xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**วุฒิภาวะต่างกัน!! “เฌอปราง”ยิ้มสู้ ถูกโยงเข้าประเด็นการเมือง “รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากๆ” ที่ได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ อีกฟาก “อั้ม เนโกะ” ผู้อ้างตัวเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย”ยัดข้อหา “ผงซักฟอกเผด็จการ”แยกเขี้ยวขู่ข้ามทวีป ระวังเจอ “เช็กบิล” หลัง คสช.หมดอำนาจ แถมลอก “โมเดลจีน”หน้าตาเฉย เตรียมอุ้ม “สาวเฌอปราง”หาย ด้วย “คดีทรยศประชาชน”เหมือน “ฟ่านปิงปิง”ถูกกักตัวในคดีเลี่ยงภาษี

ถูกไสเข้ากลางหว่างเขา .. รายของ เฌอปราง อารีย์กุล ไอดอลสาว กัปตันวง BNK48 ที่ถูก “ถูกขอความร่วมมือ”ไปช่วยงานในรายการเดินหน้าประเทศไทย รวมทั้งเข้าพบ “นายกฯตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในหลายวาระ .. แต่ต้องปรบมือให้ “แคปเฌอ” ที่สามารถรับมือ“กระแสเชิงลบ”ได้อย่าง “มีวุฒิภาวะ”เกินวัย .. เมื่อบอกความรู้สึกการเป็น “คนกลาง”ถ่ายทอดรายการเดินหน้าประเทศไทย ว่า “รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากๆ” .. พร้อมทั้งระบุว่า ทุกคนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ก็เชื่อว่าใครได้ดูจะได้ “ประโยชน์”จากรายการที่ว่า .. ถอดรหัสแล้วก็คงอยากให้โฟกัสกันที่ “แก่น” ของเนื้อหา ที่รายการพยายามจะนำเสนอมากกว่า ไม่ใช่แค่ “เปลือก”อย่างที่พยายามหยิบโยงเข้ากับประเด็นการเมือง ..
แต่ในขณะที่นักร้องสาวแสดงวุฒิภาวะระดับที่น่ายกย่อง แต่ผู้เรียกตัวว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย - หัวก้าวหน้า”อย่าง ศรัณย์ ฉุยฉาย หรือ “อั้ม เนโกะ” ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่หลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศ .. ที่โดดมางับเรื่อง “สาวเฌอปราง”กับเขาด้วย ตราหน้าไอดอลสาวเป็น “ผงซักฟอกเผด็จการ”เลยทีเดียว .. แล้วยัง “ข่มขู่”ด้วยว่า หากประชาชนได้อำนาจคืนมาอย่างแท้จริงเมื่อไหร่ เราอาจได้เห็น “ฟ่านปิงปิง เมืองไทย” .. หรืออีกนัยหนึ่งคือ “หนูเฌอปราง”อาจอยู่ในลิสต์ ที่จะถูก “เช็กบิล”เหมือนกับ คสช. อาจมีรายการ “อุ้มหาย 3-4 เดือน”อย่างที่ “ฟ่านปิงปิง”ถูกดำเนินคดีที่ประเทศจีน เกี่ยวกับคดีหลีกเลี่ยงภาษี .. หลังแสดงความเห็นออกไป ก็ถูก “เหล่าโอตะ”ถล่มไม่ยั้งตามระเบียบ .. แต่แทนที่จะสลด “เจ๊อั้ม”กลับประกาศศึกกลับทันที ด้วยการกล่าวหาว่า “คลั่งไม่ลืมหูลืมตา”.. พร้อมย้ำอีกว่า “สาวเฌอปราง” อาจจะได้หายตัวไปจากสื่อ 3-4 เดือน ด้วย “คดีทรยศประชาชน”และอาจต้อง “หมดอนาคตในวงการ”ไปแบบ “ฟ่านปิงปิง” .. ฟังแล้วก็สะท้อนใจไม่น้อย นอกจาก “วุฒิภาวะ”ของ “อั้ม เนโกะ” จะเข้าขั้น “เสียสติ” แล้ว .. ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ประเภทไหนที่ประกาศจะไป “อุ้มหาย”ด้วยข้อหา “ทรยศประชาชน”ที่ไม่มีประเทศไหนบัญญัติไว้ .. แล้วยังขัดกับจุดยืนของ “คุณเธอและพวก”ที่ ที่ผ่านมาโวยวายเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนจนชินปาก แต่กลับมีแนวคิด “ข่มขู่-คุกคาม”คนในวงการบันเทิงคนหนึ่ง ที่แค่ไปช่วยงานประชาสัมพันธ์ให้รัฐบาล .. ที่สำคัญ “โมเดล”ที่คุณเธอจะไปเอามาใช้ดัน เป็นวิธีการใน “ประเทศจีน”ที่รูปแบบการปกครองไม่น่าจะเป็นในแนวที่ “คนที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย”จะไปเห็นดีเห็นงาม ยึดมาเป็นแนวทางอะไร

**กำจัด ก.ข.ค.!! ออก ม.44 ล้างไพ่ “กกพ.เก่า” ตั้งใหม่ยกแผง เหตุทำตัวเป็น “ก้าง” ขวางสารพัดเรื่อง ตั้งแต่ตีตก รีเควส ขอเพิ่มโควตาซื้อ “ไฟฟ้าขยะ” จาก “กระทรวงคลองหลอด” ก่อนมาเปลี่ยนใจภายหลัง แต่ก็ไม่ทันการณ์ แล้วยังมีส่วนให้“แผน PDP2018”ที่กำลังร่างสะดุด เหตุแย้ง "ศิริ" แทบทุกประเด็น ทำ “เอกชนใหญ่”ฉุนขาด ก่อนมาตรา 44 กดปุ่มเด้งดึ๋ง เก้าอี้หลุดถ้วนหน้า

คลอดออกมา 2 ฉบับรวด .. คำสั่งมาตรา 44 “อำนาจพิเศษ”ของหัวหน้า คสช. “นายกฯตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ช่วงหลังดูจะ “ระมัดระวัง” ในการหยิบมาใช้พอสมควร .. ใน 2 คำสั่งที่ออกมาในวันเดียวกัน แน่นอนว่าทุกสายตาย่อมจับจ้องไปที่ ฉบับแรก ที่ว่าด้วย “คำสั่งคลายล็อกการเมือง” ที่ล้อไปตาม “ไทม์ไลน์”ของ 2 กฎหมายลูก ที่เพิ่งประกาศไปก่อนหน้าไม่กี่วัน .. จนเหมือนลืมให้ความสำคัญ “ฉบับหลัง”ที่มีความสำคัญในระดับที่ “วางตาไม่ได้”ด้วยเกี่ยวเนื่องกับ “ผลประโยชน์มหาศาล” .. กล่าวคือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 14/2561 ลงวันที่ 14 ก.ย. 61 เรื่องการแต่งตั้ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ “เรกูเลเตอร์”ใหม่ .. โดยให้ เสมอใจ ศุขสุเมฆ ที่เพิ่งลาออกจาก ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์กรมหาชน) ในสังกัดกระทรวงพลังงาน เมื่อปลายเดือนส.ค. ที่ผ่านมา เป็นประธานกรรมการ .. ขณะที่กรรมการประกอบด้วย “สุธรรม อยู่ในธรรม - ชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ - พีระพงษ์ อัจฉริยชีวิน - บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ - สหัส ประทักษ์นุกูล - อัจฉรา ศรีบุญเรือง” ..ถือว่า “เหนือความคาดหมาย”พอสมควรกับการแต่งตั้ง กกพ.ใหม่ยกชุด เต็มอัตรา 7 ที่นั่ง .. ด้วยก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า จะมีการใช้ มาตรา 44 แต่งตั้ง กกพ.ใหม่ เพื่อความรวดเร็ว ไม่ต้องเข้ากระบวนการสรรหาก็จริง แต่ก็เป็นเพียงการแต่งตั้งในส่วนที่ขาด 3 ตำแหน่ง เท่านั้น .. ตามที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาล คสช. โดย วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมากดดันให้ กกพ. ที่เวลานั้นเหลืออยู่ 6 ราย ลาออก หรือ “จับสลากออก”ครึ่งหนึ่ง .. เพื่อ “หมุมเวียน”เปิดทางให้มีการแต่งตั้ง “คนใหม่”เข้ามาทำหน้าที่แทน ป้องกันการผูกขาดตามเจตนารมรณ์ของกฎหมาย .. ระยะหลังเรื่องซาๆไป ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะมีการ “จิ้มออก” และมีตัวบุคคลเตรียมเสียบแทนแล้ว ..
จนล่าสุด “วัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ - ดวงมณี โกมารทัต”ก็ได้พร้อมใจลาออกจาก กกพ. เมื่อ 1 ก.ย. เมื่อรวมกับ ไกรสีห์ กรรณสูต ที่พ้นตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ เพราะอายุครบ 70 ปี ทำให้ตำแหน่ง กกพ.ว่างลง 3 ตำแหน่ง ก็เป็นไปตาม “เป้า”ของ คสช.แล้วแท้ .. ถึงที่สุดกลับมีการออกคำสั่ง โละ กกพ.ที่เหลือ “ยกแผง”และแต่งตั้งใหม่ทั้งหมด ถือเป็นหน่วยงานประวัติศาสตร์ ที่มีการแต่งตั้งโดยมาตรา 44 ถึง 2 ครั้งติด .. เพราะเดิม กกพ.ชุดที่มี พรเทพ ธัญญพงศ์ชัย เป็นประธาน ก็ได้รับการแต่งตั้งมาโดย มาตรา 44 หลังรัฐประหาร 2557 ไม่นาน .. ที่ว่า “วางตาไม่ได้”ก็ด้วย กกพ. มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ จึงน่าห่วงว่าการมาด้วย “อำนาจพิเศษ”จะพกเอา “ภารกิจพิเศษ”มาด้วยหรือเปล่า .. พื้นที่เเห่งนี้เคยตั้งข้อสังเกตหลายครั้งว่า การที่ กกพ. ชุดเก่าถูกกกดันอย่างหนักในช่วงหลัง ก็เนื่องมาจากการทำตัวเป็น “ก้าง”ขวางคอ “ขาใหญ่ คสช.”บางคนหรือไม่ .. อย่างคิวที่ประกาศ “ขีดเส้นตาย”รับซื้อไฟฟ้าตาม “โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน”ของกระทรวงมหาดไทย ที่มี “บิ๊กป๊อก”พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่รอง คสช. เป็นเจ้ากระทรวง .. แล้วยัง “ไม่ลู่ลม”ตีตกข้อเสนอจาก “กระทรวงคลองหลอด”ที่ชงให้ขยายปริมาณ “โควตา”รับซื้อ “ไฟฟ้าขยะ”ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก .. ครั้งนั้น “มหาดไทย”ขอเพิ่มเข้ามา 400 เมกะวัตต์ จากเดิมที่กำหนดไว้อยู่แล้ว 500 เมกะวัตต์ .. ทำเอา “เรกูเรเตอร์”ร้องจ๊าก เดิม 500 เมกะวัตต์กับ “ไฟฟ้าขยะ”ก็ถือว่า “มากเกินจำเป็น”แล้ว ยังมาขอเพิ่ม “เกือบเท่าตัว”อีก ก็เลยยันกลับไปที่จำนวนเดิม ..
แม้หลังๆจะเริ่ม“อยู่เป็น”ยอมรับฟังมากขึ้น ถึงขนาด “ตีเช็คเปล่า”ว่าจะเพิ่มโควตารับซื้อ “ไฟฟ้าขยะ”ในร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2018)ที่กำลังทำกับกระทรวงพลังงานอยู่ .. โดยยอมเพิ่มจาก 500 เมกะวัตต์ แต่จะเพิ่มแค่ไหน รอให้ทาง “มหาดไทย”กรอกตัวเลขมาอีกที .. แต่ก็ไม่ทันการณ์ ถูกเด้งดึ๋ง ตกงานไปก่อนที่ PDP2018 จะคลอดออกมา แต่เชื้อที่ทิ้งไว้ ก็คงทำให้ “กกพ.ใหม่”ต้องปล่อยให้ “โควตาบวม”ตามรีเควส .. ถัดมาก็เรื่องแผน PDP2018 ที่ล่าช้าเกินกำหนดก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ “กกพ.เก่า” ไม่ได้ไปต่อ .. แม้จะเป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของ ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ที่ต้องทำร่างเสนอ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่นายกฯเป็นประธาน แต่ กกพ.ก็เป็นหน่วยงานสำคัญหนึ่งในการร่วมจัดทำ .. ท่ามกลางกระแสข่าวว่า “กกพ.เก่า”ทักท้วงในหลายประเด็นที่ “ศิริ”เสนอ จนทำให้การจัดแผนล่าช้าเกินกำหนดมาหลายเพลา .. ประเด็นหนึ่งที่เป็นที่โจษขานไปทั่ว คือ นโยบายส่งเสริมการเพิ่มบทบาท “ภาคเอกชน”ใน “ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ”และการนำเข้า “ก๊าซแอลเอ็นจี” ..ที่ว่ากันว่า “ศิริ”ชงเข้าไปในแผนทีไร ก็ถูก “กกพ.เก่า”แซะออกมาทุกที จนทำให้ “เอกชนขาใหญ่”วิ่งกันยกใหญ่ จนมี มาตรา 44 กดปุ่มเด้งดึ๋ง “กกพ.เก่า”หลุดยกแผงอย่างที่เห็น.

**เปิดเร็วก็ช้ำเร็ว!! คลายล็อกการเมือง ไฟต์บังคับพรรคการเมืองเลือกหัวใหม่ “ประชาธิปัตย์”นัดแก้ข้อบังคับ ให้สมาชิกเลือกหัวหน้า เกมสัปประยุทธ์ “อภิสิทธิ์”กับ “นอมินีคนนอก”แต่กว่าจะรู้ใครเป็นใคร ก็กลางเดือน พ.ย. นู่น ส่วน “เพื่อไทย”เตรียมนัดวันประชุมใหญ่โหวต“หัวหน้าพรรคใหม่”ที่คงต้องรอ “คนไกล”จิ้มเลือกอยู่ดี แต่ก็ยังไม่ใช่ “ตัวจริง”ที่จะถูกเชิดเสนอตัวเป็นนายกฯ ในการหาเสียงแน่นอน

โวยวายไม่เลิก .. หลังมีการออกคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ 13/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) หรือที่เรียกกันว่า “คำสั่งคลายล็อก” ..แม้รู้อยู่แล้ว แต่ก็ทำเอา “นักเลือกตั้ง”อดโวยวายไม่ได้ ก็มีอย่างที่ไหน ไม่ปลดล็อก 100% .. แล้วยัง “ล็อกแน่นขึ้น”ด้วยการห้ามไม่ให้มีการหาเสียงผ่าน“โซเชียลมีเดีย”ซึ่งที่ผ่านมา “ลักไก่”ใช้กันอยู่เนืองๆ .. อย่างไรก็ตาม คิวที่มีการคลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้บางส่วน อันหมายรวมไปถึงการ “ประชุมพรรค”ทำให้บรรยากาศการเมืองคึกคัก ขึ้นมาถนัดตา .. โดยเฉพาะฟาก “พรรคประชาธิปัตย์”ที่นัดประชุมกรรมการบริหารพรรคทันที ในวันนี้ (17 ก.ย.) .. โดยจะเป็นการประชุมเพื่อการพิจารณา ร่างข้อบังคับพรรคใหม่ ที่จะเปิดให้ “สมาชิกทั่วประเทศ”ร่วมโหวตเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่โดยตรง .. บ้างก็วิเคราะห์กันว่าเป็นการ “แก้เกม”ของ “พ่อมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจ้าของแชมป์ ที่จะวางค่ายกลสกัด “คนใน-คนนอก”ที่คิดจะมาแย่งเก้าอี้ .. หรือบ้างก็ว่า เป็น “ช่อง”ที่ทำให้อดีตผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคอย่าง “กำนันเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ใช้ความช่ำช่องในการ “ล็อบบี้-บล๊อกโหวต”ดีด “พ่อมาร์ค” ร่วงจากเก้าอี้ แล้วเชิด“นอมินี” ขึ้นไปแทนที่ .. ก็ต้องดูว่า ที่สุดแล้วเกมใครจะเจ๋งกว่ากัน ตามโรดแมปเห็นว่า กว่าจะรู้ใครเป็นใครก็ต้องรอไปถึงกลางเดือน พ.ย.นู่น ..
ถัดมาที่ “พรรคเพื่อไทย”ดูจะยังงงๆ กับคำสั่งคลายล็อก หรือยังไม่มี “ใบสั่ง”มาจากเมืองนอกก็ไม่ทราบ .. เมื่อ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค ระบุว่า เตรียมจัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 20 ก.ย. เพื่อกำหนดวันในการเลือกผู้นำพรรคอีกที .. คือสรุป ณ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะเลือกผู้นำพรรค-กรรมการบริหารพรรคคนใหม่ เมื่อใด .. ต้องบอกว่า เป็นความเคลื่อนไหวในระนาบเดียวกันของ 2 พรรคใหญ่ แต่ “ความ
สำคัญ”ต่างกันพอสมควร .. ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรค จะเป็นคนๆ เดียวกับผู้ที่ถือธงนำ ลุยการเลือกตั้ง และประกาศเสนอตัวเป็นนายกฯ .. หากแต่ พรรคเพื่อไทย หาเป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยเข็ดขยาดกับการถูกยุบพรรคมา 2 หนซ้อน การวางตัวหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรค จึงเป็นแค่ “พิธีกรรม”ทำโครงสร้างพรรค ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น .. จะเห็นได้ว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาเน้นแค่ “มีความอาวุโส-เป็นที่เคารพ” ตั้งแต่ สุชาติ ธาดาธำรงเวช - ยงยุทธ วิชัยดิษฐ - จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่แม้จะได้รับการจัดลำดับ “ความสำคัญ”อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ “ตัวจริง”ที่จะได้รับการผลักดันให้เป็นนายกฯ .. เพราะที่สุด “ผู้นำพรรคตัวจริง”ก็คงไม่พ้น “คนแดนไกล” และที่สำคัญกว่านั้นคือ ตัวบุคคลที่จะมาถือธงนำในช่วงหาเสียงเสนอตัวเป็นนายกฯ .. เหมือนครั้งเลือกตั้งปี 2554 ที่จู่ๆ ชื่อ “คุณหนูปู”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ถูกโยนเข้ามาในช่วงเริ่มหาเสียง กับประวัติศาสตร์ 49 วัน แล้วได้เป็นนายกฯนั่นแหละ .. ครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็คงไม่ใช่ตัวเลือกที่จะถูกเสนอให้เป็นนายกฯของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง .. ที่สำคัญ เปิดตัวออกมาเร็วเท่าไร ก็ช้ำเร็วเท่านั้น .

ช.ชฎา

-----------
รูป
-เฌอปราง อารีย์กุล -- อั้ม เนโกะ
-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา - พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
--อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ - สุเทพ เทือกสุบรรณ


กำลังโหลดความคิดเห็น...