xs
xsm
sm
md
lg

การเมืองนิ่งแบบนี้ ก็ยังเน่าได้...นะ!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"โสภณ องค์การณ์"

การเมืองไทยยุค 4.0 เริ่มมีอะไรที่ไม่เคยพบเคยเห็น ก็ได้เห็น ลีลาลูกเล่นต่างๆ ของนักการเมืองหน้าใหม่ หน้าเก่าหน้าเดิม และน่าเบื่อ ยังเป็นสภาวะที่เน่านิ่ง มีทั้งปล่อยลูกออด ลูกอ้อน หวังตีกินคะแนนสงสาร โกหกหน้าซื่อตาใส หลอกชาวบ้าน

นักเลือกตั้งหน้าเดิมยังต้องรอให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองปลดล็อคให้ทำกิจกรรม แต่ยังไม่เปิดให้หาเสียง ทั้งๆ ที่เวลาก็จวนเจียนจะถึงวันกาเบอร์ตามโรดแมปๆ ที่พวกคนรู้ทันเชื่อว่า การเลือกตั้งไม่มีหรอก ตราบใดที่ยังไม่มีความพร้อม

ความพร้อมที่ว่านี้มีประเด็นเดียวคือ “ความพร้อม” ที่คณะผู้กุมอำนาจปัจจุบันจะชนะการเลือกตั้ง ถ้าจำเป็นต้องมี เมื่อชนะแล้วต้องมีคนสนับสนุนเพียงพอให้อยู่ต่อเป็นผู้นำรัฐบาลเหมือนเดิม มีมาตรการป้องกันการหักหลังโดยกลุ่มงูเห่า

เมื่อนักการเมืองถามผู้กุมอำนาจรัฐว่า “เมื่อไหร่ถึงจะปลดล็อก?” ก็ได้รับคำตอบว่า “ปลดยังไม่ได้” ยังมีปัญหาความมั่นคง ความขัดแย้งกันอยู่! เมื่อถามอีกว่าปัญหาความมั่นคงของใคร ของบ้านเมือง หรือของผู้กุมอำนาจ ก็ไม่มีคำตอบ

เมื่อมีคนคันปากยิกๆ อยากถามว่า “อยู่มา 4 ปีกว่าแล้ว ทำไมมีปัญหาความมั่นคง มัวทำอะไรอยู่ ทำไมไม่แก้ปัญหา?” ก็ไม่มีใครกล้าถาม คงกลัวอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดตวาดเสียงดังจากผู้มีอำนาจ ก็จำเป็นจำใจ ทำใจอยู่ต่อไป

ข้ออ้างที่น่าหัวร่อให้ฟันโยกก็คือ “ถ้าปล่อยให้หาเสียง จะมีการด่ากัน ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง” การที่คนพูดขาดประสบการณ์ทางการเมืองอย่างน่าตกใจ มัวแต่ยุ่งกับเรื่องอื่นๆ ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกสมเพชเวทนาชะตากรรมประเทศ

มีการเมืองเลือกตั้งที่ไหนในโลกนี้ไม่เปิดโอกาสให้หาเสียงเพื่อให้นักการเมืองบอกกล่าวประชาชนว่าตัวเองเก่งฉกาจอย่างไร จะทำอะไร และพวกอื่นๆ ห่วยแตกไม่เป็นสัปปะรดสุนัขอย่างไร จำเป็นต้องเปรียบเทียบผลงานเก่าใหม่ให้ชาวบ้านได้รู้

การเมืองในประเทศไหนไม่มีความขัดแย้ง? ทุกประเทศที่มีการเมืองต้องมีอย่างน้อย 2 ฝ่าย เลือกตั้งแล้วฝ่ายหนึ่งได้อำนาจ อีกฝ่ายต้องรับบทฝ่ายค้าน แต่การเมืองน้ำเน่าสยามเมืองยิ้มแห้งๆ เหี่ยวๆ อย่างนี้เป็นสุดยอดแห่งความพิลึกพิลั่น

มีพรรคการเมือง 70 กว่า พวกหน้าเดิมแตกแยกย่อยไปตั้งกลุ่มก๊วนของตัวเอง อ้างสารพัดว่าอุดมการณ์ต่างกัน ทิศทางแนวนโยบายต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าสมเพช ก่อนหน้านี้อยู่ด้วยกัน ร่วมโกง ร่วมกิน ร่วมหลอกชาวบ้านด้วยกัน ไม่มีคำอ้างอะไร

มีคำอนุมัติให้ตั้งพรรคการเมือง แต่ไม่ให้ทำกิจกรรม ไม่ให้หาเสียง แล้วจะให้ไปหาอะไร? ถ้าอ้างความมั่นคง หาเสียงไม่ได้ แล้วเมื่อไหร่จะหาได้ มีปัญหาแก้ไม่ได้ ทำไมไม่ออกไป ให้คนกลุ่มอื่นมีความสามารถมากกว่ามาดูแลจัดการการเลือกตั้ง

ถามว่าจะรับผิดชอบอย่างไรกับความล้มเหลว ทำไมไม่ลาออกไป นอกจากไร้คำตอบแล้ว ชาวบ้านกลับได้เห็นการแยกเขี้ยว ตีหน้ายักษ์ คำราม แบบไร้เหตุผล คนรู้ทันบอกว่านั่นเป็นลีลาเฉไฉไขสือแก้เกี้ยว ดูตื้นเขินไม่มีราคา เล่นบทซ้ำซากน่าเบื่อ

นักการเมือง คนรู้ทัน รอดูว่าจะมาไม้ไหนอีก เพื่อจะหาทางยื้อไม่ให้มีการเลือกตั้ง หรือหาเหตุยื้อต่อไปเพราะผู้กุมอำนาจรู้ตัวดีโอกาสที่จะได้อยู่ต่อ มีคนไปเชิญมาเป็นผู้นำอีกนั้น น่าจะเป็นฝันค้าง เพ้อเจ้อ มองโลกสวย ยามบ่ายแก่ๆ

ประเทศไทยคงไม่ประสบเคราะห์กรรมความซวยซ้ำซากต่อเนื่องขนาดนั้นมั้ง?!

อย่างที่เคยว่าไว้ มีเลือกตั้งก็ยุ่ง ไม่มีเลือกตั้งก็ยุ่ง มีเลือกตั้งก๊วนเดิมต้องชนะได้กุมอำนาจรัฐ ไม่อย่างนั้นจะโดนเช็กบิลโดยสารพัดกลุ่มโจทก์ น่าจะเป็นเหตุให้ต้องย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งอาจจะไม่ง่ายนัก เมืองนอกก็มีโจทย์รออยู่เยอะ

จะหาเรื่อง หาเหตุอยู่ต่อ อ้างว่าต้องรักษาความสงบต่อไป นั่นแหละจะมีความไม่สงบอย่างรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นเหตุให้หลายคนต้องไปอยู่ต่างประเทศ แต่ไม่เป็นไร เสียงร่ำลือว่ามีบางคนสะสมทรัพย์สินเงินทองไว้เพียบถ้าต้องหนีแบบฉุกเฉิน

ใครก็ตามที่รอว่าจะมีเลือกตั้ง หรือไม่มีเลือกตั้ง หรือมีคำถามสะท้อนระดับไอคิวว่า “ถ้าไม่เอากลม จะเอาเหลี่ยมหรือ?” ทำให้อยากร่ำร้องสุดๆ เพราะ “ลูกบิลเลียด” กับ “ลูกเต๋า” เป็นเหตุให้สิ้นเนื้อประดาตัวได้เช่นกัน ถ้าความซวยซ้ำซ้อน!

ชะตากรรมประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลง จะไม่มีเพียงทางเลือกระหว่าง “กลม” กับ “เหลี่ยม” หรือ “ลูกบิลเลียด” กับ “ลูกเต๋า” แค่นั้น! ต้องมีทางออกที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สยามเมืองยิ้มแห้งๆ ไม่เคยมีทางตัน ทะลวงไม่ทะลุ

คนรู้ทัน และนักการเมืองจึงเฝ้าติดตามการหาคะแนนนิยมของผู้นำรัฐบาล ซึ่งย้ำว่าไม่ใช่การหาเสียง โดยการนำงบประมาณแผ่นดินไปหว่านให้ชาวบ้านผ่านโครงการกองทุนหมู่บ้าน ประชารัฐ ให้ประชานิยมต่อไป กระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกัน

ใครจะว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็ช่างพวกปากหอยปากปู ท่านผู้หาคะแนนนิยมไม่สน นักการเมืองจะมีความรู้สึกละเอียดอ่อนกับเสียงคนนินทาไม่ได้

ตัวนักการเมืองหน้าใหม่ คือคุณท่านเองนั่นแหละ ยังใจกว้างเสมอ...ช่วงหนึ่งของการหาคะแนนนิยมด้วยลูกอ้อน ลูกโอด ได้ปล่อยลีลาที่คิดว่าเด็ดมาก ฟังนะ!

“หลายคนไม่อยากฟังผมและรัฐบาลพูด เพราะต้องไปใช้เวลาติดตามหวย 30 ล้านว่าใครมันโกง หรือดาราคนนี้เลิกกับคนนี้ ท้ายสุดก็ลืมว่าตัวเองคิดอะไร รัฐบาลพูดอะไรก็ไม่รู้อีก แล้วกลับมาด่ารัฐบาล ด่ากันเองนี้แหละ...

ผมยินดีรับคำด่าคำว่าทุกวัน มากกว่าคำชมที่เคลือบแฝงไปด้วยยาพิษ จริงใจต่อกัน คนเราพูดแล้วทำ-สำคัญ และความรับผิดชอบ ความจริงใจที่ผมทำให้กับท่าน ผมไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดทำงาน คณะรัฐมนตรีทุกคนของผมเหมือนกัน” 

ฟังแล้วบางคนอาจรู้สึกฉงน คุณท่านยังมีความเชื่ออีกหรือว่าทุกวันนี้ยังมีคำชมออกจากปากชาวบ้าน ไม่ว่าจะเคลือบพิษหรือเคลือบน้ำยาขัดเงาก็ตาม ถ้ายังมีต้องเป็นชุมชนคนโลกสวย หรือกลุ่มก๊วนเฉพาะกิจที่จะหาบหามคุณท่านให้อยู่ต่อ

หอคอยงาช้างมองเห็นโลกสวยน่าจะมีอยู่จริง ตรงเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ!

ที่น่าสยดสยอง ชวนให้ช็อกสุดๆ คือคำพูดที่ว่า “ผมไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดทำงาน...” โอ! แค่นี้บ้านเมืองก็เกินทนรับแล้ว คำพูดแบบนี้อย่าให้ฮิตเลอร์มาเกิดใหม่ได้ยินเข้าเชียวนะ...




กำลังโหลดความคิดเห็น...