xs
xsm
sm
md
lg

ใครแพ้-ใครชนะ...ในสงครามการค้าอเมริกา

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา - ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ของตุรกี
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงหนีไม่พ้นต้องหันไปว่ากันเรื่อง “สงครามการค้า” ของคุณพ่อเมริกาอีกแล้วนั่นแหละทั่น ด้วยเหตุเพราะ “ทรัมป์บ้า” ท่านยังไม่คิดจะหยุดบ้า แถมยังเพิ่มลูกบ้าชนิดไม่คิดบันยะบันยังใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย นอกจากเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้ว มาตรการแซงชั่นอิหร่านระลอกแรกเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังตามด้วยการประกาศ “แซงชั่นรอบ 2” ต่อรัสเซีย ทั้งที่รอบแรกยังไม่ทันได้เริ่มต้น แถมล่าสุด...ยังหันไปเล่นงานประเทศไก่งวง ประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากตุรกีไปอีกถึง 20 และ 50 เปอร์เซ็นต์ หรืออีก 2 เท่าตัว...

และไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าโน้น สินค้านี่ หรือการแซงชั่นแบบตรงไป-ตรงมาของคุณพ่ออเมริกา ถ้าว่ากันตามความหมายที่ได้รับคำอธิบาย การแปลความ โดยนายกรัฐมนตรี “เมดเวเดฟ” หรือประธานาธิบดี “ปูติน” ของรัสเซียแล้ว ต่างต้องถือเป็น “การประกาศสงครามทางการค้า” ไปด้วยกันทั้งสิ้น โดยสงครามที่ว่านี้นับวันไม่ได้มีทีท่าว่าจะบรรเทาเบาบาง จะลดระดับ หรือมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ข้อยุติใดๆ ได้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับหนักหน่วง รุนแรง ขยายวงเพิ่มจำนวนศัตรูให้กับอเมริกาหนักยิ่งขึ้นเรื่อย จนหนีไม่พ้นต้องหันมาตั้งคำถามแบบจริงๆ จังๆ เอาไว้ ณ ที่นี้ ว่าเอาไป-เอามาแล้ว ใครจะแพ้-ใครชนะ สงครามคราวนี้กันแน่!!!

ซึ่งเรื่องนี้...อาจมองกันได้ใน 2 แง่ 2 มุม คือในแง่รายละเอียด หรือในแง่ “เทคนิค” กับในแง่ภาพรวม หรือในแง่ “ยุทธศาสตร์” ที่อาจไม่ถึงกับสอดคล้องต้องกันเสียทีเดียวนัก คือถ้าว่ากันในแง่เทคนิคแล้ว การที่ระบบตลาด หรือระบบการเงินโลกนั้น ยังคงหนีไม่พ้นที่ต้องผูกติดอยู่กับเงินสกุลดอลลาร์ของคุณพ่ออเมริกา ดังที่อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน 2 สมัย “นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด” ท่าน “ทวิต” เอาไว้เมื่อไม่กี่วันมานี้ ฝ่ายที่ถูกอเมริกาเล่นงาน หรือถูกประกาศสงครามทางการค้า เลยออกจะอ่วมอรทัยอยู่พอสมควร ดูง่ายๆจากค่าเงิน “รีอัล” (Rial) ของอิหร่าน ที่ตกจากหอคอย่น ต้นปีอยู่ที่ 40,000 รีอัลต่อ 1 ดอลลาร์ มาถึงขณะนี้อาจร่วงไปถึง 120,000 รีอัลต่อ 1 ดอลลาร์ไปแล้วประมาณนั้น หรือค่าเงิน “ลีรา” (Lira) ของตุรกี ที่เคยมีค่ามากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์เมื่อช่วงต้นปี แต่มาขณะนี้...ร่วงลงไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทันทีที่ถูกอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากตุรกีเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อวันศุกร์ (10 ส.ค.)แถมยังส่งผลให้บรรดาธนาคารในยุโรปที่ประกอบธุรกรรมทางการเงินกับตุรกี ไม่ว่า BBVA ของสเปน UniCredit ของอิตาลี BNP Paribas ของฝรั่งเศส ฯลฯ พลอยต้อง “ซวย” ไปด้วย ถูกนักลงทุนเทขายหุ้นธนาคาร จนอาจกลายเป็นแรงกด แรงบีบ ให้อียูต้องกลายเป็น “อีย้วย” หรือไม่ อย่างไร ก็ยังมิอาจสรุปได้ แต่ก็สามารถทำให้ “ทรัมป์บ้า” ออกอาการสะใจกับความบ้าของตัวเอง ชนิดต้องออกมา “ทวิต” เอาไว้ประมาณว่า หลังตัวเองได้สั่งให้ขึ้นภาษีเหล็ก อะลูมิเนียมจากตุรกี “ค่าเงินลีราของ(มัน)ตุรกีก็ดิ่งลงแบบเฉียบพลัน เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์อันแข็งแกร่งของเรา...” อะไรทำนองนั้น...

ดังนั้น...ถ้าว่ากันในแง่เทคนิคไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย อิหร่าน ตุรกี หนีไม่พ้นต้องฉิบหายมากบ้าง-น้อยบ้างไปตามสภาพ และคงต้องหาทางดิ้นรน แก้ไขกันไปตามมี-ตามเกิด ไม่ว่าความพยายามประดิษฐ์คิดค้นเงินสกุลดิจิตอลของอิหร่านขึ้นมาชดเชย การประกาศห้ามนำเข้าสินค้าต่างประเทศที่ต้องหาซื้อด้วยเงินดอลลาร์จำนวนถึง 1,300 กว่ารายการ หรือการออกมากระตุ้นเรียกร้องของประธานาธิบดี “เออร์โดกัน” แห่งตุรกี ให้ประชาชนชาวไก่งวง หันมาเอาเงินดอลลาร์ ยูโร ไปจนกระทั่งทองคำที่เคยซุกเอาไว้ใต้หมอน มาแลกเปลี่ยนกับเงิน “ลีรา” อันอาจพอช่วยกอบกู้ชาติให้รอดพ้นจากภาวะสงครามการค้าคราวนี้ การออกมาชี้แนะ ชี้นำของวุฒิสมาชิกรัสเซีย อย่าง “นายอิกอร์ โมโรซอฟ” (Igor Morozov) ที่พยายามกระตุ้นให้รัสเซียและชาติพันธมิตร โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม “BRIC” หยุดการซื้อ-ขายกันและกันด้วยเงินตราสกุลดอลลาร์ เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับภาวะเศรษฐกิจอเมริกา ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินอยู่ถึง 21 ล้านล้านดอลลาร์ ชนิดไม่ว่ามึง ว่ากู ต้องฉิบหายกันไปในข้างใด-ข้างหนึ่งเอาเลยถึงขั้นนั้น...ฯลฯ ฯลฯ...

อย่างไรก็ตาม...ในแง่เทคนิค ย่อมมีอีกหลายต่อหลายกรรมวิธี ซึ่งสามารถแก้ไข เยียวยา รับมือ โดยไม่ต้องถึงขั้นต้องพินาศวอดวายลงไปด้วยกันทั้งแถบ อีกทั้งบรรดาประเทศที่ถูกคุณพ่ออเมริกาประกาศสงครามทางการค้าในแต่ละราย ต่างก็เคยผ่านประสบการณ์การถูกแซงชั่น บอยคอต จนน่าจะชินชากันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย หรืออิหร่าน โดยเฉพาะอิหร่านนั้น เจอกันมาตั้งแต่สมัยหลังยุค “พระเจ้าชาห์” โน่นเลย แถมยังถูกยัดเยียด “สงครามเลือด” หรือสงครามที่คุณพ่ออเมริกายุแยงตะแคงรั่วให้อิรัก ในยุค “ซัดดัม ฮุสเซน” บุกอิหร่าน จนเลือดนองท้องช้างกันมาเป็นปีๆ แต่นอกจากรัฐอิสลามแห่งนี้ไม่ได้พังครืนลงมา กลับมีโอกาสผงาดขึ้นมาเป็นพี่เบิ้มแห่งตะวันออกกลางอีกจนได้ เรื่องของปัญหาในทางเทคนิค มันจึงไม่อาจใช้เป็นตัวชี้ขาด เป็นตัววัดตัดสิน ว่าใครแพ้-ใครชนะ เพราะเป็นอะไรที่พอ “ดิ้นได้” ต่อไปเรื่อยๆ หนักบ้าง เบาบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละราย จะสามารถสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ขึ้นมาได้ทันเวลา ทันท่วงที หรือไม่ อย่างไร...

แต่ในแง่ของภาพรวม หรือในแง่ “ยุทธศาสตร์” นั่นเอง ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญเอามากๆในการวัดตัดสินว่าใครชนะ-ใครแพ้ และถ้ามองกันในแง่นี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...สงครามการค้าของอเมริกาคราวนี้ เป็นสงครามที่นับวันจะทำให้จักรวรรดิอเมริกา ยิ่งออกอาการ “โดดเดี่ยว” โฮมอโลนหนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นสงครามที่ไม่เพียงเพิ่มจำนวนศัตรูให้มากขึ้นๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวผลักมิตรให้ต้องกลายเป็นศัตรู ชนิดแทบนับหัวกันไม่หวาด-ไม่ไหว ไม่ว่ายุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หันไปหาซื้อน้ำมันอิหร่าน ไปค้าๆ-ขายๆ ไปกระชับความร่วมมือกับจีน กับรัสเซีย ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือแม้แต่ “การทหาร” ไปโน่นเลย ภายใต้สภาพเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้ไม่ว่า “สงคราม” ใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ว่า ผู้ซึ่งปราศจาก “พันธมิตร” ซะอย่างแล้ว ย่อมมีแต่ “แพ้...กับ...แพ้” อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้เลย...

ดังนั้น...แม้ว่าในทางเทคนิค จะทำให้ “ทรัมป์บ้า” ออกอาการสะใจที่ได้เห็นค่าเงินตุรกีร่วงผล็อยๆ แบบฉับพลันทันที เมื่อเทียบกับ “ค่าเงินดอลลาร์อันแข็งแกร่งของเรา” แต่สำหรับนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้มองเพียงแค่ทางเทคนิคล้วนๆ อย่างเดียวเท่านั้น แต่พร้อมจะนำเอาองค์ประกอบอื่นๆ มาผนวกรวมไว้ด้วย เช่น “นายPeter Schiff” ซีอีโอของบริษัท “Euro Pacific Capital” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิเคราะห์ระดับโลก กลับออกมา “ฟันธง” แบบเต็มผืน เต็มด้าม ว่าหลังจากที่ “มายาภาพ” ซึ่งบรรดานักลงทุนทั่วโลกคิดๆ กันว่าอเมริกาจะชนะสงครามการค้า และเศรษฐกิจอเมริกาจะ “บูม” ขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ “เป็นไปไม่ได้” โดยเด็ดขาด เริ่มมีอันสูญสลายหายไปจาก “ความฝัน” ของผู้คนในแต่ละราย ท่ามกลาง “ความจริง” ที่กำลังปรากฏตัวออกมาแทนที่ นั่นคือการพ่ายแพ้สงครามการค้าของสหรัฐฯ และการแตกของฟองสบู่หนี้สินในอเมริกา จะส่งผลให้ “ราคาทองคำ” ที่ตกลงมาจาก 1,400 ดอลลาร์ เหลือแค่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปีนี้ มีแต่จะพุ่งขึ้นๆ แบบระเบิดเถิดเทิง ระดับใครมีทองเท่าหนวดกุ้งมีสิทธิ์นอนสะดุ้งจนเรือนไหวพะเยิบพะยาบกันไปทั่วทั้งโลก จริง-ไม่จริง...เชื่อ-ไม่เชื่อ คงต้องไปคิดๆ กันเอาเองก็แล้วกัน...


กำลังโหลดความคิดเห็น...