xs
xsm
sm
md
lg

สะสางสำนักพุทธฯ : จุดเริ่มต้นการปฏิรูปองค์กรสงฆ์

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง

ในขณะนี้คดีเงินทอนวัดได้มีความคืบหน้าไประดับหนึ่ง เมื่อมีการออกหมายจับอดีต และปัจจุบันเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 10 คน และขณะที่เขียนบทความนี้ จับได้แล้ว 9 คน

จากความคืบหน้าของคดีนี้ บ่งบอกชัดเจนว่าผลประโยชน์ของศาสนาได้ถูกคนในวงการศาสนาเอง ร่วมมือกันโกงกิน จึงทำให้องค์กรปกครองสงฆ์ถูกกัดกร่อนบ่อนทำลายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการแก้ไขและป้องกัน

แต่ก็นับว่าโชคดีที่การโกงกินเงินทอนวัดในครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปองค์กร ทั้งในส่วนของมหาเถรสมาคม และในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มิฉะนั้น แล้วการโกงกินในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจะลุกลามบานปลายใหญ่โตมากกว่านี้

อันที่จริงการแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ ซึ่งแอบแฝงอยู่ในวงการสงฆ์มิได้มีเพียงเงินทอนวัดซึ่งเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่พฤติกรรมในการแสวงหาประโยชน์โดยมีพระและคฤหัสถ์ร่วมมือกันได้เกิดขึ้นมานานแล้ว และยังคงมีอยู่จนกระทั่งในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ที่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมมีอยู่ 3 รูปแบบดังนี้

1. นำที่ธรณีสงฆ์ไปหาประโยชน์ เช่น ทำสัญญาเช่าจากวัดในราคาถูก และนำไปให้เช่าต่อในราคาแพง การนำที่ดินของวัดไปทำเป็นที่จอดรถ และจัดเก็บเงิน และการนำที่ดินไปสร้างอาคารให้เช่าระยะยาวในราคาถูก แต่เรียกเก็บค่าการเข้าครอบครองเบื้องต้นเป็นเงินก้อนให้ที่เรียกกันว่า ค่าเซ้งอาคาร

2. การเบียดบังรายได้จากธุรกิจ อันเนื่องด้วยการทำบุญ เช่น การขายดอกไม้และให้บริการรำแก้บน เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นและมีอยู่ในวัดที่มีคนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก

3. ธุรกิจขายศรัทธา โดยการสร้างวัตถุมงคล เช่น พระเครื่อง และเครื่องรางของขลัง เช่น ผ้ายันต์ ตะกรุด เป็นต้น และจำหน่ายหรือที่เรียกกันในวงการธุรกิจประเภทนี้ว่า ให้เช่าไปบูชา เป็นต้น

การแสวงหาประโยชน์ทั้ง 3 รูปแบบดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นโดยมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เข้าไปหาพระหรือคนใกล้ชิดของพระ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสหรือผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมายให้ดำเนินการก็ได้ แล้วสมคบคิดกันหารายได้โดยแบ่งส่วนหนึ่งให้วัด แต่ส่วนใหญ่ของรายได้เป็นของผู้ดำเนินการ ทั้งที่เป็นพระและคฤหัสถ์

ด้วยเหตุที่การที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้าวัดเพื่ออาศัยวัดและความเป็นพระเช่นนี้เป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม ทั้งนี้เนื่องจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. เมื่อวัดและพระบางรูปในวัดร่วมมือกับฆราวาสแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ ขัดต่อหลักพระธรรมวินัย และกฎหมาย ก็จะทำให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาต้องการเข้าวัดทำบุญเสื่อมศรัทธาต่อวัด และพระในวัด จึงไม่เข้าวัดทำบุญในที่สุด ก็มีคนเข้าวัดน้อยลง และพระที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะกับเพศภาวะของนักบวช ก็ไม่มีคนศรัทธาเลื่อมใส ในที่สุดพระที่ดีก็พลอยเดือดร้อน และต้องหนีไปอยู่ที่อื่น ทำให้วัดมีสภาพเหมือนวัดร้าง อันเนื่องมาจากพระไม่ดีเพียงบางรูปหรือบางกลุ่ม ซึ่งเป็นส่วนน้อย แต่ทำให้ส่วนรวมเสียไปด้วย

2. เมื่อพระมีเงินมาก ก็นำเงินไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะไม่ควรแก่เพศภาวะ เช่น ซื้อรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ตลอดถึงเครื่องเสียงราคาแพง และบางรูปถึงกับมีพฤติกรรมเลยเถิดเกินกว่าความเป็นสมณะด้วยการจ่ายเงินให้แก่สีกา เพื่อมาให้บริการทางเพศแก่ตนเอง ดังที่ได้เกิดขึ้นกับพระบางรูปมาแล้ว

แต่การที่ได้ดำเนินคดีเงินทอนวัดถึงขั้นจับกุม ทั้งพระและคฤหัสถ์มาดำเนินคดี ก็ถือได้ว่าได้มีการเริ่มต้นการปฏิรูปองค์กรสงฆ์แล้วในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้วงการสงฆ์ปราศจากคนบาปโดยสิ้นเชิง ก็จะได้เข้ามาตรวจสอบใน 3 เรื่องดังกล่าวข้างต้นด้วย ก็จะทำให้วงการสงฆ์บริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากว่าการแสวงหาประโยชน์ทั้ง 3 ประการข้างต้น ทำให้พระมีเงินและเงินนี้เอง จะนำความหายนะมาสู่พระ ทั้งในส่วนของการผิดศีล และผิดกฎหมาย

ดังนั้น ต่อจากดำเนินการทางด้านกฎหมายกับวงการสงฆ์แล้ว ควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำสังคายนาพระธรรมวินัยเพื่อชำระสะสางสิ่งแปลกปลอมออกไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...