xs
xsm
sm
md
lg

สังคายนาและการปฏิรูป : ทางแก้ปัญหาสงฆ์

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง

สังคายนาและการปฏิรูป : ทางแก้ปัญหาสงฆ์
สามารถ มังสัง

ชาวพุทธหรือผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่าจะเป็นเหตุปัจจัยทำให้พระสัทธรรมคำสอนของพระองค์ตั้งอยู่ไม่ได้นานหรือตั้งอยู่ได้นานมีอยู่ 4 ประเภทคือ

1. ภิกษุคือนักบวชเพศชาย มีศีล 227 ข้อที่จะต้องถือปฏิบัติ

2. ภิกษุณีคือ นักบวชเพศหญิงมีศีล 311 ข้อที่จะต้องถือปฏิบัติ

3. อุบาสกคือ คฤหัสถ์เพศชายมีศีล 8 ข้อที่จะต้องถือปฏิบัติ

4. อุบาสิกาคือ คฤหัสถ์เพศหญิงมีศีล 8 ข้อที่จะต้องถือปฏิบัติ

ส่วนชาวพุทธนอกจาก 4 ประเภทนี้เป็นผู้สนับสนุนให้ 4 ประเภทนี้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาโดยตรง ตามนัยแห่งพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระกิมพิละ ผู้ซึ่งได้ทูลถามถึงสาเหตุที่ทำให้พระสัทธรรมคำสอนของพระองค์ตั้งอยู่ไม่ได้นาน เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วว่า

“ดูก่อน กิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสนา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษาไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในกันและกัน ดูก่อน กิมพิละนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่ได้นาน เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว” และได้ตรัสต่อไปว่า

“ดูก่อนกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในพระธรรมวินัยนี้ เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา เคารพยำเกรงในกันและกัน นี้แล กิมพิละ! เป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว”

โดยนัยแห่งพุทธพจน์สองบทข้างต้น จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ได้ทรงเน้นการศึกษา และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยว่าจะเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้คำสอนของพระองค์ดำรงอยู่ได้นาน และในทางตรงกันข้ามการไม่ศึกษา และไม่ปฏิบัติตามคำสอน เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้คำสอนของพระองค์เสื่อมและสูญหายไป

ในปัจจุบันพุทธบริษัท 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระภิกษุซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาคำสอนของพระพุทธองค์ ได้ประพฤติตนเสื่อมเสีย นอกรีตนอกรอย โดยการตีกรอบพระวินัยเข้าข้างตนเอง และตั้งตนเป็นเจ้าสำนักบิดเบือนคำสอน เพื่อเป็นจุดขายศรัทธาและเป็นที่มาของลาภสักการะ จะเห็นได้จากสำนักต่อไปนี้เป็นตัวอย่างคือ

1. สำนักวัดพระธรรมกาย ตั้งตนเป็นผู้วิเศษ ประกาศจุดขายศรัทธา โดยการสอนนั่งสมาธิด้วยการเพ่งลูกแก้วแล้วมองเห็นนรก และสวรรค์ไปพบคนนั้น เห็นคนนี้ ซึ่งละโลกนี้ไปแล้ว ทั้งยังสอนธรรมผิดไปจากคำสอนของพระพุทธองค์ เช่น สอนว่าพระนิพพานเป็นอัตตา พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วไปเกิดบนสวรรค์ เป็นต้น ซึ่งขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ธรรมทั้งหลาย (รวมทั้งพระนิพพานด้วย) เป็นอนัตตา (สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ) และพระอรหันต์ผู้ละกิเลสหมดแล้ว เมื่อละสังขารจากโลกนี้จะไม่เกิดอีก ไม่ว่าในภูมิไหนๆ

2. สำนักวัดนาป่าพง ที่ถือว่าพระภิกษุมีศีล 150 ข้อ ไม่ใช่ 227 ข้อตามสงฆ์ฝ่ายนิกายเถรวาทถือปฏิบัติกันมา ทั้งมีหลักฐานปรากฏชัดเจนในพระวินัยปิฎกว่ามี 227 ข้อ จึงเท่ากับบิดเบือนพระวินัย และยังสอนว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมของท่านนี้ก่อนตาย เมื่อตายศพจะไม่เน่า ซึ่งขัดต่อหลักคำสอนที่ปรากฏในอสุภะ กัมมัฏฐาน ที่ว่าซากศพเปื่อยพัง เป็นต้น

นอกจากมีการตั้งตนเป็นเจ้าสำนักบิดเบือนคำสอนเพื่อเป็นจุดขายศรัทธาใน 2 ตัวอย่างข้างต้นแล้ว ยังมีพระภิกษุที่ประพฤติตนเสื่อมเสียด้วยการแสวงหาลาภสักการะด้วยการบอกหวย และทำวัตถุมงคลออกขายในเชิงพาณิชย์ และมีอยู่ไม่น้อยที่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ในรูปแบบที่ขัดต่อเพศภาวะของนักบวช และล่าสุดได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีทุจริต งบช่วยการศึกษาซึ่งกำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ และเข้าข่ายผิดทั้งกฎหมายและวินัยสงฆ์

ทั้งหมดที่เขียนมาก็เพื่อทำให้ท่านผู้อ่านมองเห็นภาพรวมของวงการสงฆ์ไทยว่าเสื่อมลง และควรจะมีการแก้ไข ด้วยการทำสังคายนาเพื่อชำระพระธรรมวินัย ขจัดสิ่งแปลกปลอมให้หมดไป โดยยึดแนวทางการทำสังคายนาครั้งที่ 2 และ 3 เป็นแบบอย่าง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาโดยสังเขปดังนี้

สังคายนาครั้งที่ 2 ได้กระทำที่วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดีย โดยมีพระยสกากัณฑกบุตร เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ ด้วยปรารภเหตุคือ ข้อปฏิบัติย่อหย่อน 10 ประการทางพระวินัยของพวกภิกษุวัชชีบุตร เช่น การถือว่าควรเก็บเกลือไว้ในเขนง (เขาสัตว์) เพื่อเอาไว้ฉันได้ ตะวันชายเกินเที่ยงไปแล้ว 2 นิ้วควรฉันอาหารได้ ควรรับเงินทองได้ เป็นต้น พระยสกากัณฑกบุตร จึงชักชวนพระเถระต่างๆ ให้ช่วยกันวินิจฉัยแก้ความผิดในครั้งนี้

สังคายนาครั้งที่ 3 ได้กระทำที่อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย โดยมีพระโมคคัลลีบุตร ติสสเถระ เป็นผู้ริเริ่ม ด้วยมีเหตุปรารภคือ พวกเดียรถีย์หรือนักบวชนอกศาสนามาปลอมบวชแล้วแสดงลัทธิศาสดา และความคิดเห็นของตนว่าเป็นของพระพุทธองค์ พระโมคคัลลีบุตร ติสสเถระ ได้ขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราช ชำระสอบสวนกำจัดเดียรถีย์เหล่านั้นจากพระธรรมวินัยแล้ว จึงสังคายนาพระธรรมวินัย

ถ้าท่านผู้อ่านนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการทำสังคายนาครั้งที่ 2 และ 3 ดังกล่าวแล้วข้างต้น มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการสงฆ์ไทยฝ่ายนิกายเถรวาทในขณะนี้ ก็จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน ทั้งในส่วนของการตีความพระวินัย เพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ และในส่วนของธรรมก็มีการบิดเบือนในทำนองเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ น่าจะได้ทำการแก้ไขโดยการทำสังคายนา โดยมีฝ่ายศาสนจักรดำเนินการ

และทำการปฏิรูปองค์กรปกครองสงฆ์ (มส.) โดยฝ่ายอาณาจักรเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไรนั้น ทั้งสองฝ่ายควรจะได้ร่วมกันในรูปของคณะทำงานหรือคณะกรรมการสังคายนาพระธรรมวินัย และปฏิรูปองค์กรสงฆ์เป็นผู้กำหนดขึ้นมา


กำลังโหลดความคิดเห็น...