xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ศึกโอตะ” ปะทะ “ลิเบอร่าน” และ “กัปตันเฌอปราง” บนสมรภูมิ “กู้เรตติ้ง”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ยังคงเดินหน้า “กู้เรตติ้ง” อย่างต่อเนื่องสำหรับ “ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) เพราะไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่ต้องอัดแคมเปญ “เกณฑ์คนดัง” ดารานักร้องมาร่วมโปรโมต “กระชากเรตติ้ง” เรียกคะแนนนิยมที่เคยมีล้นเหลือ มี FC เต็มบ้านเต็มเมืองให้กลับคืนมา เพราะยิ่งนานวันคะแนนนิยมตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ก่อนที่เทียบเชิญจากรัฐบาล คสช. จะถูกส่งถึง “เฌอปราง อารีย์กุล” หรือ “กัปตันเฌอปราง” ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปแห่งวง “BNK48” ให้มาร่วมเป็น “พรีเซนเตอร์” ประชาสัมพันธ์งานรัฐบาล ร่วมเป็นพิธีกร “รายการเดินหน้าประเทศไทย วันเสาร์” ก่อนหน้านี้ คสช. ดึงคนดังมากมายมาย อาทิ โป๊ป - ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ, เบลล่า ราณี ฯลฯ ร่วมโปรโมตรัฐบาลถ่ายรูปกับอีเวนท์ต่างๆ ที่ทำเนียบรัฐบาล

หรือที่เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย ก็คงเมื่อครั้ง คสช. ดึงตัวพระเอกหนุ่มสุดฮอต “ณเดชน์ คูกิมิยะ” มาร่วมงานเป็น “พิธีกร” ในรายการเดินหน้าประเทศไทย เผยแพร่ผลงานรัฐบาล ส่งผลให้เรตติ้งรายการฯ พุ่งสูงปรี๊ดมาแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยว่า ใช้ดาราเรียกเรตติ้งได้ก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าคนดูค่อนประเทศคงสนใจดารามากกว่าเนื้อหาที่ คสช. ต้องการนำเสนอ มิหนำซ้ำ หลายๆ สคริปท์รายการของ คสช. ก็ไม่ต่างจากผักชีโรยหน้า

กระทั่ง ในที่สุดก็ถึงคิวของ “กัปตันเฌอปราง” แห่งวง BNK48 สาวที่ฮอตที่สุดในประเทศไทย ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนทั่วไปจากผลงานเพลงฮิต เป็นที่รักของเหล่า “โอตะ” มีแฟนคลับที่คอยติดตามให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก และย่อมส่งผลให้เรตติ้ง คสช.พุ่งกระฉูด เช่นเดียวกับ ทุกๆ รายการที่ เฌอปราง ไปปรากฎตัวล้วนกระแสตอบรับดีมากถึงมากที่สุด

ทั้งนี้ การเกณฑ์ดารานักร้องมาร่วมงานกับ คสช. เป็นส่วนหนึ่งของเปิดแคมเปญ “สร้างไทยไปด้วยกัน” เพื่อประชาสัมพันธ์งานรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ “รายการเดินหน้าประเทศไทย วันเสาร์” โดยส่งเทียบเชิญดารานักร้องคนดังมาเป็นพิธีกร อาทิ มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน, บี - น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์, ฟิล์ม - ธนภัทร กาวิละ, ท็อป - จรณ โสรัตน์, เฌอปราง อารีย์กุล หรือ เฌอปราง BNK48 เป็นต้น

และเมื่อ “เรตติ้งขึ้น” ก็ย่อมมีเสียวิพากษ์วิจารณ์ตามมา โดยเฉพาะจากขั้วตรงข้าม “ฝั่งเสื้อแดง” ซึ่งมีปฏิกิริยาจากเรื่องดังกล่าวค่อนข้างมาก

เสียงวิจารณ์แรกเกิดกับตัวรัฐบาลเองว่าเป็นการ “โหนกระแสดารา”

ถามว่าจริงไหม?

ก็ต้องตอบว่าจริง... แต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลก็ทำกันมา หากยังจำกันได้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีการใช้ดาราในการโปรโมตผลงานอย่าง “แพนเค้ก - เขมนิจ จามิกรณ์” เป็นต้น

ขณะที่ ไอดอลสาวอย่าง “เฌอปราง BNK48” ก็โดนหนักไม่แพ้กันด้วยข้อหา “รับใช้เผด็จการ” ซึ่งการเข้ามาร่วมงานกับ คสช. เกิดเสียงวิพากษ์จากกลุ่มก้อนทางการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาลอย่างหนัก

มีการวิจารณ์ด้วยจิตใจที่ “คับแคบ” อัดแน่นไปด้วย “อคติ” ทั้งอ้างตนว่าฝักใฝ่ประชาธิปไตย แต่กลับเลือกใช้วิธีของเผด็จการ “ปลุกปั่น” สร้างความเกียจชัง แสดงความคิดเห็นให้ร้าย “เฌอปราง” ต่อการเข้ามาหน้าที่ “พิธีกร” ในรายการ “รายการเดินหน้าประเทศไทย” ว่าเป็นการ “รับใช้เผด็จการ”

ตีขลุมเหมารวมถึงบทบาทของ “เฌอปราง กัปตัน BNK48” ในฐานะ “ตัวแทนคนรุ่นใหม่” ต้องแสดงออกเพียง “แอนตี้รัฐบาลทหาร” และไม่ควรไปร่วม “โฆษณาชวนเชื่อ” ของ “ระบอบเผด็จการ”

ทั้งกรณี “นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการฝั่งเสื้อแดง ที่โพสต์ข้อความเหยียดไอดอลสาวว่าเป็น “ผงซักฟอกเผด็จการ” และ “นายรังสิมันต์ โรม” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่โพสต์ข้อความวิจารณ์เธอว่า “รับใช้เผด็จการ” โดยไม่สนใจว่าเธอเป็นเพียง “ดารานักร้อง” เมื่อรัฐบาลขอความร่วมมือมา หรือเป็นคำร้องขอจาก “ต้นสังกัด” เธอก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธได้

อย่างไรก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย เพราะเธออาจไม่ได้คิดเช่นนั้น อีกทั้งรายการเดินหน้าประเทศที่ไปร่วมดำเนินรายการในครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาที่เธอมีความสนใจมาโดยตลอด
 
สำหรับตอนนี้ “เฌอปราง อารีย์กุล” หรือ “เฌอปราง BNK48” กำลังศึกษาอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านระบบการเรียนการสอนจากโรงเรียนทางเลือก เป็นผลิตผลจากโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า เธอแค่ต้องการเผยแพร่แนวความคิดหรือต้องการเห็นเด็กไทยมีระบบการศึกษาที่ดีขึ้น...ก็เท่านั้น

และประเด็นที่น่าสนใจกว่าการกล่าวหาไอดอลสาวว่า “รับใช้เผด็จการ” น่าจะเป็นเรื่อง “สคริปท์” รายการเดินหน้าประเทศไทย ที่มีการเปลี่ยนแบบปุ๊บปั๊บ เพราะเดิมทีเทปที่ “เฌอปราง” ร่วมเป็น “พิธีกร” พรีเซ็นต์เรื่อง “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ “ลดความเหลื่อมล้ำ - สิทธิการเข้าถึงการศึกษา” สร้างโอกาสในการเข้าถึงความรู้ขั้นพื้นฐานให้กับเด็กๆ ในที่ห่างไกล และมีกำลังทรัพย์ไม่มาก กำหนดออกอากาศในวันที่ 15 ก.ย. 2561ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายประชาธิปไตยมีการเรียกร้อง และแน่นอน ควรให้ความสำคัญมากกว่าการวิจารณ์เฌอปรางด้วยอคติ

โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” ที่จัดตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญ 2560 ว่าจะทำได้จริงหรือไม่!? เมื่อเกิดเรื่อง “ตลกร้าย” มีการเปลี่ยนหัวข้อใหม่ โดยรายงานข่าวจากรายการ “พลิกปมข่าว” ของ ThaiPBS ระบุว่า รายการเดินหน้าประเทศไทย ในตอน “กองทุนเสมอภาคทางศึกษา” ที่ดำเนินรายการโดย “เฌอปราง” ที่จะออกอากาศในวันที่ 15 ก.ย. 2561ได้เปลี่ยนประเด็น “กะทันหัน” ไปเป็น “โครงการ DLTV” หรือ “ครูตู้” แทน อันเนื่องมาจากการพิจารณางบประมาณปี พ.ศ. 2562 ของ สนช. มีการจัดสรรงบฯ ให้กองทุนฯ เพียง 2,537 ล้านบาท จากเดิมที่มีการยกร่าง พ.ร.บ. ไว้ที่ 25,000 ล้านบาท เรียกว่าหายไปถึง 10 เท่า เลยทีเดียว แม้ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา “ครม.ลุงตู่” จะเพิ่งมีมติอนุมัติเงินประเดิมงวดแรก 700 ล้านบาท และเงินอุดหนุนรายปีอีก 499 ล้านบาท แต่ก็เทียบไม่ได้กับงบประมาณ ที่ตั้งเอาไว้

อีกทั้ง ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Decharut Sukkumnoed หลังทราบว่า เฌอปราง BNK48 ร่วมจัดรายการในประเด็นการศึกษา โดยตั้งคำถามเรื่องการลดงบประมาณด้านการศึกษา ความว่า

“ทราบข่าวว่าน้องเฌอปรางจะร่วมจัดรายการเดินหน้าประเทศไทย ผมเดาเอาว่า เขาจะให้เฌอปรางพูดเรื่องการศึกษา ผมเลยช่วยหาข้อมูลเพื่อเตรียมประเด็นให้น้องเฌอปรางไปถามในรายการครับ

ผมอยากถามเรื่อง งบประมาณด้านการศึกษาที่ลดลงครับ จากปีงบประมาณ 2561 เรามีงบการศึกษา 523,596 ล้านบาท แต่ปีงบประมาณ 2562 งบการศึกษาลดลงเหลือ 510,514 ล้านบาท ลดลงไป 13,064 ล้านบาท เลยทีเดียว...

ทั้งนี้ งบการศึกษาที่ลดลงมากที่สุด มีสามส่วนคือ อุดมศึกษา ลดลงไป เกือบ 6,000 ล้านบาท (ปี 61 108,341 ล้านบาท ปี 62 102,404 ล้านบาท และ งบวิจัยและพัฒนาด้านการศึกษา ลดลงไป มากกว่า 3,000 ล้านบาท (ปี 61 6,964 ล้านบาท ปี 62 3,589 ล้านบาท) และงบบริการสนับสนุนการศึกษาครับ”

แน่นอนว่า ณ วันนี้ยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบจากรัฐบาล คสช. สำหรับ เฌอปราง ได้เปิดเผยความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ Cherprang BNK48 หลังจากถ่ายทำรายการฯ ในตอนหนึ่งความว่า

“ในรายการเดินหน้าประเทศไทยวันเสาร์ ที่เฌอได้ไปถ่ายทำ เป็นเรื่องความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงความรู้ขั้นพื้นฐานให้กับเด็กๆ ในที่ห่างไกล ร.ร.ขนาดเล็ก หรือที่มีกำลังทรัพย์ไม่มาก โดยใช้การศึกษาทางไกลหรือโครงการ DLTV ที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณของ ร.9 ที่ได้ทรงริเริ่มโครงการ และ ร.10 ทรงให้ความสำคัญและปรับปรุงขยายผล รวมถึงโครงการ ติวฟรี.com ที่น้องๆ สามารถฝึกฝนตนเอง และติววิชาขั้นพื้นฐานก่อนที่จะไปสอบวัดผลต่างๆได้ฟรี ผลของโครงการเป็นอย่างไร พอที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้มากน้อยเท่าไร ทำอย่างไรถึงจะช่วยขยายผลไปได้อีก รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ในวันที่ 15 ก.ย. นี้นะคะ เด็กๆเยาวชน คืออนาคตของชาติ”

อย่างไรก็ดี ความปรารถนาดีของไอดอลสาวที่นำมาซึ่งเรตติ้งพุ่งกระฉูด! ก็ทำให้เกิดคำถามเช่นกันว่า เรตติ้งที่พุ่งนั้นเป็นเพราะ “ความฮอต” ของ “เฌอปราง” เพียงประการเดียวหรือไม่ และจะมีสักกี่คนที่สนใจเนื้อหาที่เธอต้องการสื่อออกมา

ขณะที่ รัฐบาลเองก็อาจไม่ได้ประโยชน์โพดผลอะไรจาก “เฌอปราง” มากไปกว่า “เรตติ้ง” ของรายการโทรทัศน์ที่มีคนดูมากขึ้น ขณะที่คะแนนนิยมของรัฐบาลรวมทั้งตัว “ลุงตู่” ก็อาจไม่ได้เพิ่มขึ้น แม้ผลโพลเรื่องคะแนนนิยมของผู้นำโดยสำนักโพลต่างๆ จะปรากฎชื่อ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” รั้งคะแนนอันดับ 1 แต่คะแนนของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หรือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ก็ไล่บี้กันมาติดๆ
 
และที่แน่ๆ ก็คือ “ปรากฏการณ์เฌอปราง” ทำให้เกิดสงครามระหว่าง “โอตะ” กับ “คนเสื้อแดง” เป็นสงครามระหว่าง “คนรักทักษิณ ชินวัตร” กับ “โอตะ ของ BNK48” ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังเป็นการทับซ้อนของ FC ทั้งสองฝ่าย ซึ่งถ้าจะว่าไป เฌอปรางเอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบกับฝั่งคนเสื้อแดงและระบอบทักษิณไม่น้อย เพราะโดยภาพรวมแล้วสังคมมองว่า เป็นการหาเรื่องของพวก “ลิเบอร่าน” ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะด่าด้วยจิตใจที่คับแคบ อ้างว่าตัวเองคือ “ฝ่ายประชาธิปไตย” แต่ไม่เคยเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย “อคติทางการเมือง”

ที่สำคัญ เมื่อครั้งที่ BNK48 ไปร้องเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย ในงานฉลองพิธีประสาทปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ของคุณหญิงสุดารัตน์เมื่อ 2 - 3 เดือนก่อน รวมทั้งช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่ คุณหญิงสุดารัตน์เดินทางไปมอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วมที่ สปป.ลาว ก็ ได้มีการนำสาวๆ BNK48 ไปแสดงมินิคอนเสิร์ตที่นครเวียงเวียงจันทน์ด้วย ก็ไม่เห็นมีคนเสื้อแดงหรือคนของระบอบทักษิณเปิดปากวิจารณ์ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดวิวาทะต่างๆ นานาในทำนองให้ร้าย “หนูเฌอปราง” ท่านผู้นำรัฐบาล คสช. อย่าง “ลุงตู่” ได้เอ่ยปากให้กำลังใจ ความว่า

“...ผมก็สงสารเด็ก การที่ทุกคนมาช่วยกันทำความดีให้ประเทศมันเสียหายตรงไหน และผมก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรจากดาราพวกนี้ เขาจะเอาเงินเอาทองมาให้ผมหรือ ก็ไม่ใช่ หรือผมจะไปทำให้เขามีรายได้ดีขึ้นก็ไม่ใช่!

“...ขอให้กำลังใจน้องเฌอปราง อย่าไปยอมแพ้คนไม่ดี คนไม่มีคุณธรรมศีลธรรม อย่าไปยอมแพ้ ใครก็ได้ ผมบอกแล้ว การทำความดีทำได้ทุกเวลา ทุกหน้าที่ทุกกิจการ ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อประเทศชาติและประชาชนของเรา ต่างคนต่างไม่ได้ประโยชน์ แต่ประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์ ต้องมองตรงนี้” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าว

ในส่วนของ “จิรัฐ บวรวัฒนะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ จำกัด ต้นสังกัดของ “เฌอปราง BNK48” ได้กล่าวถึงจุดยืนต่อการเข้าร่วมดำเนินรายการเดินหน้าประเทศไทย ความว่า
“สิ่งที่เราต้องการคือการตอบแทนโอกาสที่สังคมมอบให้กับเราด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคมในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการช่วยระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือการเข้าไปช่วยหน่วยงานภาครัฐในการถ่ายทอดเนื้อหาข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่ได้หวังผลทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น”
 
อย่างไรก็ดี กล่าวสำหรับเฌอปรางค์เอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นนั้น แม้จะทำให้เรตติ้งรายการของ คสช.ดีขึ้น แต่ก็ไม่อาจสรุปได้ว่า “เรตติ้ง คสช. เพิ่มขึ้น” ด้วยหรือไม่ เพราะดูทรงแล้วบรรดาโอตะและคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบจะแห่กรี๊ดกันแต่ “เฌอปราง BNK48” เป็นประการสำคัญ และก็ไม่แน่ว่า นี่อาจเป็นก้าวแรกของความเป็น “นักการเมืองหญิง” ที่มีชื่อว่า “เฌอปราง อารีย์กุล” ก็เป็นได้เพราะขนาดเพื่อนๆ ร่วมวง อย่าง “แก้ว BNK48” ยังเคยเปรยๆ เอาไว้ว่า “อยากให้เฌอปรางเป็นนายกฯ ค่ะ!” เมื่อครั้งร่วมวงเสวนาในเวที “เมืองแห่งนวัตกรรม” เกี่ยวกับมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อประเด็นการพัฒนาในอนาคต

อื้ม! ก็มีความเป็นไปได้เพราะ “เฌอปราง” เธอมีบุคลิกผู้นำ มีการศึกษาที่ดี มีวิธีคิดที่ดี อีกทั้งรั้งตำแหน่ง “กัปตัน แห่ง BNK48” ทำเป็นเล่นไป ดีไม่ดีก่อนที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหลัง “พ.ร.ป.ส.ส.และส.ว.” มีผลบังคับใช้ “เฌอปราง” อาจถูกจีบเข้า “พรรคพลังประชารัฐ” ก็เป็นได้

และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง “พรรคอนาคตใหม่” ของ “เสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนชั้นกลางและกลุ่มคนรุ่นใหม่คงร้อนๆ หนาวๆ อยู่ไม่น้อย




กำลังโหลดความคิดเห็น...