xs
sm
md
lg

จากสิงคโปร์...ถึงอัล-ฮูเดย์ดาห์

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

<b>กลุ่มพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย เปิดฉากโจมตีเมืองท่าอัล-ฮูเดย์ดาห์ของเยเมน</b>
ระหว่างที่ใครต่อใครกำลังปลื้มม์ม์ม์กับบรรยากาศสันติภาพ ณ เวทีการประชุมที่สิงคโปร์...คงต้องขออนุญาตปิดท้ายสัปดาห์นี้ด้วยการข้ามน้ำ ข้ามฟ้า บินไปดูเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งแถวๆ ทะเลแดงโน่นเลย ที่โดยลักษณะอาการมันออกจะให้บรรยากาศแบบตรงกันข้ามกับบรรยากาศ ณ เวทีการประชุมที่สิงคโปร์แบบคนละเรื่อง คนละม้วน หรือแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังตีน เอาเลยก็ว่าได้ นั่นคือ...เมืองที่มีชื่อเรียกขานกันในนาม “อัล-ฮูเดย์ดาห์” (Hodeidah, Al Hudaydah) ณ ประเทศเยเมน...นั่นแล...

อันที่จริง...เมืองที่ว่านี้ ก็ไม่ถึงกับเล็กอะไรมากมายนัก คือถือเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศเยเมนเขาก็ว่าได้ เคยมีจำนวนประชากรอยู่ภายในเมืองถึงระดับ 400,000 คนเป็นอย่างน้อย แต่ก็ด้วยเหตุเพราะประเทศเยเมนนั้น ต้องเรียกว่า...จนแสนจน แถมยังต้องเจอกับโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น มิแลเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพามาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อถูกประเทศรวยน้ำมัน อย่างอภิมหาเศรษฐีซาอุฯ เปิดฉากบุกโจมตีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 เพื่อที่จะสถาปนา “รัฐบาลหุ่น” ของตัวเอง ขึ้นมาควบคุม ปกครอง บรรดาชาวเยเมนให้จงได้...

เมือง “อัล-ฮูเดย์ดาห์” ที่ว่านี้...ก็เลยมีความสำคัญขึ้นมาพร้อมๆ กับบรรยากาศสงคราม ที่ยังยื้อกันไป-ยื้อกันมาไม่แล้วเสร็จ ระหว่างกองกำลังซาอุฯ และพันธมิตร กับบรรดาพวกกบฏเยเมน ที่เรียกขานกันในนามพวก “ฮูตี” (Houthi) ทั้งหลาย ด้วยเหตุเพราะเมืองที่ว่า ถือเป็นเมืองท่า ซึ่งได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต ยังมีบทบาท อิทธิพลในย่านนี้ หรือนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นมาโน่นเลย จนกลายเป็นศูนย์กลางของการขนส่งทางเรือ เนื่องจากมีที่อยู่ติดกับทะเลแดงเชื่อมต่อกับทะเลอาหรับและเมื่อเกิดการเปิดฉากสงครามระหว่างกองกำลังซาอุฯ และพันธมิตรกับพวกกบฏฮูตี เมืองแห่งนี้...จึงกลายเป็นสถานที่เดียวที่เหลืออยู่ ในการขนส่งอะไรต่อมิอะไรต่างๆ เข้าไปในประเทศเยเมน โดยเฉพาะสิ่งที่มีความสำคัญเอามากๆ สำหรับพลเมืองชาวเยเมนผู้บริสุทธิ์จำนวนกว่า 20 ล้านคน ซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพไม่ต่างไปจากอยู่ในนรกขุมที่ลึกสุดๆ นั่นก็คืออาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค หรือบรรดา “ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม” ทั้งหลายนั่นเอง...

แต่ด้วยเหตุเพราะความหวาดระแวงว่าพวกกบฏฮูตี จะอาศัยเมืองแห่งนี้เป็นพื้นที่รับความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือการส่งกำลังบำรุงจากอิหร่าน ศัตรูคู่กัดของซาอุฯ กองกำลังซาอุฯ และพันธมิตรจึงหันมาถล่มเมืองอัล-ฮูเดย์ดาห์แบบชนิดครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังพยายาม “ปิดล้อม” ท่าเรือและเส้นทางเข้า-ออกในทุกๆ ด้าน จนส่งผลให้แม้แต่ “ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม” ของสหประชาชาติ ยังต้องเจอกับอุปสรรค ขัดขวาง ไม่สามารถฝ่าวงล้อม แนวป้องกันของซาอุฯ และพันธมิตรเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาพลเรือนผู้บริสุทธิ์ได้เลย และไม่ว่าจะออกมาโวย ตีฆ้องร้องป่าวกันอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจลดความ “เหี้ย...มม์ม์ม์เกรียม” ของรัฐบาลซาอุฯ แม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ...เมื่อไหร่ที่พวกกบฏฮูตียิงจรวดเข้าไปถล่มดินแดนซาอุฯ กองทัพซาอุฯ และพันธมิตรก็มักแก้แค้น เอาคืน ด้วยการหันมาถล่มเมืองอัล-ฮูเดย์ดาห์ ไม่ก็กระชับการปิดล้อม เพื่อที่จะให้บรรดาชาวเยเมนนับสิบๆ ล้านที่ใกล้ตายทั้งหลาย ต้องตกอยู่ในสภาพ “ตายทั้งเป็น” ไม่มีอาหาร น้ำ และยารักษาโรค จนแม้แต่โรคพื้นๆ อย่าง “อหิวาตกโรค” เกิดการแพร่ระบาดสู่ผู้คนจำนวนนับเป็นล้านๆ โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้คนเหล่านี้ เป็นแค่เด็กๆ ที่ไม่รู้ประสีประสาด้วยกันทั้งสิ้น...

และเมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา (13 มิ.ย.) กองกำลังซาอุฯ และพันธมิตร โดยเฉพาะกองทัพยูเออี ได้เปิดปฏิบัติการบุกเข้ายึดเมืองแห่งนี้ ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ เปิดฉากทิ้งระเบิดถล่มพื้นที่ต่างๆ ปิดกั้นท่าเรือ ทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการขนส่งลำเลียงสินค้า และโกดังเก็บสินค้าชนิดพังพินาศกันไปเป็นแถบๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ผู้ประสานงานความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของสหประชาชาติในเยเมน “Lise Grande” ที่ได้ข่าวล่า-มาเรือจากหนังสือพิมพ์ “The Wall Street Journal” ที่เผยแพร่รายงานข่าวมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าซาอุฯ และพันธมิตรมีแผนที่จะบุกเมืองอัล-ฮูเดย์ดาห์ ได้พยายามออกมาวิงวอนขอร้อง ว่าการเปิดศึกในเมืองท่าแห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้พลเรือนนับแสน อาจต้องบาดเจ็บล้มตายตามไปด้วย แต่ยังทำให้พื้นที่เพียงแห่งเดียวเท่าที่เหลืออยู่ ในการส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้ไปถึงมือชาวเยเมนทั้งหลาย ต้องถูกทุบทำลาย อันจะส่งผลให้พลเรือนกว่า 20 ล้าน ซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพใกล้ตาย มีแต่ต้องตาย...กับ...ตาย ลูกเดียวเท่านั้นเอง...

จากเสียงเรียกร้องวิงวอนที่ว่านี้...ทำให้แม้แต่รัฐบาลอเมริกัน ที่ถือเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของซาอุฯ ในการถล่มเยเมน ไม่ว่าในแง่อาวุธยุทโธปกรณ์ การทหารและการเมือง ยังอดไม่ได้ที่จะออกมาปรามๆ เอาไว้ว่า... “รัฐบาลอเมริกันมีความชัดเจนและเห็นพ้องต้องกันว่าเราจะไม่สนับสนุนปฏิบัติการใดๆ ที่จะทำลายกุญแจแห่งการอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน อันจะสร้างความบอบช้ำอย่างร้ายกาจให้กับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม” แต่ก็นั่นแหละ...ในเมื่อคุณพ่ออเมริกาท่าน “ปากว่าตาขยิบ” มาโดยตลอด การแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยเหล่านี้ นอกจากจะไม่สามารถหยุดยั้งความ “เหี้ย...มม์ม์ม์” ของกองทัพซาอุฯ และพันธมิตรได้แล้ว เครื่องบินทิ้งระเบิดกองทัพซาอุฯ ยังพร้อมที่จะหย่อนระเบิดใส่อาคาร “MSF” (Médecins Sans Frontières) องค์กรของพวก “หมอไร้พรมแดน”ที่ไปตั้งศูนย์ปฏิบัติบำบัดเยียวยาอหิวาตกโรคที่เมือง Abs ในประเทศเยเมน ทั้งๆ ที่หลังคาของอาคารแห่งนั้น เขียนตราสัญลักษณ์คำว่า “CTC” (Cholera Treatment Center) เอาไว้ชนิดตัวเบ้อเริ่ม ในช่วงวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้อุปกรณ์เครื่องไม้-เครื่องมือ และยารักษาอหิวาตกโรคที่กว่าจะลำเลียงเข้าไปในเยเมนแบบยากแสนยาก เพราะต้องเจอกับการปิดล้อมท่าเรือของกองทัพซาอุฯ ต้องพังพินาศสูญสลายลงไปแทบทั้งหมด หรือทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยอหิวาตกโรคในเยเมน ต้องหยุดชะงักแบบฉับพลัน-ทันที เด็กจำนวนกว่าครึ่งล้านที่ใกล้ตาย มีแต่ต้องตาย...กับ...ตาย เหมือนอย่างที่ผู้ตายไปแล้วด้วยโรคชนิดนี้ถึงกว่า 2,200 ราย...

เหี้ย...มม์ม์ม์-ไม่เหี้ย...มม์ม์ม์ หรือไม่ อย่างไร คงต้องนึกภาพกันเอาเอง การบุกเมืองอัล-ฮูเดย์ดาห์ เพื่อยึดเมือง ปิดเมือง กระชับวงล้อมของกองทัพซาอุฯ และพันธมิตรเที่ยวนี้ จึงแทบไม่ต่างไปจากความพยายามล้างแค้นเอาคืนพวกกบฏ ด้วยการหันไปพร่าผลาญทำลายพลเรือนผู้บริสุทธิ์นับล้านๆ ไม่ต่างไปจาก “อาชญากร” ที่พร้อมจะสร้าง “อาชญากรรมสงคราม” ด้วยการ “สังหารตัวประกัน” นับเป็นล้านๆ ศพนั่นเอง นี่แหละ...คือ “ข้อเท็จจริง” ของสิ่งที่เรียกว่า “สงคราม” อันเป็นสิ่งที่ผู้ซึ่งยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง ควรที่จะ “ปฏิเสธ” กันในทุกๆ กรณี และใครก็ตามที่พยายามกล่าวอ้างถึง “สันติภาพ” แต่ยังคงขยิบตาให้กับการเปิดฉาก “สงคราม” ในแต่ละพื้นที่คราวแล้ว คราวเล่า ก็ย่อมล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ “เชื่อไม่ได้-ไว้ใจไม่ได้” ไปด้วยกันทั้งสิ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...