xs
xsm
sm
md
lg

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจ ‘ทรัมป์’…

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา
ใครได้ใครเสียจากการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นวาระประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนคาบสมุทรเกาหลีและประเทศที่เกี่ยวข้อง ยังเป็นประเด็นสำคัญถกกันอยู่ระหว่างผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยมุมมองแตกต่างของแต่ละฝ่าย

มีบางกลุ่มบอกว่าประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐฯ ให้มากไป ในการต่อรองเจรจาที่สิงคโปร์ ขณะที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแน่นอนจากผู้นำเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะคำมั่นที่ว่าจะปลดอาวุธนิวเคลียร์ ก็ไม่มีการกำหนดวันเวลาชัดเจน

คงยังต้องเจรจาในรายระเอียดทำนอง “หมูไป ไก่มา” โดยหัวหน้าคณะเจรจาของสหรัฐฯ คือ รมต.ต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ ซึ่งเคยไปเยือนเกาหลีเหนือ 2 รอบ และเป็นคนบุกเบิกงานในการเจรจาก่อนการพบกันในระดับสุดยอดที่โลกเฝ้ามอง

พวกที่มองว่าทรัมป์เสียเปรียบคือบรรดานักการเมือง นักการทหารสายเหยี่ยว นักสิทธิมนุษยชน ซึ่งวิพากษ์ว่าทรัมป์ไม่ได้ข้อต่อรองจาก คิม จองอึน ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือ การกดขี่รีดนาทาเร้นประชาชน เป็นเผด็จการ

โดยปกติ ทรัมป์ถูกมองว่าไม่ใส่ใจมากนักเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือชีวิตความเป็นอยู่ของคน ความเป็นนักธุรกิจย่อมมองคนในสหภาพแรงงานว่าเป็นภาระ ตัวถ่วงในการทำธุรกิจ นักธุรกิจที่ไร้คุณธรรม เมตตาธรรมมักเอาแต่ได้ ต้องมุ่งกำไรสูงสุด

ทรัมป์จึงเป็น “ขาโหด” ในมุมมองของนักสิทธิมนุษยชน วางแผนกั้นกำแพงไม่ให้ผู้ลี้ภัยข้ามชายแดนเม็กซิโกเข้าสหรัฐฯ แม้จะต้องแปลงเพื่อนบ้านให้เป็นคนไม่ชอบขี้หน้ากันก็ตาม และแม้ทรัมป์จะตกลง หรือยังไม่ตกลงอะไร ก็ยังเปลี่ยนได้อีก

ข้อตกลงระหว่างทรัมป์กับผู้นำเกาหลีเหนือเป็นเพียงตัวหนังสือ มีลายเซ็นกำกับไว้ แต่มีคำเตือนจากอิหร่านแล้วว่า “ให้ระวังทรัมป์” เพราะสัญญาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ที่อิหร่านลงนามไว้กับหลายประเทศ รวมสหรัฐฯ ทรัมป์ก็ยกเลิกฝ่ายเดียว

ขณะที่ประเทศคู่สัญญาอื่นๆ เช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย และจีน ยังยึดติดกับสัญญา ไม่ยอมเดินตามสหรัฐฯ เพราะรู้ดีว่าการที่ทรัมป์ประกาศว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” นั้น อะไรก็ตามที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ย่อมไร้ความหมาย

อะไรที่เป็นข้อตกลงที่บารัค โอบามา ได้ทำไว้ ทรัมป์หาเรื่องยกเลิกหมด!

แม้กระทั่งข้อตกลงสนธิสัญญานาโต ทรัมป์ยังร่ำๆ ที่จะเลิกหรือข้อตกลงเรื่องนาฟตากับเม็กซิโกและแคนาดา ทรัมป์ยังพยายามหาเรื่องยกเลิก เพียงแต่ไม่กล้าทำจริง ทุกวันนี้ยังมีคำขู่ โดยใช้มาตรการกีดกันการค้าด้วยการขึ้นภาษีเป็นแรงกดดัน

ฉะนั้นจะหวังว่าทรัมป์จะยึดมั่น ยึดติดกับสัญญาที่ตัวเองทำไว้นั้น ต้องระวัง เพราะข้อตกลงเรื่องปัญหาโลกร้อนลงนามที่กรุงปารีส ทรัมป์ยังเบี้ยวได้ง่าย เพราะตัวเองต้องการสนับสนุนการใช้ถ่านหิน ปัญหาโลกร้อนเป็นการจินตนาการกันเอง

กรณีข้อตกลงกับเกาหลีเหนือ ทรัมป์ได้เริ่มปฏิบัติตามทันที โดยเริ่มประกาศยกเลิกการซ้อมรบใหญ่ประจำปีซึ่งจะมีในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยอ้างว่าการไม่ซ้อมรบ หรือ “เกมสงคราม” ที่จีนและรัสเซียใช้เป็นคำบรรยายการซ้อมรบนี้ ช่วยได้เยอะ

อันดับแรกทรัมป์บอกว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเล่น “เกมสงคราม” และจะได้ไม่เป็น “การยั่วยุ” ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะเกาหลีเหนือและจีน พี่เอื้อยของเกาหลีเหนือ ซึ่งจะได้ประโยชน์เต็มที่จากการไม่มีซ้อมรบ

ทุกอย่างในข้อตกลง เกาหลีเหนือน่าจะได้รับการยินยอมหรือเห็นพ้องโดยผู้นำจีนก่อน เพราะเป็นผู้อุปการคุณรายใหญ่ เป็นมิตรเจ้าเดียวที่มีอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

แต่มีประเด็นที่คนสงสัยกันมากว่า การตัดสินใจยกเลิกการซ้อมรบใหญ่นั้น ทรัมป์ได้ปรึกษาหารือกับผู้นำเหล่าทัพ หรือนักการทหาร นักยุทธศาสตร์ทหารแล้วหรือยัง หรือว่าตัดสินใจด้วยตัวเองในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศ

ดูสภาพแล้วทรัมป์คงตัดสินใจทำไปเองโดยไม่ปรึกษาผู้นำในเพนตากอน ซึ่งน่าจะสร้างความกังวลหรือความไม่พอใจในกลุ่มทหารสายเหยี่ยวบ้าง ที่มองว่าทรัมป์ดูเบากับสถานการณ์ด้านความมั่นคงเกี่ยวโยงกับจีนและเกาหลีเหนือ

และน่าจะไม่ได้ปรึกษากับผู้นำเกาหลีใต้ และผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย แม้จะมีข้อตกลงชี้ทิศทางไปแนวบวก ลดการเผชิญหน้ากันในคาบสมุทรเกาหลีแล้ว ผู้นำกองทัพสหรัฐฯ สายเหยี่ยวยังอึดอัดคือการจะถอนทหารสหรัฐฯ จากเกาหลีใต้

แม้กระบวนการที่ว่านี้จะไม่เกิดขึ้นทันที และจะเป็นไปตามขั้นตอนของการตอบสนองและการปฏิบัติตามข้อตกลงโดยเกาหลีเหนือ เช่นการทยอยยกเลิกการมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์โดยเจ้าหน้าที่ว่าเกาหลีเหนือได้ทำจริงตามอ้าง

ก่อนหน้านั้นทรัมป์บอกว่าช่วงของการจับมือกันวาระแรกนั้น ได้มองตา มองสีหน้าของคิม และมีความรู้สึกถึงความจริงใจที่คิมต้องการข้อตกลง ดูท่าทางน่าไว้ใจ น่าเชื่อถือ และนั่นเป็นบรรยากาศของการไว้ใจซึ่งกันและกันระหว่างทรัมป์กับคิม

ถ้ามีอะไรพลิกผัน ทุกฝ่ายยกเลิกข้อตกลงได้อยู่แล้ว จากนั้นจะว่าอะไรกันก็ได้ สำหรับการยกเลิกข้อตกลง หรือการแปลงมิตรให้เป็นฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทุกวันนี้ก็เปลี่ยนประเทศในกลุ่ม จี 7 ซึ่งมีอีก 6 พันธมิตร ให้เป็นคู่แข่งการค้าโหด

โดยเฉพาะกับแคนาดา เพื่อนบ้านตอนเหนือใกล้ชิด น่าไว้ใจ ทรัมป์และสมุนปากเสียกร่างห้าวก็สร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์อย่างแรง เท่ากับว่าขณะนี้เพื่อนบ้านตอนเหนือคือแคนาดา และตอนใต้คือเม็กซิโก ได้ผิดใจกับสหรัฐฯ แล้ว

จะรอบทพิสูจน์ว่าทรัมป์จะใช้ศาสตร์และศิลป์ในการเจรจาสมานแผลได้หรือไม่ โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่นที่จะเกาะกลุ่มกันแน่น ไม่ยอมให้ทรัมป์ใช้เป็นลูกไล่ หรือไก่รองบ่อนตามใจผู้นำที่ใครเดาทางเดาใจยากอีกต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...