xs
xsm
sm
md
lg

ผลัดกันเกาหลังกันเอง กระเตงกันเป็นผู้บริหารผลประโยชน์ทับซ้อนและธรรมาภิบาลเสื่อมในมหาวิทยาลัยไทย

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาเป็นปัญหาหนักมาก ใครจะไปเชื่อว่าในมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งรวมคนที่มีความรู้เรียนหนังสือกันมาสูง ๆ กลับมีการเล่นการเมือง เล่นพรรคเล่นพวก มีผลประโยชน์ทับซ้อน มากมาย ยิ่งมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (หรือแม้ยังอยู่ในระบบก็ตาม) ก็มีผลประโยชน์มากมาย บางมหาวิทยาลัยอธิการบดีมีรายได้เดือนละหลายล้านในฐานะที่ปรึกษาโครงการปริญญาตรี โท เอก และเงินเดือนอธิการบดีสมัยนี้สำหรับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็สองสามแสนบาทต่อเดือนหรือมากกว่านั้นมาก ดังนั้นคนจึงอยากเป็นอธิการบดีหรือรองอธิการบดีกันมาก แม้ว่าตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. จะต้องแถลงทรัพย์สินก็ตามก็ยังมีคนจำนวนมากอยากเป็นอธิการบดี

บางมหาวิทยาลัยนั้นผลประโยชน์เป็นตัวเงินเป็นเรื่องหอมหวนมากเหลือเกิน บางมหาวิทยาลัยอธิการบดีใช้สิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศกันเป็นว่าเล่นแทบจะไม่อยู่เมืองไทยเลยและแทบจะไม่ทำงานในหน้าที่อธิการบดีด้วย เดินทางด้วย First class กันอย่างสุรุ่ยสุร่าย พักในโรงแรมระดับห้าดาวหรูหรา และมักจะอ้างว่าไปลงนามใน MOU หรือแสดงหาความร่วมมือทางวิชาการ แต่ลงท้ายก็เป็นการพาพรรคพวกไปเที่ยวต่างประเทศกันอย่างหรูหรา โดยใช้เงินรายได้ของสถาบันมาเพื่อการดังกล่าว และ MOU ที่ลงนามมาก็มีที่เกิดความร่วมมือทำงานร่วมกันจริง ๆ น้อยมาก จนผมคิดว่าควรมีการสำรวจว่าแต่ละมหาวิทยาลัยไปลงนาม MOU กันมาก ๆ นั้นได้เกิดประโยชน์มีการทำงานร่วมกันจริงสักเท่าไหร่ บางมหาวิทยาลัยจะพ้นตำแหน่งแล้ว ยังเที่ยวทิ้งทวนกันจนแทบจะสัปดาห์สุดท้ายก่อนพ้นตำแหน่ง โดยอ้างว่าไปเจรจาธุรกิจหรือ MOU จริง ๆ น่าจะให้แถลงด้วยว่าใช้เงินอย่างนี้ไปกันมากน้อยเท่าไหร่ ได้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลแก่หน่วยงานและประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน

ที่น่าประหลาดใจคือในขณะที่มหาวิทยาลัยกำลังเป็นขาลงเกิดวิกฤตมหาวิทยาลัย แต่การก่อสร้างตึกอาคารต่าง ๆ กลับไม่เคยลดลง มหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยตึกและอาคาร แต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือทดลอง สารเคมีที่ทำวิจัย หรือใช้ในการเรียนการสอน ทำไมถึงอยากสร้างตึกกันมากเหลือเกินทุกแห่ง แล้วก็พยายามตั้งชื่อตึกเป็นชื่อตัวเองหรือพรรคพวก แล้วมีตึกอาคารว่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้เต็มตามศักยภาพมากมายเหลือเกิน สร้างแล้วปิดไว้ไม่ได้ใช้ตั้งหลายปีเป็นบางส่วนก็มีกันมากมาย ถ้าเป็นอย่างนี้ในต่างประเทศรับรองมีเรื่องแน่ ๆ แต่ก็ไม่เป็นอะไร เพราะที่นี่ประเทศไทย เงินหลวงไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครแคร์ nobody owns, nobody cares สร้างกันเข้าไป ใช้ไม่เต็มที่ ปล่อยว่าง ๆ ไว้มากมาย น่าสงสารประเทศชาติมาก (เรื่องนี้เกิดในหน่วยราชการจำนวนมาก)

ศึกแย่งตำแหน่ง หรือแย่งกันเป็นผู้บริหาร เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในทุกแห่งและในทุกที่ การพยายามสืบทอดอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการทำและจำเป็นต้องทำกันเป็นปกติในมหาวิทยาลัย หลายแห่งหากลุกออกไปจะเกิดการขุดคุ้ย ขยะและสิ่งสกปรกที่ซุกไว้ ทำผิด ๆ ไว้เยอะแยะ และหลายคนก็ขึ้นมาเป็นผู้บริหารโดยการหักหลังอธิการบดีคนเก่าที่เคยสนับสนุนตัวเองให้ได้เป็นผู้บริหาร บางมหาวิทยาลัยอธิการบดีก็อยู่ในตำแหน่งยาวนานมากจนแทบจะเป็นมาเฟียผู้ทรงอิทธิพล อยู่ในตำแหน่งยาวนานเป็นสิบ ๆ ปี หรือเกือบ 20 ปี จนกลายเป็นอากง อาม่า และเหล่ากง เหล่าม่ากันทีเดียว ไม่ปล่อยวางใด ๆ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารบ้างเลย ผลประโยชน์อันใดหนอจึงมีความจำเป็นต้องทำกันขนาดนี้ บางมหาวิทยาลัยอากงลงจากตำแหน่งอธิการบดีก็สนับสนุนให้อาจารย์ที่เป็นเมียน้อยของตัวเองขึ้นมาเป็นอธิการบดีแทนตัวเอง ราวกับมหาวิทยาลัยเป็นกิจการในครอบครัวของพวกตนและอนุภรรยา ช่างน่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่ง

บางมหาวิทยาลัย อธิการบดีต้องการสืบทอดอำนาจก็ใช้วิธีการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัย เรียนต่อปริญญาโท-เอกในมหาวิทยาลัยของตนเอง ให้มาเป็นอาจารย์เพื่อให้เป็นฐานเสียงของตนเองในการเลือกตั้งหรือสรรหาอธิการบดี มากกว่าที่จะหาคนดีคนเก่งที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นอาจารย์!!! ผมไม่ได้รังเกียจเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์แต่อย่างใดครับ กลับสนับสนุนด้วยซ้ำ แต่ไม่ควรเอาเจ้าหน้าที่มาเป็นอาจารย์เพื่อให้เป็นฐานเสียงทางการเมืองในมหาวิทยาลัย ผมเคยเห็นเช่นนั้นมาแล้วในบางมหาวิทยาลัย คุณภาพการศึกษาจะตกต่ำลงอย่างมากหากทำเช่นนี้

การเลือกตั้งหรือการลงมติในมหาวิทยาลัย เต็มไปด้วยการล็อบบี้ และเต็มไปด้วยการต่างตอบแทน เช่น ถามกันตรง ๆ เลยว่า ถ้าสนับสนุนให้ได้เป็นอธิการบดี จะได้รับตำแหน่งใดตอบแทนกลับมา มีการวิ่งเต้นและ lobby อย่างน่าเกลียดน่ากลัว น่าขยะแขยง น่ารังเกียจ ไม่ได้แตกต่างจากนักการเมืองชั้นต่ำ ๆ การเกาหลังกันเองนั้นเห็นเสมอ เป็นการผลัดกันเกาหลังอย่างเหลือเชื่อไม่น่าจะเกิดในมหาวิทยาลัยได้

ที่เห็นมากคือ กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผลัดกันเกาหลังกับอธิการบดี โดยต่างตอบแทนกัน และเป็นพวกเดียวกัน มีหลายที่ที่เป็นเช่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น ว่าที่อธิการบดี lobby ให้กรรมการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัย เลือกคนที่จะเลือกตนเองเป็นอธิการบดีในอนาคต วางแผนกันยาว ๆ เตรียมกันไว้ล่วงหน้า เมื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัยมาเป็นกรรมการสรรหาอธิการบดีก็จะเลือกว่าที่อธิการบดีที่ lobby เลือกตนมาเป็นอธิการบดี

บางมหาวิทยาลัยทำน่าเกลียดโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งตาม พรบ ป.ป.ช. หมวด 6 ถือว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) โดยที่กรรมการสรรหาอธิการบดี ลงมาเป็นผู้สมัครรองอธิการบดี ซึ่งเมื่อได้อธิการบดีมา อธิการบดีจะเลือกรองอธิการบดีจาก short list เพื่อมาเป็นรองอธิการบดี แต่ช้าก่อน ฉันเลือกเธอเป็นอธิการบดีแล้ว ฉันจะต่างตอบแทนด้วยการเลือกเธอมาเป็นรองอธิการบดี ทำเช่นนี้เป็นการผลัดกันเกาหลัง และขัดกับพระราชบัญญัติการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และเป็นการขาดธรรมาภิบาลอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งในสถาบันอุดมศึกษาน่าจะมีจริยธรรมและธรรมาภิบาลที่สูงกว่านี้มาก

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นที่ไหนก็ไปพิจารณาดูกันเอาเอง

แต่ไม่ได้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเดียว เป็นเรื่องที่เกิดและพบเห็นทั่วไป

ถ้าในมหาวิทยาลัยยังขาดธรรมาภิบาล มีผลประโยชน์ทับซ้อน ขาดจริยธรรม จะไปสอนเด็กได้อย่างไรหนอ

ขอฝากบ้านเมืองไว้ในมือของอาจารย์มหาวิทยาลัยไทยทุกคน อะไรที่ไม่ถูกต้อง ท่านจงลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่างแรกที่สุดคือต้องทำบ้านตัวเองให้สะอาดเสียก่อน จริงไหมครับ

ปล. บทความนี้มาจากการสังเกต พบเห็นด้วยตนเอง และได้รับฟังความเป็นจริงมาจากเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยไทย ทัศนะในบทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ผู้เขียนทำงานแต่อย่างใด


กำลังโหลดความคิดเห็น...