xs
xsm
sm
md
lg

E-Sport ไม่ใช่กีฬา กับดักล่อเด็กให้ติดเกม

เผยแพร่:   โดย: นพ นรนารถ


นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง แสดงความไม่เห็นด้วยกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่รับรองว่า E-Sport เป็นกีฬาสวนทางกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ที่ไม่รับรองว่า E-Sport เป็นกีฬา

นพ.ยงยุทธ เห็นว่า E-Sport แท้จริงแล้ว คือ การส่งเสริมการเล่นวิดีโอเกมในหมู่เยาวชน โดยอ้างว่า เป็นอาชีพที่ทำรายได้อย่างงามเป็นสิ่งล่อใจ

นพ.ยงยุทธ เรียกร้องให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทบทวน และศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันผลเสียที่จะเกิดกับเยาวชนของชาติที่ติดเกม

ผู้ประกอบการในธุรกิจวิดีโอเกมหรือเกมออนไลน์ มีทั้งอำนาจทุน อำนาจสื่อ จนสามารถผลักดันให้อำนาจรัฐ คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย ศิโรราบยอมรับให้ การเล่นเกมบนจอมือถือ จอคอมพิวเตอร์เป็นกีฬาได้ จดหมายเปิดผนึกของนพ.ยงยุทธ คือเสียงเล็กๆ ของผู้รู้เท่าทัน ที่สมควรได้รับการแผยแพร่ให้สังคมได้มองเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งของ E-Sport

เรียน ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง

สืบเนื่องจากการที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ให้การรับรองสมาคม E-Sport ซึ่งเท่ากับรับรองว่าเป็นกีฬาด้วย ได้ทำให้เกิดกระแสความห่วงใยต่อเด็กและเยาวชนและครอบครัวเป็นวงกว้าง เพราะได้มีการโฆษณาและส่งเสริมให้เกิดการเล่นวิดีโอเกมที่เดิมก็ขยายตัวมากอยู่แล้ว เมื่อใช้การอ้างเป็นกีฬาและองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศชัดเจนว่า การเล่นมากเกินไป จะนำไปสู่โรคการติดเกมได้ ซึ่งทางWHO จัดว่า เป็นการวินิจฉัยโรคกลุ่มใหม่ และกำลังเป็นปัญหาใหญ่ทางสุขภาพจิตในปัจจุบัน จึงขอเรียกร้องให้มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ขอชี้แจงเหตุผลโดยสังเขปดังนี้

1. E-Sport เป็นวาทกรรมของบริษัท ที่จริงคือ การแข่งขันวิดีโอเกม คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ไม่รับรองว่าเป็นกีฬา (3 เหตุผล เนื้อหารุนแรง/ไม่มี Sanction Body คอยควบคุม/ไม่เป็นสาธารณะ แต่เป็นลิขสิทธิ์เอกชน) และแม้แต่องค์การนานาชาติอย่าง Sport Accord ที่เป็นองค์กรรับรองกีฬารวมทั้ง Mental Sport ก็ไม่รับรองวิดีโอเกม ว่าเป็น Mental Sport

2. ในการดูผลทางเศรษฐกิจ เช่น รายได้ของนักแข่งหรือรายได้จากการโฆษณานั้น เทียบไม่ได้กับผลเลวร้ายที่เกิดขึ้น ในสหรัฐฯ มีคนเล่นเกม ROV 60 ล้านคน มีผู้เล่นอาชีพที่มีรายได้ประจำแค่ 57 คน (ทุกผู้เล่น 1 ล้านคน จะมีคนที่เล่นเป็นอาชีพ 1 คน แต่มีผู้ติดเกม 2-8 หมื่นคน ขึ้นกับคำจำกัดความของคำว่า ติดเกม) ซึ่งส่งผลเสียต่อครอบครัว สมรรถนะการประกอบอาชีพมากมายมหาศาล

3. กว่าจะเป็น 1 ในล้านที่มีรายได้ และคน 8 หมื่นคนที่ติดเกม คนเหล่านี้จะมีปัญหาสุขภาพ สมาธิสั้น เสียพัฒนาการ (ในเด็กจะเสียสังคม, ภาษาล่าช้า) WHO จึงประกาศให้ Game Disorder เป็นโรคทางจิตเวช โดยที่มีบริษัทได้คัดค้านหลายครั้ง ทำให้ต้องเลื่อนการประกาศมาหลายปี แต่หลักฐานทางวิชาการก็ชี้ชัดว่า เป็นความผิดปกติเช่นเดียวกับการเสพติดทางพฤติกรรมอื่นๆ เช่น ติดการพนัน อย่าลืมว่า ไม่มีกีฬาใดในโลกที่ทำให้เกิดการเสพติดได้

4. การรับรองให้เป็นสมาคมไปแข่งขันระหว่างประเทศ ในประเทศต่างๆ เป็นการรับรองว่า เป็นสมาคมตัวแทน ไม่ใช่รับรองว่าเป็นกีฬา แต่กรณี กกท.รับรองว่าเป็นกีฬา เท่ากับรับรอง 2 ต่อ ทำให้บริษัทและสมาคมใช้เป็นโอกาสขยายการโฆษณาว่าเป็นกีฬาอย่างรุนแรง ทั้งที่ปกติก็ทำการตลาดอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว ในฐานะวิดีโอเกม

5. ผลก็คืออัตราเด็กติดเกมเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว รวมทั้งปัญหาที่ตามมาเช่นพฤติกรรมก้าวร้าว ละทิ้งการเรียน การพูดปด ลักขโมย ภาวะซึมเศร้า ฯลฯ แค่ 6 เดือนแรก (ต.ค. 60-มี.ค. 61) ของการประกาศก็เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว มีการเปิดค่ายกีฬา E-Sport สนับสนุนให้นักเรียนจัดการแข่งขันในโรงเรียนโดยอ้างว่า เป็น Sport

6. ประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ที่มีกลไกการดูแลเด็กดีกว่า ก็ยังไม่ยอมรับว่าเป็นกีฬา แต่ไทยซึ่งจุดอ่อนทั้ง 3 ประการ กลับไปสนับสนุนให้เป็นกีฬา

- Demand Side เด็กและพ่อแม่ไม่เข้าใจผลเสียและโอกาสที่จะเกิดการติด ซึ่งต้องป้องกันด้วยการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ และใช้หลัก 3 ต้อง 2 ไม่ (ต้องกำหนดเวลา/โปรแกรม/เล่นกับลูก ไม่เป็นแบบอย่างที่ผิด/ไม่เล่นในเวลาครอบครัว/ไม่มีในห้องนอน)

- Supply Side บริษัทขาดจรรยาบรรณในการโฆษณาและการตลาด

- Regulator (กกท. และสมาคม) ขาดความสามารถในการควบคุม

ผลร้ายจึงรุนแรงกว่าประเทศใดๆ ขณะนี้ผู้ที่ห่วงใยได้ทำให้กระบวนการต่างๆ ผ่านผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เช่น รองนายกฯ และรมต.ที่เกี่ยวข้อง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมทั้งสมัชชาสุขภาพก็รับไว้เป็นวาระสำคัญ

ผมจึงขอให้ผู้บริหารได้ศึกษาและทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยไม่อคติและไม่เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นเฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาว เพราะมีครอบครัวและเยาวชนจำนวนมากที่กำลังเกิดปัญหาขึ้น รัฐจะต้องยื่นมือเข้ามาจัดการ เหมือนกับหลายประเทศที่ดำเนินการอยู่ (ออกกฎหมายห้ามนำมาโรงเรียน, ลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนเพื่อควบคุมอายุ, เกมต้องหยุดเมื่อครบ 2 ชั่วโมง เป็นต้น)

เราไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อธุรกิจ แต่ธุรกิจก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน เราไม่ได้ห้ามการล่นเกม แต่คนไทย เด็ก และพ่อแม่จะต้องเท่าทัน และองค์กรควบคุมก็ต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งองค์กรอื่นๆ ที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง เช่น ศธ., สธ., กสทช. ฯลฯ

ถ้าเมื่อไร มีการทบทวนจะมีความก้าวหน้าจากฝ่าย Supply และ Regulator อย่างชัดเจน แต่เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็มิได้มี Action ที่จะควบคุมให้เหมาะสมและทันกาล


กำลังโหลดความคิดเห็น...