xs
xsm
sm
md
lg

ไฟนรก...เริ่มปรากฏให้เห็นรางๆ

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ปิดฉากสัปดาห์นี้...คงหนีไม่พ้นต้องไปว่ากันในเรื่องประเภทปืน-ผา-หน้าไม้ หรือประเภทออกไปทาง “ทหารๆ” นั่นแหละทั่น เพราะฉากเหตุการณ์ความเป็นไปของโลกในช่วงระยะนี้ มันชักหนักไปทาง “ทหารๆ” ยิ่งขึ้นทุกที ไม่ว่าไล่มาตั้งแต่กรณีคุณพี่จีน ที่เพิ่งถูกคุณพ่ออเมริกา “แซงชั่น” ไปหมาดๆ เพราะแค่ดันไปซื้อเครื่องบินรบ Su-35 และระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ของคุณน้ารัสเซียมาตั้งแต่ปีที่แล้วและปีนี้ แถมเมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมานี่เอง ยังถูกเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี USS Decatur ของกองทัพเรืออเมริกัน ตามไป “ยั่วส้นตีน” ถึงแถวๆ หมู่เกาะสแปรตลีย์ ในทะเลจีนใต้โน่นเลย และเมื่อเจอกับเรือพิฆาต Louyang ของจีนแล่นเฉียด ระดับหัวเรือห่างจากกันแค่ประมาณ 45 เมตร พญาอินทรีขนร่วงก็เลยต้องออกมาโวยพญามังกร หาว่าแสดงอาการมุ่งร้าย มุ่งสร้างความตึงเครียดทางทหาร อะไรไปโน่น...

ส่วนพญาหมีขาวรัสเซีย...ช่วงนี้ก็ต้องเจอกับเรื่องประเภทออกไปทาง “ทหารๆ” ในลักษณะไม่ต่างไปจากกัน คือถูกทูตอเมริกันประจำนาโต “นางเคย์ เบลีย์ ฮัทชิสัน” (Kay Bailey Hutchison) ออกมากล่าวหาว่ากำลังพัฒนาอาวุธร้ายแรง คือขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง หรือที่เรียกกันตามภาษาทหารว่า “จรวดร่อน 9 M-729” ที่มีรัศมีทำการประมาณ 500-2,000 กิโลเมตร สามารถยิงเข้าไปในยุโรปหรือแถวๆ อะแลสกาของอเมริกาได้สบายๆ อันถือเป็นการขัดกับ “สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง” (Intermediate-Range Nuclear Force Treaty) หรือ “INF” ที่ทั้งสองฝ่ายเคยทำข้อตกลงเอาไว้ในปี ค.ศ. 1987 แถมไม่ใช่แค่การ “กล่าวหา” แบบธรรมดาๆ ทูตอเมริกาประจำนาโตรายนี้ ยังออกมาข่มขู่เอาไว้ก่อนล่วงหน้าด้วยว่า...ถ้าหากรัสเซียยังไม่คิดเลิกพัฒนาอาวุธชนิดนี้ “วอชิงตันอาจต้องหาทางชิงทำลายก่อน ก่อนที่อาวุธดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้งานได้” เรียกว่า...เล่นเอาภาพจินตนาการว่าด้วย “ไฟนรกสุดขอบฟ้า” ชนิดระดับ “สงครามนิวเคลียร์” ชักเริ่มก่อรูป ก่อร่าง เริ่มปรากฏขึ้นมารางๆ กันบ้างแล้ว...

แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะอินทรี-มังกร และหมีขาวเท่านั้น ที่เริ่มฮึ่มกันไป-ฮึ่มกันมา เริ่มปลุกกระตุ้นบรรยากาศการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างอภิมหาอำนาจระดับโลก ให้พอเห็นหัว เห็นหาง ขึ้นมาบ้างแล้ว การแก้แค้น ทวงคืน แบบ “แค้นสวาทต้องทวงคืน” ของบรรดาประเทศระดับรองๆ ลงมา เช่นการแก้แค้นของอิหร่าน ต่อกรณีที่ถูกพวกผู้ก่อการร้าย บุกเข้าไปสังหารผู้คนพลเมืองของตัวเองที่เมือง “Ahwaz” ตายไปรวดเดียว 26 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 70 ราย เมื่อช่วงวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ก็ต้องถือว่าเริ่ม “จุดไฟนรก” กองน้อยๆ ที่สามารถลุกลามกลายเป็น “ไฟนรกสุดขอบฟ้า” ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ เพราะเมื่อช่วงวันอาทิตย์ (30 กันยายน) ที่ผ่านมานี่เอง หน่วยบัญชาการทางอากาศของกองทัพปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้งัดเอาบ้องข้าวหลามยักษ์หรือจรวดจำนวนถึง 6 ลูก แต่ละลูกจารึกข้อความประมาณว่า “ตายเสียเถิด...อเมริกา” “ตายเสียเถิด...อิสราเอล” หรือ “ตายเสียเถิด...ราชวงศ์อัล-ซาอุด” ยิงออกจากฐานทัพเคอร์มานชาห์ (Kermanshah) ในดินแดนอิหร่าน ข้ามน่านฟ้าอิรักไปหล่นใส่หัวกบาลพวกผู้ก่อการร้ายที่ออๆ กันอยู่แถวๆ เมือง “Deir ez-Zur” ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซีเรีย อันเป็นพื้นที่ที่ใกล้ชิดติดพันกับฐานทัพของทหารอเมริกัน ซึ่งพยายามยึดไว้เป็นที่มั่นสุดท้ายในประเทศซีเรีย แถมยังตามด้วยการใช้เครื่องบินไร้คนขับ ประเภท “ล่องหน” ได้ จำนวนอีก 4 ลำ ตามเข้าไปถล่มเป้าหมาย จนก่อให้เกิดผลตามมาดังที่ผู้บัญชาการหน่วยอากาศยานของ IRGC “พลเอกอามีร์ อาลี ฮาจิซาเดห์” (Amir Ali Hajizadeh) ออกมาป่าวประกาศเมื่อช่วงวันพุธ (3 ตุลาคม) ที่ผ่านมานั่นแหละว่า สามารถเด็ดหัวพวกผู้ก่อการร้ายได้ไม่น้อยกว่า 40 ศพ รวมทั้งได้ทำลายฐานบัญชาการและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของพวกผู้ก่อการร้าย ชนิดราบเรียบเป็นหน้ากลอง...

ส่วนรัสเซีย...ที่ยังมี “หนี้แค้น” ในกรณีเครื่องบิน IL-20 ถูกยิงตกในน่านฟ้าซีเรียเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ล่าสุด...ก็ได้เริ่มชำระหนี้แค้นตามแบบฉบับ “บัลเล่ต์บอลชอย” กันมั่งแล้ว ด้วยการขนระบบป้องกันภัยทางอากาศชนิด S-300 ลำเลียงใส่เครื่องบินขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือเครื่อง An-124 ไปส่งให้กับกองทัพรัฐบาลซีเรีย ที่ฐานทัพอากาศ “Hmeimim” ในเมืองลาตาเกียแบบถึงที่ เมื่อช่วงวันพฤหัสฯ (27กันยายน)ที่ผ่านมา ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ประมาณ 49 ชิ้น ตั้งแต่อุปกรณ์เรดาร์ กลไกควบคุม ท่อปล่อยจรวดอีก 4 ท่อ ฯลฯ โดยได้ถ่ายคลิปวิดีโอมาเผยแพร่ให้เห็นกันจะจะแถมยืนยันไว้อีกด้วยว่าจะติดตั้งระบบทั้งหมดให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือน ในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่จะใช้อาวุธเหล่านี้ และจากนั้น...เมื่อไหร่ที่เครื่องบินโจมตีของอิสราเอล คิดจะบุกโจมตีซีเรีย หรือคิดจะเอาเครื่องบิน IL-20 ของรัสเซียเป็น “เป้าล่อ” ขึ้นมาอีก ด้วยระบบเรดาร์อันทันสมัยสุดๆ ด้วยรัศมีทำการของจรวดตามระบบป้องกันแบบ S-300 ที่ไปไกลได้ถึง 250 กิโลเมตร รวมทั้งสามารถทำลายเป้าหมายถึง 12 เป้าหมายภายในเวลาเดียวกัน เพียงแค่เครื่องบิน F-16 ของอิสราเอล ยังไม่ทันได้ “เทค-ออฟ” จากสนามบิน “Ben Gurion Airport” ย่อมมีสิทธิ์โดน “สอย” ชนิดพังพินาศกันไปเป็นแถบๆ...

แต่ก็นั่นแหละ...สำหรับผู้ซึ่งได้ชื่อว่า “จอมซน” หรือ “จอมยุแยงตะแคงรั่ว” อย่างอิสราเอลแล้ว เรื่องที่จะเอามือซุกหีบไว้เฉยๆ ยอมสงบนิ่งแบบลิงได้กล้วย หรือลิงหลับ ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ จากการแก้แค้นเอาคืนของอิหร่าน ซึ่งสามารถล้างผลาญ ทำลายพวกผู้ก่อการร้ายที่อิสราเอลมีส่วนให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ลึกเข้ามาถึงด้านตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย หรือเป็นระยะห่างจากดินแดนอิหร่านไปถึง 700-800 กิโลเมตร ทำให้นักวิเคราะห์ทางทหารของอิสราเอลเขาได้สรุปบทเรียนถึงการล้างแค้นคราวนี้ ตามที่สำนักข่าว “Israel National News” หรือสำนักข่าว “Arutz Sheva” รายงานไว้ประมาณว่า นับจากนี้อิสราเอลจะต้องหาทางกำจัดจรวดและเครื่องบินโดรนของอิหร่าน ที่ถูกนำเข้าไปซีเรียให้สิ้นซากไปโดยเร็ว เพราะด้วยประสิทธิภาพและรัศมีทำการของอาวุธเหล่านี้ สามารถนำมาล้างผลาญทำลายเป้าหมายต่างๆ ในดินแดนอิสราเอลได้อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว รวมทั้งการที่เครื่องบินล่องหนไร้คนขับของอิหร่าน สามารถบินลัดน่านฟ้าอิรักเข้ามาปฏิบัติการในซีเรียโดยเครื่องบินอเมริกันซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น ไม่สามารถสกัดขัดขวางใดๆ ได้เลย จึงไม่ต่างอะไรไปจากคำเตือน ที่ว่า...นับแต่นี้ อิสราเอลจะตั้งรับศัตรูแต่เฉพาะบริเวณพื้นที่พรมแดนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว...

ส่วนในการแก้แค้นของรัสเซียนั้น...แม้ยังไม่ปรากฏข่าวคราวความเคลื่อนไหว ว่ากองทัพอิสราเอลคิดหาทางทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ก่อนที่จะติดตั้งได้สำเร็จ ตามที่รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเคยป่าวประกาศเอาไว้ก่อนหน้านั้น แต่ถ้าว่ากันตามรายงานข่าวจากวิทยุทหารอิสราเอล “Galei Tzahal” มาตรการที่อิสราเอลกำลังนำมาใช้รับมือกับระบบ S-300 ก็คือการหันไปนำเอาเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุด คือเครื่องบิน “F-35I Stealth Fighter” หรือเครื่องบินโจมตีแบบล่องหน ที่กองทัพอิสราเอลเพิ่งสั่งซื้อจากบริษัท “Lockheed Martin” ในราคาลำละ 125 ล้านดอลลาร์ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ด้วยกันแล้ว 8 ลำ ออกมาใช้โจมตีซีเรียกันแทนที่ ด้วยเครื่องบินรบรุ่นใหม่ที่ได้ชื่อว่า “แพงที่สุดในโลก” และ “ล้ำสมัยที่สุดในโลก” จะสามารถฝ่าด่านตาข่ายฟ้าของระบบ S-300 ของรัสเซียได้หรือไม่ อย่างไร อีกไม่นานก็คงรู้...หรืออาจรู้พร้อมๆ กับที่ “ไฟนรกสุดขอบฟ้า” ได้ลุกโพลงไปทั่วทั้งตะวันออกกลาง หรือไม่ก็ทั่วทั้งโลก...นั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...