xs
sm
md
lg

จะตอบแทนพระคุณของแผ่นดิน หรือพระคุณของผู้อุปถัมภ์

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร

<b>อันวาร์ อิบราฮิม</b>
น่าจะเป็นคำถามที่ดร.เอ็มตอบได้ไม่ง่ายนัก ด้านหนึ่งนายกฯ นาจิบ ราซัค เป็นลูกชายของผู้มีพระคุณอย่างสูงต่อเขา เพราะเมื่อดร.เอ็มได้เข้าเป็นสมาชิก UMNO ใหม่ๆ หลังจากประเทศมาเลเซียเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษผู้รุกราน ดร.เอ็มได้เข้าเป็นสมาชิกของพรรคที่นำโดยเหล่าบิดาแห่งมาเลเซีย ที่ได้ต่อสู้จนได้เอกราชมาจากจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งต่อมาก็คือแนวร่วม UMNO นั่นเอง

เมื่อดร.เอ็มได้รับเลือกเข้ามาเป็น ส.ส.ภายใต้พรรค UMNO เขาได้เสนอความคิดที่ต้องการช่วยเพื่อนร่วมชาติเกินครึ่งประเทศ ที่เป็นชาวมาเลย์ที่ยากจนและกลายเป็นประชาชนชั้นสองของประเทศ แม้ตัวดร.เอ็มจะเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียก็ตาม แต่การที่ ปชช.ส่วนใหญ่ของประเทศถูกทอดทิ้ง (Left Behind) ทางด้านเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในมือของพ่อค้าชาวจีนที่ขยันขันแข็ง และกำลังขยายจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจสู่อิทธิพลทางการเมือง

เขาได้นำเสนอแนวคิดที่จะต้องทุ่มเทเพื่อผลักดันให้คนส่วนใหญ่ได้ลืมตาอ้าปาก ซึ่งก็จะผลักดันขับเคลื่อนให้ประเทศมาเลเซียก้าวไปข้างหน้าได้ โดยไม่ต้องลากขาหลังที่หนักอึ้งทำให้การก้าวเดินลำบาก

หลักการเพิ่มแต้มต่อแก่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังล้าหลัง ขาดการศึกษา, ไม่ก้าวหน้าในการรับราชการหรือทำงานภาคเอกชน, ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งของเงินเพื่อเป็นเจ้าของบ้านของตนเอง เป็นสิ่งที่เรารู้จักกันดีในชื่อนโยบายภูมิบุตร ซึ่งเมื่อดร.เอ็มเสนอให้เป็นนโยบายของพรรค ก็ได้ปะทะกับท่านนายกฯ คนแรกของมาเลเซียคือ อับดุล รามาน (ที่มีท่านมารดาเป็นคนไทย และท่านอับดุล รามาน เคยเรียนหนังสือที่ร.ร.เทพศิรินทร์ด้วย) ซึ่งมองว่า มาเลเซียเพิ่งได้เอกราชมาใหม่ๆ ควรจะรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวจากคนหลายชนชาติ (มาเลย์, ชาวจีน และเชื้อสายอินเดีย)

ดร.เอ็ม ถูกขับออกจาก UMNO กลับไปเป็นหมอที่รัฐเคดาห์อยู่พักใหญ่ จนมีนายกฯ คนที่สองคือ อับดุล ราซัค (ซึ่งเป็นบิดาของนายราจิบ ราซัค นั่นเอง) ได้มองเห็นหน่วยก้านและแนวคิดของดร.เอ็ม ว่าน่าสนใจ จึงเรียกดร.เอ็ม กลับเข้ามาพรรค UMNO อีกครั้ง และนำแนวคิดนี้ไปเป็นนโยบาย เพื่อเพิ่มแต้มต่อให้แก่เหล่าภูมิบุตร และคุณหมอมหาเธร์ก็เป็น รมต.ศึกษาฯ เพื่อทุ่มเทให้การศึกษาแก่เหล่าภูมิบุตรให้สามารถช่วยการทำมาหากินในวิชาชีพ และความก้าวหน้าในราชการ รวมทั้งการมีกม.บังคับให้กิจกรรมใหญ่ๆ ทั้งหลาย ไม่ว่ารัฐวิสาหกิจหรือภาคเอกชนต้องมีผู้ถือหุ้น (และพนักงาน) ต้องเป็นภูมิบุตรถึง 30% ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่สหรัฐฯ มี Affirmative Action ในช่วงปลาย 1906’s หลังจากมีการชุมนุมต่อต้านฝ่ายรัฐบาลในช่วงสงครามเวียดนาม

อับดุล ราซัค นายกฯ คนที่ 2 ของมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในผู้ต่อสู้กับมหาอำนาจจักรวรรดิอังกฤษ หรือเป็นหนึ่งในกลุ่มบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ เป็นผู้มีบุญคุณอย่างมากกับมหาเธร์ ในการชักนำให้เขาสามารถกลับมาดำเนินการทางการเมืองในพรรคที่ใหญ่ที่สุด และได้ตำแหน่ง รมต.สมัยอับดุล ราซัค จนสามารถสร้างผลงานทางการเมืองมากมาย จนต่อมาเติบโตได้เป็นนายกฯ บุญคุณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก!

นายกฯ มหาเธร์ได้ตั้งนาจิบ ราซัค เข้าเป็น รมต.ขณะที่นาจิบอายุยังไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำ หลังจากเพิ่งจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮมที่อังกฤษ และเพิ่งได้ตำแหน่ง ส.ส.ในเขตที่พ่อของเขาได้ที่นั่ง (ท่านอับดุล ราซัค ถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุแค่ 53 หลังทุ่มเททำงานให้แก่ประเทศชาติอย่างหนัก ลูกชายคนโตจึงลงสมัคร ส.ส.ในเขตของคุณพ่อ)

นาจิบได้ผลัดเปลี่ยนเป็น รมต.ในหลายกระทรวง ภายใต้ครม.ของมหาเธร์ และต่อมาภายใต้นายกฯ บาดาวี (ที่เป็นนายกฯ หลังมหาเธร์ลาออก) จนภายหลังนาจิบได้เป็นนายกฯ ต่อจากบาดาวี (ที่ลาออกก่อนหมดวาระเช่นกัน)

มหาเธร์หยุดกิจกรรมการเมือง เกษียณไปถึง 15 ปี ก็มาเจอกับการฉ้อโกงเงินของแผ่นดินอย่างโจ๋งครึ่ม โดยนายกฯ นาจิบที่ดร.เอ็ม อุ้มชูมากับมือ

ข้อมูลการฉ้อโกงกองทุน 1MDB ออกมาอย่างแจ่มแจ้ง และทำให้ดร.เอ็มตัดสินใจเลือกตอบแทนพระคุณของแผ่นดินที่เขาเกิด (พ่อของดร.เอ็มเป็นชาวอินเดียที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในมาเลเซียตั้งแต่ยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และดร.เอ็มเกิดที่มาเลเซีย)

แทนที่จะเก็บตัวเงียบอยู่สบายๆ ยามเกษียณ เพราะอายุก็มากถึงเลข 9 แล้ว และป่วยโรคหัวใจ 2 ครั้งจนต้องทำบอลลูน

ดร.เอ็มเลือกที่จะลุกขึ้นมาเพื่อโค่นคนโกงชาติอย่างโจ๋งครึ่ม และดูถูกเพื่อนร่วมชาติว่าไม่มีทางโค่นอำนาจมหาศาลของเขาลงได้ เพื่อไม่ให้คนโกงชาติยังคงดำรงอิทธิพลและโกงชาติต่อไป

เขาจึงลาออกจากพรรค UMNO เพราะ UMNO ไม่ได้จัดการตรวจสอบกระชากหน้ากากนาจิบ แล้วมาร่วมสู้กับอันวาร์

ชัยชนะถล่มทลายของการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของมาเลเซียครั้งนี้ ส่วนหนึ่งคือการผนึกกำลังของผู้ที่เคยฟาดฟันกันมาหลายคู่ ตั้งแต่คู่นายกฯ มหาเธร์กับอันวาร์ และคู่ของนายกฯ มหาเธร์กับพ่อลูกตระกูลลิม (ลิม กิด เสียง และลิม กวน เอ็ง) ซึ่งมหาเธร์ได้ใช้อำนาจค่อนข้างเผด็จการในการจัดการกับผู้ประท้วงกฎหมายความมั่นคงที่แข็งกร้าวของเขา จนทำให้พ่อลูกตระกูลลิม ต้องไปติดคุกหลายครั้ง รวมทั้งอันวาร์ที่โดนข้อหาลักเพศด้วย

แผลเป็นที่เจ็บปวดของอันวาร์และพ่อลูกตระกูลลิม ปรากฏได้มีการให้อภัยต่อมหาเธร์ เมื่อมหาเธร์ได้ออกมาขอโทษถึงความผิดยิ่งใหญ่ที่เขาได้ทำกับประเทศมาเลเซียด้วยการอุ้มชูนาจิบโกงชาติขึ้นมาบริหารบ้านเมือง

เหล่าผู้ถูกจับในยุคมหาเธร์ ไม่มีสักคนเดียวที่หลบลี้ไปอยู่ดูไบ ก็เพราะภารกิจเพื่อชาตินั้น ต้องยอมรับต่อความเจ็บปวดที่ได้รับแม้ตัวเองจะรู้อยู่เต็มอกว่า คดีความเป็นเรื่องทางการเมือง และตนถูกกล่าวหาจับกุมอย่างไม่เป็นธรรมก็ตาม! ประเทศไทยก็ขาดคนที่รักชาติจนสามารถเสียสละชีวิต เพื่อต่อสู้ในสิ่งที่ตนยึดมั่น ไม่ใช่รีบหนีดื้อๆ ผ่านดอนเมือง (หรือช่องทางธรรมชาติ) ไปอยู่ดูไบ! อันวาร์ และลิม กวน เอ็งไม่ขี้ขลาดและพูดโกหกว่ารักชาติ ทั้งๆ ที่รักแต่เงินงบประมาณที่จะตักตวงโกงกินมาจากหยาดเหงื่อของประชาชน

อันวาร์ได้ออกมาจากคุกแล้วเพื่อรอขึ้นมาเป็นนายกฯ ในอีกไม่นาน พร้อมกับ ลิม กวน เอ็ง (จากผู้ว่าการรัฐปีนังที่ฝากฝีมือผลงานไว้มากมาย) เข้ามารับตำแหน่ง รมต.คลัง เพื่อขับเคลื่อนมาเลเซียให้รุดหน้าต่อไป

หวังว่า คนที่มีจิตใจแน่วแน่และยอมเสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริงที่มาเลเซีย (ซึ่งหายากมากในไทย) จะไม่นำพาขับเคลื่อนมาเลเซียให้แซงหน้าไทยไปได้อย่างไม่เห็นฝุ่นเท่านั้น
<b>ลิม กวน เอ็ง รัฐมนตรีคลังคนใหม่ของมาเลเซีย</b>
กำลังโหลดความคิดเห็น...