xs
sm
md
lg

ระหว่าง “สงคราม” และ “สันติภาพ” (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

<b>ประธานาธิบดี ฮัสซัน รูฮานี แห่งอิหร่าน</b>
เพื่อให้พอเห็นภาพ หรือพอเข้าใจง่ายๆ...คงต้องสรุปว่า ไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือสถานการณ์โลก ขณะที่มหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกา และพันธมิตรร่วมเป็นร่วมตายในตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล ตลอดไปจนถึงซาอุดีอาระเบีย พยายามใช้เกม “หมากรุก” หรือใช้ “อำนาจทางทหาร” เข้าเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หรือคู่แข่งทางอำนาจแบบชนิดโขกม้า โขกเรือ โขกโคน ดังสนั่นลั่นโลกไปทั่วทั้งกระดาน เกมที่จีน-รัสเซีย รวมไปถึงอิหร่าน นำมาเล่นกับอเมริกาพันธมิตร ดูๆ จะออกไปทาง “หมากล้อม”หรือหันไปใช้ “อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ” ซะมากกว่า!!!

คือไม่ว่าจะสามารถพัฒนาอาวุธตามแบบแผน หรือไม่ได้ตามแบบแผน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ “บ้องข้าวหลามยักษ์” นานาชนิด ไม่ว่าจรวด “คินชาล” (Kinzal) พิสัยทำการ 2,000 กิโลเมตร ความเร็วเหนือเสียงถึง 10 เท่าของรัสเซีย จรวด “ตงเฟิง-41” (DF-41) พิสัยทำการ 12,000 กิโลเมตร ความเร็วเหนือเสียงของจีน หรือแม้แต่จรวด “โครัมชาห์” (Khorramshahr) พิสัยทำการ 2,000 กิโลเมตรของอิหร่าน ฯลฯ แต่บรรดาอาวุธอันทรงอานุภาพแห่งการทำลายล้างเหล่านี้ น่าจะมุ่งไปที่การ “เหนี่ยวรั้ง” หรือ “ป้องปราม”มากกว่าที่คิดจะเอามา “ปะทะแตกหัก” หรือสาดใส่กันและกันกับ “เครื่องจักรสังหาร”ของกองทัพอเมริกันที่ได้ชื่อว่า ผ่านกระบวนการ “ปฏิวัติทางทหาร” (Revolution in Military Affairs-RMA) มานานแล้ว และไม่ได้คิดที่จะหยุดยั้งการเพิ่มอำนาจการทำลายล้าง การประดิษฐ์คิดค้นอาวุธที่สามารถสร้างความฉิบหายให้กับผู้อื่นมาโดยตลอด...

พูดง่ายๆ ว่า...ไม่ได้คิดจะนำเอา “จุดอ่อน” ไปปะทะกับ “จุดแข็ง” ของมหาอำนาจสูงสุดอย่างสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับ “อำนาจทางทหาร” ชนิดงบประมาณความมั่นคงสูงโด่เด่เกินกว่าใครๆ ไปทั่วทั้งโลกอยู่แล้วแน่ๆ ดังนั้น...โดย “ลักษณะทางยุทธศาสตร์”ไม่ว่าจีน-รัสเซีย หรือแม้แต่อิหร่าน จึงออกไปทาง “หมากล้อม” มากกว่า “หมากรุก” ไปด้วยประการละฉะนี้ หรือต้องหันมาอาศัยความอดทน อดกลั้น อาศัยบรรยากาศ “สันติภาพ” นั่นเอง ให้ค่อยๆ กลายเป็นแรงกดดัน จนกว่ามหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกาที่กำลังประสบความสูญเสียบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ การทูต ในเวทีโลก ชนิดนับวัน...มีแต่ “เสื่อมกับเสื่อม” ลงไปเรื่อยๆ แถมปัญหาภายในยังอีนุงตุงนังชนิดแก้ยังไงก็ไม่เสร็จ ไม่ว่าปัญหาหนี้สิน ปัญหาดุลการค้า ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกภายในสังคม จนมีแนวโน้มที่อาจต้อง “เจ๊งไปเอง” โดยไม่จำเป็นต้องไปปะทะแตกหักใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย...

การ “กลืนเลือด” ของอิหร่าน...แม้จะถูกอิสราเอล “ยั่วส้นตีน” จนหัวแม่เท้า เส้นเอ็นกระตุกไปกระตุกมา แต่ก็ยังพยายามจับแข้งจับขาตัวเองเอาไว้จนได้ จึงไม่ได้ต่างอะไรไปจาก “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” อย่างรัสเซียและจีนนั่นเอง หรืออย่างที่ผู้ใช้นามว่า “ชีค ราชิด” พยายามอธิบายเอาไว้ในข้อเขียนเรื่อง “ทำไมอิหร่านต้องกลืนเลือด” ในเว็บไซต์ “สำนักข่าวพับลิค โพสต์” ของบ้านเรา ก็น่าคิด น่าสนใจไม่น้อย ใครอยากรู้ละเอียดคงต้องลอง “คลิก” ไปดูเอาเองก็แล้วกัน แต่สรุปรวมความโดยย่อๆ ก็คงประมาณว่า ถ้าหากอิหร่านดันคันไม้ คันมือ คันตีนจนทนไม่ได้ โอกาสที่สิ่งต่างๆ ที่ตัวเองพยายามสร้างสมมาตลอด 40 ปีของ “การปฏิวัติอิสลาม” หรือที่ทุ่มเทแบบแทบหมดหน้าตักตลอดช่วง 7 ปีของ “สงครามกลางเมืองในซีเรีย” จนทำให้สถานะของอิหร่านในทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “พี่เบิ้มในตะวันออกกลาง” แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถหันเหยุโรปทั้งยุโรป ให้อยากจะทำมาค้าขายกับตัวเอง จนอาจพร้อมที่จะก่อกบฏต่ออเมริกาเมื่อไหร่ก็ได้ ย่อมมีอันต้องสูญสลายหายวับไปกับตาได้ง่ายๆ ถ้าหากคิดจะไปล้างแค้น เอาคืนกับอิสราเอล โดยไม่คำนึงถึงจังหวะและโอกาส...

อย่างไรก็ตาม...สำหรับบรรดาเราๆ-ทั่นๆ ทั้งหลายที่ได้แต่ “เสมอไหน” อยู่วงนอก คงต้องเก็บไปคิดๆ เอาเองนั่นแหละว่า ระหว่างฝ่ายที่พยายามยึดถือ “สันติภาพ” เป็นทางออก หรือเป็นยุทธศาสตร์กับฝ่ายที่พยายามอาศัย “สงคราม” เป็นตัวแก้ปัญหาในทุกเรื่อง ทุกประการ อันไหนที่ลุ้น น่าเชียร์ น่าต่อรองแบบควบลูกครึ่งโดยไม่ทดเวลาบาดเจ็บมากกว่า เพราะเมื่อถึงจุดใด-จุดหนึ่งขึ้นมา โอกาสที่จะอยู่เฉยๆ ไม่เลือกข้าง เลือกที่จะเป็นกลางแบบ “เอาตัวรอดไปวันๆ” นั้น น่าจะยากซ์ซ์ซ์ลำบากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ สำหรับโลกที่มันแทบไม่เหลือ “พื้นที่เป็นกลาง” ให้กับใครต่อใคร หรือประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป...

และเมื่อถึงจังหวะนั้น...อาจหนีไม่พ้นต้องหันไปใคร่ครวญ หวนคิด ทบทวนถึงคำพูด คำเตือนของอดีตนักกฎหมายชาวกรีกอย่าง “ไลเคอร์กัส แห่งสปาร์ตา” (Lycurgus of Sparta) ที่เคยกล่าวเอาไว้เป็นปาฐกถาขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพพระเจ้าฟิลิปส์แห่งมาซิโดเนีย (Philip 2 of Macedon) เมื่อช่วงขณะ 354 ปีก่อนค.ศ. หรือนับเป็นพันๆ ปีมาแล้วว่า... “Close alliances with despots are never safe for the free states.” หรือ “การเป็นพันธมิตรโดยใกล้ชิดกับรัฐที่วางอำนาจกดขี่ ย่อมไม่เคยก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อเสรีรัฐทั้งหลาย” ว่ามันน่าเชื่อ น่ายึดถือเป็นแนวคิด แนวทางสำหรับชาติบ้านเมืองของตัวเอง หรือไม่ อย่างไร...???
กำลังโหลดความคิดเห็น...