xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งอย่างไร (1)

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

ในที่สุดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๑ ก็ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๑ อันเป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่าการเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นสูงในต้นปี ๒๕๖๒ แต่ภายในบริบทการเมืองไทย การกล่าวว่าการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแล้วนั้น ดูเป็นการมั่นใจจนเกินเหตุ เพราะสังคมไทยมีเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งอาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดในกฎหมายก็ได้

แต่ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นในต้นปีหน้าก็ตาม สิ่งที่ผมคิดว่าผู้สนใจการเมืองควรทำความเข้าใจไว้เป็นพื้นฐานคือ แนวทางการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของผู้เลือกตั้งไทยที่ผ่านมาว่าเป็นแบบใดบ้าง เผื่อจะใช้ประกอบการตัดสินใจต่อการลงคะแนนเสียงในอนาคตต่อไป

เริ่มจากแบบแผนการลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมือง ผมคิดว่าการที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองใดนั้นมีองค์ประกอบสำคัญห้าประการหลักคือ หัวหน้าพรรค นโยบายพรรค ความผูกพันกับพรรค แนวโน้มการเป็นรัฐบาลของพรรค และการเลือกเชิงผกผัน

ลักษณะของหัวหน้าพรรคที่ทำให้ประชาชนเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งนั้นอย่างแรกคือ ต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง มีบุคลิกลักษณะที่โดดเด่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนเป็นที่จดจำได้ของกลุ่มผู้เลือกตั้ง ความโดดเด่นเชิงบุคลิกของหัวหน้าพรรคทำให้ผู้เลือกตั้งจำนวนหนึ่งสามารถเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของตนเองเข้ากับหัวหน้าพรรค และตกผลึกในความคิดว่า “คนแบบนี้แหละที่เราต้องการ”

คุณลักษณะใดบ้างในอดีตของหัวหน้าพรรคที่สามาถสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคนั้นๆ เท่าที่ผมประมวลดู อย่างแรกคือ ความโดดเด่นเชิงคุณธรรมในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม ซึ่งหมายความว่าหัวหน้าพรรคต้องเป็นที่รับรู้และยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต คุณลักษณะเช่นนี้ดึงดูดใจผู้เลือกตั้งที่เป็นชนชั้นกลางมากกว่าผู้เลือกตั้งกลุ่มอื่นๆ

เหตุผลที่ทำให้ชนชั้นกลางลงคะแนนแก่พรรคที่มีหัวหน้าพรรคซื่อสัตย์สุจริตคือ ผู้เลือกตั้งชนชั้นกลางรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการทุจริตของการเมืองไทยมากจนกระทั่งเกิดแรงปรารถนาที่อยากได้นักการเมืองที่พวกเขาเชื่อว่าสุจริตมาบริหารบ้านเมือง

คุณลักษณะถัดมาของหัวหน้าพรรคการเมืองที่ดึงดูดใจประชาชนได้คือ ภาพลักษณ์ของการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกและความมีประสิทธิผลในการบริหารประเทศ ภาพลักษณ์นี้มักเกิดในหัวหน้าพรรคที่เคยประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจและมีความมั่งคั่งร่ำรวย กลุ่มคนที่ยึดโยงตนเองกับภาพลักษณ์แบบนี้มีสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มชนชั้นกลางที่เป็นผู้ประกอบการ และชาวบ้านทั่วไป ผู้เลือกตั้งเหล่านี้มีความเชื่อว่าหัวหน้าพรรคที่พวกเขาคิดว่าบริหารประเทศเก่งจะทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนั้นแม้หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคจะมีชื่อเสียงอื้อฉาวด้านการทุจริต แต่ผู้เลือกตั้งกลุ่มนี้ก็ไม่นำมาเป็นเงื่อนไขในการตั้งข้อรังเกียจแต่อย่างใด

คุณลักษณะที่สามที่ดึงดูดใจผู้เลือกตั้งคือ การมีบุคลิกและการพูดที่ห้าวหาญ โฉ่งฉ่าง กล้าวิพากษ์วิจารณ์บุคคลอื่นๆที่เป็นคู่แข่งทางการเมือง สื่อมวลชน ข้าราชการโดยเฉพาะตำรวจ และประเด็นต่างๆ ทางสังคมและการเมืองอย่างเผ็ดร้อน การแสดงออกในท่วงทำนองแบบนี้จะ “โดนใจ” ของผู้เลือกตั้งกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย และชาวบ้านบางส่วนที่มีมุมมองทางการเมืองแบบต่อต้านสังคม พวกเขาเลือกเพราะแรงขับของ “ความสะใจ” เป็นหลัก

สำหรับพรรคการเมืองใดที่หัวหน้าพรรคไม่มีบุคลิกอย่างใดอย่างหนึ่งที่โดดเด่นจนเป็นที่จดจำ ได้ของผู้คน หัวหน้าพรรคนั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกพรรคน้อยหรือแทบจะไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคนั้นจะไม่มีใครเลือกเลย เพราะยังมีประชาชนอีกมากที่เลือกพรรคการเมือง โดยใช้ปัจจัยอื่นๆในการตัดสินใจ

ปัจจัยถัดมาที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้เลือกตั้งคือ นโยบายพรรรค คำถามคือนโยบายพรรคแบบใดที่สามารถดึงดูดใจผู้เลือกตั้งไทยได้บ้าง หากดูประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ผ่านมา ลักษณะนโยบายที่โดดเด่นมีพลังสูงในการโน้มน้าวใจผู้เลือกตั้งเป็นจำนวนมากคือ นโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้ทรัพยากรของรัฐแจกจ่ายผลประโยชน์แก่ผู้เลือกตั้งโดยตรง แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อกำหนดในกฎหมายมิให้ใช้นโยบายประชานิยมอย่างโจ่งแจ้งดังในอดีต ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดยังเสนอนโยบายแบบนี้ก็ต้องดำเนินการอย่างซับซ้อนและซ่อนเงื่อน เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย แต่ยังคงไว้ซึ่งพลังแห่งการดึงดูดใจเอาไว้

กลุ่มเป้าหมายของนโยบายประชานิยมที่โดดเด่นมีสี่กลุ่มหลักคือ กลุ่มชาวบ้านในเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะในชนบท นโยบายที่มีผลต่อการตัดสินใจของกลุ่มนี้คือ นโยบายการให้เงินพัฒนาหมู่บ้านโดยงตรง หรือ การจัดตั้งกองทุนให้กู้ยืมในทุกหมู่บ้าน ถัดมาคือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายการเพิ่มเงินค่ายังชีพ และการเพิ่มสวัสดิการต่างๆ อีกกลุ่มที่เป็นกลุ่มใหญ่คือ กลุ่มเกษตรกร ซึ่งให้ความสำคัญกับราคาพืชผลสินค้าเกษตร นโยบายในอดีตที่มีผลต่อการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้เช่น นโยบายจำนำข้าว ประกันราคาข้าว และสุดท้ายกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งให้ความสำคัญกับค่าจ้างและสวัสดิการในการทำงาน ดังเช่น นโยบายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นต้น

นอกจากนโยบายประชานิยมแล้ว นโยบายอีกประเภทหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้เลือกตั้ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากนัก นั่นคือ “นโยบายเชิงประเด็น” ที่ตอบสนองความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย การลดความเสี่ยงในสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา และการเพิ่มสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ นโยบายแบบนี้มีอิทธิพลต่อผู้เลือกตั้งบางกลุ่ม และบางนโยบายมีอิทธิพลต่อผู้เลือกตั้งหลากหลายกลุ่ม

ตัวอย่างนโยบายแบบนี้ในอดีตเช่น นโยบายจัดระเบียบสังคม นโยบายต่อต้านการคอรัปชั่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากเสนอนโยบายเป็นนามธรรมที่เลื่อนลอย ก็จะมีพลังต่ำ พลังของนโยบายในการดึงดูดใจผู้เลือกตั้งจะมีมากขึ้นหากมีการนำเสนอมาตรการที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะหากทำให้มาตราการนั้นโดดเด่นออกมาจนเป็นที่จดจำก็ยิ่งมีพลังดึงดูดใจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามจุดอ่อนของมาตรการบางอย่างคือ อาจทำให้กลุ่มบางกลุ่มเสียประโยชน์ และเกิดการต่อต้านได้ ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายลักษณะนี้ก็ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนถึงปริมาณของคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ด้วย

สำหรับในปัจจุบันสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาของสังคมและเป็นที่สนใจของประชาชนมีหลายประเด็น ที่อาจนำเสนอเป็นนโยบายได้ อย่างเช่น นโยบายอาหารปลอดภัย ซึ่งอาจเสนอมาตรการห้ามใช้สารพิษพาราควอตในการกำจัดศัตรูพืชอย่างเด็ดขาด มาตรการนี้เป็นที่ชื่นชอบของชนชั้นกลางและผู้บริโภคในเมือง หรือ นโยบายการป้องกันประเทศ โดยใช้มาตรการทหารอาสาสมัคร แทนการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะทำให้ชนชั้นกลางที่มีบุตรชายชื่นชอบ เพราะไม่ต้องกังวลถึงความเสี่ยงของบุตรในอนาคต และก็ทำให้ผู้เลือกตั้งในวัยรุ่นตอนปลายนิยมชมชอบเช่นเดียวกัน

ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ผู้เลือกตั้งไม่ได้มองนโยบายทุกนโยบายว่าเป็นอย่างไร แต่จะเลือกมองนโยบายบางอย่างที่ตนเองสนใจ หรือเป็นนโยบายเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับความเชื่อและชีวิตของตนเอง แล้วใช้เพียงประมาณหนึ่งถึงสามนโยบายเป็นข้อพิจารณาว่า จะเลือกหรือไม่เลือกพรรคการเมืองพรรคใด ส่วนในกรณีที่มีพรรคการเมืองเสนอนโยบายเหมือนกัน ผู้เลือกตั้งจะพิจารณาว่า พรรคการเมืองใดมีโอกาสเป็นรัฐบาลสูงกว่า ก็จะตัดสินใจเลือกพรรคนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือผู้เลือกตั้งประเมินความเป็นไปได้และโอกาสที่จะมีการนำนโยบายนั้นไปใช้ในการปฏิบัติจริงเป็นหลักนั่นเอง




กำลังโหลดความคิดเห็น...