เพราะหากยังจำกันได้ ทั้ง “พ่อแม้ว” และ “อาปู” ก็เคยประกาศสู้มาแล้ว แต่สุดท้ายก็ “หนี” ไปเป็น “สัมภเวสี” เร่ร่อนอยู่ในต่างประเทศตราบเท่าทุกวันนี้

ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังคำพูดของ “เสี่ยโอ๊ค” ให้มากเข้าไว้...เพราะเขาประกาศแล้วว่าเป็น “ลูกทักษิณ” ดังนั้น ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นอย่างแน่นอน...


กำลังโหลดความคิดเห็น...