xs
xsm
sm
md
lg

ทูตสหรัฐฯ-ประจำยูเอ็น ลาออกกะทันหัน

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร

<b>นางนิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ</b>
สั่นสะเทือนกันไปทั้งพรรครีพับลิกัน และเดโมแครต แม้พรรคหลังอาจจะแอบยิ้มๆ อยู่มากกว่าพรรคแรกที่เลิกลั่กกันใหญ่ว่า “อะไรเกิดขึ้นหรือ?, มาลาออกก่อนการลงคะแนนเลือกตั้งมิดเทอมแค่ 3 อาทิตย์ ซึ่งน่าจะส่งผลลบต่อรีพับลิกันมากกว่าผลบวก”

ที่ยังหาคำตอบไม่เจอคือ 2 คำถามใหญ่ ได้แก่

1. ทำไมถึงลาออก มีอะไรขัดอกขัดใจกับท่านปธน.ทรัมป์ หรือทีมงานด้านต่างประเทศของท่านหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นรมต.ต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ หรือ จอห์น โบลตัน สายเหยี่ยวสุดๆ ของทรัมป์

2. ทำไมถึงเลือกลาออกตอนนี้? นิกกี เฮลีย์ เป็นทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็นคนที่ 29 เป็นนักการเมืองรีพับลิกันอายุแค่ 46 ปี และตำแหน่งสุดท้ายก่อนเข้ามาเป็นทูตที่ยูเอ็นนั้น เป็นนักการเมืองหญิงโดดเด่นของรีพับลิกัน ในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ South Carolina คนที่ 116 และเป็นผู้ว่าที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาถึง 2 สมัย แต่ในสมัยที่สองก็ได้รับเชิญจากทรัมป์ให้มาเป็นทูตที่ยูเอ็น

รัฐเซาท์แคโรไลนา เป็นรัฐที่อยู่ทางตอนใต้ที่เป็นอนุรักษนิยมมาก การที่เธอได้รับคัดเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองท้องถิ่นคือ เป็นผู้ว่าการรัฐ ทั้งๆ ที่เธอเป็นผู้หญิง และเป็นอเมริกันที่มีเชื้อสายภารตะ ซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยชนิดจิ๋วทีเดียว นับว่าเธอได้สั่งสมบารมีความสามารถทางการเมืองมากทีเดียวจนเข้าตาทรัมป์ ที่จับพลัดจับผลูได้เข้าทำเนียบขาวชนิดตัวเองยังงงๆ อยู่ จนมีเรื่องนินทาว่า ในคืนที่ครอบครัวทรัมป์ทราบผลเลือกตั้งเมื่อดึกคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 นั้น เมลาเนีย ทรัมป์ ถึงกับตัวแข็งเป็นหิน พูดจาไม่ออก เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวเช่นไรในตำแหน่ง Flotus (First Lady of the US.) รวมทั้งทรัมป์เองก็ยังงงๆ เช่นกัน

ความที่โดนัลด์ ทรัมป์ มีเรื่องราวถูกเปิดโปงถึงการดูถูกผู้หญิงเหยียดหยามว่า เป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ที่จะขยำส่วนลับของร่างกายหล่อนได้ตลอดเวลา เขาจึงควานหาผู้มาร่วมครม.ที่จะลบล้างภาพลักษณ์ไม่ดีด้านผู้หญิงที่เขามีอยู่ และเขาได้เลือกนิกกีจากที่เธอโดดเด่นในการเป็นผู้ว่าฯ หญิงที่อายุยังน้อย และมีฝีมือในการเป็นแม่เมือง (ที่มาจากการเลือกตั้งถึง 2 สมัย)

ข่าวการลาออกของเธอในตอนเช้าของวันอังคารที่ 9 ตุลาคม (เวลาในสหรัฐฯ) ทำให้เกิดอาการตกใจกันไปทั่วสหรัฐฯ และทรัมป์ได้รีบจัดการแถลงข่าวร่วมกับเธอที่ห้องรูปไข่ทันทีในเช้านั้น

ปรากฏว่า จดหมายลาออกของเธอลงวันที่ 3 ตุลาคมคือ ก่อนการแถลงข่าวลาออกถึง 6 วัน

ในวันที่ 3 ตุลาคมนั้น เป็นเวลาที่การยกมือรับรองผู้พิพากษาสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ชื่อ เบร็ทท์ คาวานอห์ กำลังพลิกไปพลิกมา จากคลื่นความไม่พอใจอย่างมากของกลุ่มผู้หญิงที่เคยถูกลวนลามหรือถูกข่มขืน ได้มาชุมนุมใหญ่ที่หน้าวุฒิสภา เพื่อคัดค้านการรับรองผู้พิพากษาเบร็ทท์ และคะแนนของฝ่ายรีพับลิกันก็ยังไม่เป็นเสียงข้างมาก มีเสียง Swing Vote ถึง 3 เสียง

การส่งจดหมายลาออกของเธอ ณ วันที่ 3 ตุลาคม จึงน่าสันนิษฐานว่า เธอไม่แน่ใจว่าเบร็ทท์ จะผ่านการรับรองของวุฒิสภาหรือไม่ ประกอบกับเธอเคยให้สัมภาษณ์ที่ยูเอ็น หลังจากทรัมป์ถูกผู้หญิงถึง 20 กว่าคนออกมากล่าวหาผ่านสื่อว่า ถูกทรัมป์ (ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งที่ทำเนียบขาวใหม่ๆ) ลวนลามอย่างไม่สมัครใจ นิกกีกล่าวว่า “ควรให้โอกาสแก่ผู้หญิงทุกคนที่ออกมากล่าวหาได้ให้การ เพราะสังคมควรฟังคำให้การของพวกเธอก่อน” ซึ่งเธอก็ได้คะแนนจากพวกผู้หญิงไปสบายๆ

แม้บทบาทที่ยูเอ็นของเธอจะมีนโยบายตามทรัมป์หลายด้าน เช่น การย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปเยรูซาเล็มตะวันออก, เรื่องการโจมตีเกาหลีเหนือว่าเป็นรัฐที่สมควรคว่ำบาตร เพราะพัฒนาปรมาณูและขีปนาวุธ เป็นต้น แต่เธอก็มีจุดยืนที่เป็นตัวเอง ต่างจากท่าทีของทรัมป์ ด้านที่มองว่ารัสเซียคือประเทศศัตรูที่คุกคามสหรัฐฯ และแทรกแซงการเลือกตั้ง แต่เธอมีวิธีการที่จะไม่ชนกับทรัมป์โดยตรง แต่เป็นวิธีการที่แนบเนียนแบบนักการเมืองที่ชาญฉลาดมีลูกเล่นลูกชนแพรวพราวขนาดเคยปะทะคารมกับที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทรัมป์คือ แลรี่ คัดโลว์ ที่ออกมาฉะเธอเรื่องรัสเซีย ขณะที่ทรัมป์กำลังจะไปพบกับปูติน แลรี่พูดว่า นิกกีคงจะ “สับสน” จนเธอออกมาโต้กลับอย่างมาดมั่นว่า “ดิฉันไม่เคยสับสนใดๆ ทั้งสิ้น” เพราะจุดยืนของสหรัฐฯ รวมทั้งมติของสภาก็ยังยืนยันคว่ำบาตรรัสเซียกรณียูเครน ซึ่งรัสเซียยังเป็นประเทศที่คุกคามความมั่นคงของสหรัฐฯ เป็นอันดับหนึ่ง รวมทั้งการแทรกแซงการเลือกตั้ง 2016 ของสหรัฐฯ ด้วย

ครั้งนั้น แลรี่ คัดโลว์ ถึงกลับต้องออกมากล่าวขอโทษเธอทีเดียว

คะแนนนิยมในตัวเธอล่าสุดค่อนข้างสูงมากถึง 75% ในบรรดาชาวรีพับลิกัน ; 65% ในบรรดาเดโมแครต และ 63% ในบรรดาผู้ไม่สังกัดพรรคใดๆ

การที่ตัดสินใจลาออกก่อนเลือกตั้งมิดเทอม ก็เพราะผลการเลือกตั้งอาจทำให้เดโมแครตชนะทั้งสองสภา ตอนนี้โพลก็ออกมาหลายแห่งว่า พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ส่วนวุฒิสภายัง 50/50 อยู่ คือ รีพับลิกันอาจคง 51 เสียงตามเดิม หรือไม่ก็ 50 ต่อ 50 ซึ่งนิกกีไม่อยากถูกมองว่า “สละเรือ” ของทรัมป์ในขณะที่เรือกำลังจะจมลงก็ได้

เพื่อให้ทรัมป์สบายใจ เธอแถลงคู่กับเขาที่ห้องรูปไข่ว่า เธอจะไม่สมัครปธน.ในปี 2020 แต่อาจจะช่วยทรัมป์หาเสียงด้วยซ้ำ ทำเอาเหล่ารีพับลิกันที่ไม่ชอบทรัมป์ กลุ่ม Never-Trump เสียดายเอามากๆ แต่ปี 2024 ก็น่าจะเห็นเธออยู่ในผู้สมัครแน่ๆ ตอนนั้นเธอจะมีอายุแค่ 52 กำลังเหมาะทีเดียว

แต่พรรค Never-Trump ในรีพับลิกันได้ยกตัวอย่างปธน.มาครงแห่งฝรั่งเศส ที่สละเรือของปธน.โอลองด์ ขณะที่เรือกำลังจะจม แล้วในปีถัดมาก็ตั้งพรรคใหม่ประกาศลงสมัครจนได้เป็นปธน.ก็เห็นอยู่ชัดๆ เธออาจแข่งกับทรัมป์ก็ได้ในปี 2020 หลังสละเรือของเขาแล้ว

แต่ที่แน่ๆ คือ หลังเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์จะเปลี่ยนตัวรมต.ยุติธรรมคนใหม่ จากเจฟฟ์ เซสซั่น เป็น ลินซี่ แกรมม์-ส.ว.จากเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเก้าอี้ ส.ว.ของลินซี่นี่แหละที่นิกกีจะเข้าสวมได้สบายๆ จากการเลือกตั้งซ่อม รอเวลาอีก 6 ปีตามวาระของ ส.ว.เพื่อสร้างผลงานบารมีให้ยิ่งเด่นขึ้น ก็จะพอดีลงสมัครปธน.ในปี 2024

นับเป็นนักการเมืองหญิงที่พรั่งพร้อมทั้งลวดลายทางการเมือง และผลงานที่อาจเป็นผู้หญิงคนแรกที่จะเป็นปธน. โดยมาจากฝ่ายรีพับลิกัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...