xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**ศรัทธาเหนือศาสตรา!! ดังชั่วข้ามคืน “ป.ป.ช.สุรศักดิ์”เจ้าของตรรกะวิบัติ “GT 200” เหมือน “พระเครื่อง” รู้หรือไม่ เหตุที่ “GT 200” ถูกจับได้ว่า “ลวงโลก”ในไทย จาก “คาร์บอมบ์” 2หนซ้อนที่ “GT 200” ตรวจไม่พบ จนเกิดความสูญเสีย แบบนี้ถามว่า“เจ้าหน้าที่รู้สึกคุ้มค่า”ตรงไหน แถมพิรุธจัดซื้อสารพัด 15 หน่วยงานซื้อราคาไม่ซ้ำ 4 แสนกว่าจนถึง 1.3 ล้านต่อเครื่อง ทั้งที่ “ศาลอังกฤษ”ชี้ต้นทุนแต่ละตัว ไม่ถึง “พันบาทไทย”รู้อย่างนี้เแล้วยังตัดสินยากอีกไหม

ยึดหัวข่าวทุกฉบับ .. คำให้สัมภาษณ์ของ สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาอัพเดตคดีดัง ทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด “GT 200” ในชั้น ป.ป.ช.ว่า “วินิจฉัยยาก เป็นเหมือนพระเครื่อง ที่เจ้าหน้าที่ ที่นำไปใช้แล้วเขารู้สึกว่าคุ้มค่า” .. จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “ตรรกะที่วิบัติที่สุด”ตั้งแต่มีมวลมนุษยชาติมาเลยทีเดียว .. ด้วยหน้าที่ของ “ป.ป.ช.”ต้องไต่สวนคดีทุจริต ที่ต้องอาศัย “หลักฐาน” มาประกอบการตัดสิน หาใช่ใช้ “ความเชื่อ-ความศรัทธา”มาอยู่เหนือ “ข้อเท็จจริง” ..บอกไปหลายหนแล้วว่า “ไม้ล้างป่าช้า GT200” คือ ยุทธภัณฑ์ทางทหารที่ “ลวงโลกที่สุด”ตั้งแต่มีมวลมนุษยชาติมาเช่นกัน .. ในต่างประเทศมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์-ทางยุติธรรมชัดเจน หลือแต่ประเทศไทย ที่คดีไม่ค่อยคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ข้อมูลประจักษ์หลักฐานมีแทบจะสมบูรณ์แบบ .. ย้อนความกันอีกที เหตุที่ “GT 200” เป็นประเด็นและถูกจับได้ว่า “ลวงโลก”ในประเทศไทย ก็เกิดจากเมื่อครั้งเหตุการณ์วินาศกรรม “คาร์บอมบ์”ระเบิดข้างโรงแรมเมอร์ลิน จ.นราธิวาส ในวันที่ 6 ต.ค.52 และตลาดสด จ.ยะลา เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 52 แต่ “GT 200”กลับตรวจไม่พบ .. หลังความสูญเสียครั้งนั้นเป็นที่มาของการพิสูจน์ในหลายเวที จนเปลือยความลวงโลกออกมาจนล่อนจ้อน ที่มาที่ไปเช่นนี้ ที่หักล้างคำที่ว่า “เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าคุ้มค่า” ได้อย่างหมดจด “ทั่นสุรศักดิ์” ทราบหรือไม่ ..
แล้ว “ทั่นสุรศักดิ์”รวมทั้ง ป.ป.ช.ภายใต้การนำของ “บิ๊กกุ้ย”พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ที่ถือคดี “GT 200” อยู่มากกว่า 10 สำนวน ทราบสรุปผลการตรวจสอบการจัดซื้อ GT200 ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ระบุถึง “ความไม่ชอบมาพากล” ของกระบวนการจัดซื้อที่สูญงบประมาณไปมากกว่า “พันล้านบาท”บ้างหรือไม่ .. เอาแค่ว่าการจัดซื้อ ระหว่างปี 2548-2553 ที่หน่วยงานของรัฐไทยไม่น้อยกว่า 15 หน่วยงาน ซื้อ “GT200”หรือแฝดน้อง “Alpha 6” มาใช้รวมกันถึง 1,398 เครื่อง แต่ละครั้งที่จัดซื้อราคาแทบไม่ซ้ำกันเลย .. มีตั้งแต่ต่ำสุดเครื่องละ 4.26 แสนบาท และแพงสุด 1.38 ล้านบาท ในขณะที่ “ศาลอังกฤษ”พิสูจน์แล้วพบว่า ต้นทุนการผลิตแต่ละตัวอยู่แค่ไม่ถึง “1 พันบาท” .. ที่ว่ามา
คร่าวๆ น่าจะเพียงพอที่จะก้าวข้าม “ความรู้สึก”แล้วใช้ “ข้อเท็จจริง”ในการตัดสินคดี .. อย่าปล่อยให้ “ไม้ล้างป่าช้า GT200” กลายเป็น “วัตถุมงคล”และทำให้ “ศรัทธาอยู่เหนือศาสตรา”เหมือนดังวลีฮิตในภาพยนตร์ “ขุนพันธ์ 2”เลยนะขอรับเจ้านาย


**มาตรา 44 มีไว้ทำไม!! บทสรุป “หมู่บ้านป่าแหว่ง”เตรียมย้ายไปปักหมุด “เชียงราย”ทิ้งอนุสรณ์ให้ “คนเชียงใหม่” ดูต่างหน้า “วิษณุ” ยก “หลักกฎหมาย”ชี้รื้อถอนสิ่งปลุกสร้างใน “หมู่บ้านป่าแหว่ง”ทำได้ยาก ต้องรออย่างน้อย 25 ปี ทำคำสัญญา “เร่งฟื้นฟูป่า”ที่ “ลุงตู่” ให้ไว้กับกลุ่มคัดค้าน ส่อเป็นหมัน อยู่ที่ “ลุงตู่”ที่มี “อำนาจพิเศษ”ในมือจะปล่อยไว้เป็น “แผลเป็น”ของ “ดอยสุเทพ” หรือเปล่าเท่านั้น

ใกล้ได้บทสรุป .. กรณี “หมู่บ้านป่าแหว่ง”อาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมที่พักอาศัย เชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ที่ทาง “บอร์ดศาล” ตีธงถอยทัพ กำลังทำเรื่องขอใช้พื้นที่ เบิกงบฯ รัฐบาล ไปสร้างที่ใหม่ที่ จ.เชียงราย นู่น .. แต่ก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกเมื่อ “ท่านไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล อ้างคำพูดของ “นายกฯตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบ “ไม่ค่อยน่ารัก” .. ที่ว่า “หากการออกมาคัดค้านได้ดำเนินการตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นโครงการก่อสร้าง ก็จะไม่ทำให้เรื่องยืดยาว หรือต้องสูญเสียงบประมาณของรัฐเช่นนี้” โบ้ยเป็นความผิดของ “กลุ่มคัดค้าน” ไปซะอีก .. ได้ฟังแบบนี้ก็ “จบกันไม่ลง”น่ะซิ ทั้ง “เครือข่ายภาคประชาชน”ที่กางหลักฐานว่า คัดค้านมาตั้งนมนานแล้ว ค้านในช่วงรัฐบาล คสช.เสียด้วย แต่ “ผู้มีอำนาจ” ไม่ฟังต่างหาก .. ตามมาด้วย ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ออกแถลงการณ์ดักคอรัฐบาลว่า “ไม่ควรบิดเบือนข้อเท็จจริง” .. ตอกหน้า “บิ๊กไก่อู”แรงๆว่า “เอาดีเข้าตัวโยนชั่วให้คนอื่น”แล้วยัง “ปล่อยไก่”ตัวเบ้อเริ่ม ก็ “สมาคมต่อต้านโลกร้อน”ก็เคยทำหนังสือท้วงติงไปตั้งแต่ มิ.ย.59 นู่นแล้ว .. แล้วย้ำด้วยว่าที่รัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณ ทั้งการสร้าง “บ้านป่าแหว่ง”รุกที่ป่าสมบูรณ์ ที่ดอยสุเทพ นับพันล้านบาท ตลอดจนต้องไปสร้างที่ใหม่ที่เชียงราย ในงบประมาณที่คงไม่หนีกันเท่าไร ก็ไม่ใช่ความผิดของ “กลุ่มคัดค้าน” ..
ที่น่าห่วงคงเป็นความเห็นล่าสุดของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่แจกแจงตาม “หลักกฎหมาย”ว่า การรื้อถอนสิ่งปลุกสร้างใน “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ทำได้ยาก .. ด้วยกระบวนการขอใช้พื้นที่ เบิกใช้งบประมาณแผ่นดิน ทำมาอย่างถูกต้อง และไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่าแต่อย่างใด .. “คนที่จะรื้อถอนต้องเป็นผู้ตอบคำถามว่าใครเป็นผู้สั่งให้รื้อถอน และรื้อโดยใช้อำนาจใด” เป็นคำถามที่ “อาจารย์วิษณุ” ทิ้งไว้เป็น “ปริศนาธรรม” ..ที่น่าห่วงก็เพราะสิ่งที่ “ท่านรองฯ” บอกนั้น มันจะทำให้ “คำสัญญา” ที่ “นายกฯตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ไว้กับ “กลุ่มคัดค้าน”ที่ว่า “ห้ามใช้ประโยชน์ - เร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่า” ทำได้ยาก .. เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านก็คงไม่จบไม่สิ้น เมื่ออาคารที่พัก ยังตั้งตระหง่านเป็น “อนุสรณ์”อยู่เช่นนี้ไปอีกอย่างน้อยๆ 25 ปี .. แต่ก็ถามเช่นเดียวกัน ในเมื่อใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ และอีกสักพักก็จะไม่มีผู้อยู่อาศัยแล้ว “รัฐบาล คสช.”จะปล่อยไว้ให้เป็น “แลนด์มาร์ค”ทิ่มตา “คนเชียงใหม่” อยู่เช่นนั้นหรือ .. แล้วหาก “ลุงตู่” ที่มี “อำนาจพิเศษ”อย่าง “มาตรา 44”ในมือ จะปล่อย “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ไว้เป็น “แผลเป็น” ของ “ดอยสุเทพ”ไปจนลูกบวชก็ตามใจ.

**จอดไม่ต้องแจว!! “นายกฯตู่” หวั่น “โรคแทรกซ้อน”เรื้อรังไปถึงการเลือกตั้ง รีบดับดรามาแก้ กม. เพิ่มค่าปรับไม่พกใบขับขี่ 5 หมื่น ประกาศลั่น “ไม่เห็นด้วย”ทำ “กรมขนส่ง”เสียงอ่อย ยอมยัดใส่ลิ้นชัก รอจังหวะเหมาะค่อยปัดฝุ่นอีกที ซ้ำรอยยกเลิก “มาตรา 44”ห้ามนั่งหลังรถกระบะ ช่วงสงกรานต์ ที่พ่าย “กระแสสังคม”ไปเมื่อปีกลาย

ฝันค้างไปตามๆกัน .. สำหรับ “กฎเหล็ก”ปรับแก้ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เพิ่มโทษปรับความผิดฐานไม่พก-ไม่มี “ใบขับขี่” สูงสุด 5 หมื่นบาท ของ กรมขนส่งทางบก .. ที่ออกมาแรกๆ ถูกกระแสดรามาโซเชียลสาดซัดขนาดไหน “กรมขนส่ง” ก็ยืนกรานเสียงแข็งว่า “จำเป็น” เพื่อความปลอดภัยในสวัสดิภาพของผู้ใช้รถใช้ถนน .. แถมได้เสียงเชียร์จาก "ผู้การเอก" พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 ในฐานะคณะกรรมการแก้ไขปัญหาจราจร ของ สตช. ที่ออกระบุว่า "เห็นด้วย" ที่ออกมาชูรักแร้สนับสนุน .. เห็นด้วยกับ “ยาแรง” อัพค่าปรับเพิ่มกระฉูดถึง “50 เท่า” ยกเหตุผลว่า "ผู้ที่ไม่มีใบขับขี่" ขับรถบนเส้นทางสาธารณะ เป็นอันตรายต่อผู้อื่น และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงมาก .. แต่ก็ไม่พ้นถูกมองว่า ในฐานะ “ผู้บังคับใช้กฎหมาย”เห็นดีเห็นงาม เตรียมแห่ไปยืนลูบปากหวานเจี๊ยบ อยู่กลางสี่แยก .. ด้วยประสบการณ์ผู้ใช้รถใช้ถนน ต่างก็เคยเจอ “ตำรวจส่วนน้อย” ที่เป็น “ดาวไถ” กระซิบกระซาบ “พับเล็กๆ”มาก่อนทั้งนั้น .. ขณะที่ประชาชนอีกบางส่วน ก็เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายให้น่าเกรงขามขึ้น เพื่อแก้เผ็ด “พวกมักง่าย” และสร้างจิตสำนึกการสัญจรบนถนนสาธารณะ เผื่อว่าไทยจะเสีย “แชมป์โลก”การสูญเสียบนถนนเสียที ..
ยังเถียงกันไม่ทันจบ “นายกฯตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็หล่น “ความเห็นส่วนตัว”มาโครมเบ้อเริ่มว่า “ยังไม่เห็นด้วย”และยังไม่มีการอนุมัติออกกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น .. เท่านั้นแหละ ผู้เกี่ยวข้องก็ตีธงถอยกันโดยพร้อมเพรียง ทั้งที่หลายคนเคยยืนกราน เสียงแข็งว่า “จำเป็น”เพื่อความปลอดภัยในสวัสดิภาพของผู้ใช้รถใช้ถนน .. ร้อนถึง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ที่รีบสั่งการให้ “กรมขมส่ง” กลับไปทบทวนเรื่องที่เสนอมา .. ทาง สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมขนส่งฯ ทางบก (ขบ.) ก็เด้งเชือกทันที บอกว่ายังเป็นแค่ร่างกฎหมาย พร้อมปรับปรุงตาม “ความเห็น-ข้อท้วงติง”จากทุกภาคส่วน .. ตามกระบวนการยังมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกช่องทาง ถึงวันที่ 11 ก.ย.61 ก่อนมีการสรุปกันอีกครั้ง .. ประเมินทิศทางลมแล้วก็คงถูกยัดใส่ “ลิ้นชัก” รอช่วงเวลาเหมาะสมค่อยปัดฝุ่นกลับมาอีกที .. กลายเป็นอีกหนึ่งนโยบายรัฐ ที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับ “กระแสสังคม”เหมือนเมื่อครั้งที่ยอม “เสียรังวัด” ยกเลิก “มาตรา 44”ห้ามนั่งหลังรถกระบะช่วงสงกรานต์เมื่อปีกลาย ที่ขนาดเป็น “อำนาจพิเศษ”ยังถอยกันไม่เป็นท่า .. ก็น่าเห็นใจ “นายกฯลุงตู่” ที่ลึกๆ
แล้วอ้างจะเห็นด้วยกับ “ยาแรง”เพิ่มความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายก็จริง .. แต่ในเมื่อมีภารกิจต้องประคองอำนาจไปต่อ ขืนทะเล่อทะล่าไปงัด “ยาแรง”ที่แม้จะเป็น “ความหวังดี”ในการสร้างวินัยจราจร แล้วดันกลายเป็น “โรคแทรกซ้อน”เรื้อรังไปถึงการเลือกตั้ง ก็คงไม่ดีกับสุขภาพ “เรือแป๊ะ คสช.”เท่าไรนัก.

ช.ชฎา

++++++++++++++

สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร -- พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ
บ้านป่าแหว่ง - วิษณุ เครืองาม , พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
พล.อ.ประยุททธ์ จันทร์โอชา - พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ - อาคม เติมพิทยาไพสิฐ


กำลังโหลดความคิดเห็น...