xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

แค่อยากแก้ปัญหาแบบไทยๆ มักง่าย...

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"โสภณ องค์การณ์"

การถกเถียงเรื่องหมู่บ้านป่าแหว่งกำลังหาทางลงแบบ “วิน วิน” สำหรับทุกฝ่าย ฟังดูโก้ สูงส่ง มีหลักการยิ่งใหญ่ ทั้งๆ ที่มี 2 ทางเลือก คือ “รื้อ” หรือ “ไม่รื้อ” เท่านั้น! ไม่ใช่เรื่องที่จะพลิกแพลงหาทางออกด้วยการยื้อ ไม่รื้อ ไม่ยอมทำตามเสียงเรียกร้องของประชาชน

ข้ออ้างว่า “เสียดายเงินงบประมาณ ผิดกฎหมาย เสียดาย เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น เป็นศูนย์นั่นนี่โน่น” สุดแล้วแต่จะพร่ำหาทางออกให้หัวหน้ารัฐบาลที่ไม่กล้าตัดสินใจ ล่าสุดยังปัดถ่านไฟร้อนๆ ออกจากหน้าตัก ให้รัฐมนตรีคนอื่นรับไปหาทางยื้อ

ถ้าจะไม่รื้อ แล้วเอาไปทำอย่างอื่น ก็ไม่ต่างจากการให้ท่านตุลาการเข้าใช้เป็นบ้านพักตามวัตถุประสงค์เดิม การทำอย่างนั้นย่อมทำให้ท่านตุลาการอดคิดไม่ได้ว่า “ทำไมตุลาการใช้เป็นบ้านพักไม่ได้ ทำไมหน่วยงานอื่นเข้าไปใช้งานได้” ใครจะตอบได้

ย้ำอีกครั้ง! มีทางเลือก 2 อย่าง คือ “รื้อ” หรือ “ไม่รื้อ” เท่านั้น การรื้อออกไปแล้วปลูกป่าปิดพื้นที่แหว่งคือการคืนสู่สภาพธรรมชาติดั้งเดิม มีบางพวกเสนอว่าให้สร้างบ้านต่อไป แล้วปลูกต้นไม้ปิดไม่ให้เห็นบ้านพัก ไม่ให้เห็นหลังคา! มันไม่ตลกเกินไปหรือ

จะสร้างหนังเรื่อง บ้านหรูในป่าใหญ่ หรืออย่างไร? ถ้าทำเช่นนั้นก็ยังมีการใช้พื้นที่นั้น การเข้าออกของมนุษย์ด้วยรถยนต์ ยานพาหนะอื่น เสาไฟฟ้า ท่อน้ำประปา ระบบสาธารณูปโภคพร้อม จะมีทั้งเสียง ฝุ่น ควัน ป่าบริเวณใกล้เคียงก็จะไม่เป็นป่าแท้จริง

คำถามอย่างง่ายๆ ว่า “คิดอย่างไรจึงไปวางโครงการสร้างบ้านที่นั่นจนเป็นหมู่บ้านป่าแหว่งอย่างที่เห็น?” หรือไม่มีใครใส่ใจเพราะความลำพองในอำนาจการเมือง และหมิ่นแคลนเสียงคัดค้านของประชาชน อย่างที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังแสดงออกให้เห็นเช่นนั้น

จริงอยู่พื้นที่นั้นเป็นความสะดวกของหน่วยงานรวมศูนย์ของตุลาการภาค 5 ซึ่งเริ่มจากถนนใหญ่เข้าไปจนสุดตีนเขา เมื่อไม่มีพื้นที่เหลือ จึงมีคนคิดว่าการเจาะป่าเข้าไปน่าจะเป็นทางเลือกที่สะดวก โดยไม่เลือกที่จะหาพื้นที่อื่นๆ บริเวณใกล้เคียงว่ามีหรือไม่

ย่านนั้นเป็นชานเมืองส่วนขยายของเชียงใหม่ ยังมีพื้นที่อีกมาก แม้จะต้องเสียเงินงบประมาณ แต่ถ้าใครมีจิตสำนึกห่วงใยสิ่งแวดล้อม สภาพที่ขัดตา ก็จะท้วงติงว่า “คิดดีแล้วหรือ” ทั้งในแง่ความเหมาะสม ความปลอดภัย ความยากในงานปรับพื้นที่ก่อสร้าง

แม้ช่วงการก่อสร้างเพิ่งเริ่ม ก็มีเสียงท้วง เพียงแต่ไม่มีใครใส่ใจ จะเป็นเพราะความอหังการแห่งอำนาจ หรือเหตุผลแฝงเร้นอื่นใด ทำให้เสียงท้วงติงไม่เป็นผล จึงทำให้เกิดเหตุ ถูกบิดเบือนว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับตุลาการ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นเช่นนั้น

ตุลาการแต่ละท่านที่จะพำนักที่นั่น ไม่ได้อยู่ถาวร เมื่อเกษียณอายุหรือต้องย้ายไปที่อื่นเพราะความก้าวหน้าในตำแหน่ง ก็จะได้อยู่เพียงชั่วคราว จะเป็นกี่ปีก็ตาม ไม่ใช่การอยู่แบบถาวรเหมือนนายพลกองทัพคนสำคัญที่ยังอาศัยบ้านหลวงอยู่ ไม่ยอมย้ายออก!

เราอย่าเสแสร้งห่วงใยงบประมาณได้มั้ย บ้านนี้เมืองนี้มี “ค่าโง่” สารพัด ทั้งยังมีความเสียหายจากการโกงกิน การใช้จ่ายโครงการประชานิยมถมไม่เต็ม อย่าอ้างว่าผิดกฎหมายให้ชวนอาเจียนได้หรือไม่ ผู้นำรัฐบาลใช้มาตรา 44 ย่ำยีกฎหมายมากี่ครั้งแล้ว

รัฐบาลนี้ก่อหนี้สินร่วม 1.78 ล้านล้านบาทแล้วไม่ใช่หรือ มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน?

คำสั่งศาลปกครองให้รื้อถอนกังหันลม และโครงการเหมืองแร่จากที่ดิน สปก. ในชัยภูมินั่นไง ผู้นำรัฐบาลใช้กฎหมายพิเศษบอกว่า “ไม่ต้องรื้อ ทำต่อไป เสียเงินลงทุนไปเยอะแล้ว” ก่อนนั้นก็ใช้อำนาจพิเศษย่ำยีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ!

อย่าดัดจริตเสียดายเงินงบประมาณแค่ไม่ถึงพันล้าน ท่านตุลาการย้ำแล้วว่าท่านไม่ขัดข้อง อยู่ที่ไหนก็ได้ ให้รัฐบาลหาที่ทดแทนมาก็แล้วกัน แต่ผู้นำรัฐบาลโยกโย้นั่นนี่โน่น ไม่อยากเป็นปฏิปักษ์กับใคร แต่พร้อมจะหักกับประชาชนหลายเรื่อง ใช่หรือไม่

รัฐบาลนี้เคยทำตามเสียงเรียกร้องของประชาชนกี่ครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปนโยบายพลังงาน กระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปองค์กรตำรวจ และอื่นๆ นอกจากไม่ทำแล้วยังทำอะไรที่ชาวบ้านไม่คิดว่าจะเป็นการเสียของ การไล่ตระเวน “ดูด” นักการเมืองน้ำเน่า

โปรดอย่าอ้างว่า “รื้อไม่ได้ ผิดกฎหมาย” ก็มาตรา 44 เอาไว้ทำอะไร? และใครอย่าลอยหน้าลอยตาอ้างว่า “การใช้มาตรา 44 บ่อยๆ ไม่ดี” ชาวบ้านบอก “ไค่ฮาก” มาก กรุณาชี้แจงมาว่าที่ผ่านมาได้ใช้มาตรา 44 ทำอะไรมาแล้วกี่ครั้ง จำเป็นแค่ไหน เพื่ออะไร

ถามหน่อยเถอะ ใครที่ไม่อยากให้รื้อบ้านป่าแหว่ง ได้มองเห็นภาพที่ผิดแผกจากธรรมชาติแวดล้อมหรือไม่ คิดอย่างไรที่ให้ผู้อยู่อาศัยต้องขับรถขึ้นไปบ้านพักทุกวัน เชียงใหม่มีพื้นที่มากมาย เพ่งดูบ่อยๆ อาจชินตาเหมือนหมู่บ้านชาวเขาในภาคเหนือ

ระบบการบริหารบ้านเมืองแก้ปัญหาการทำผิดกฎหมายแบบมักง่าย เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ในการรักษากฎหมาย ผลสุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยเลยตามเลย ออกกฎหมายให้อะไรก็แล้วแต่ที่ผิดกฎหมายกลายเป็นถูกต้องตามกฎหมาย

เป็นการแก้ปัญหาแบบไทยๆ หลังจากการละเมิดกฎหมาย! ดังเช่นการปล่อยปละละเลยเรื่อง “แท็กซี่ใช้แก๊ส รถสองแถว รถเมล์วิ่งทับเส้นทางสัมปทาน มอเตอร์ไซด์รับจ้าง รถตู้ หาบเร่ แผงลอย” ผลสุดท้ายบางอย่างต้องยอมให้ถูกกฎหมายเพราะแก้ไขไม่ได้

กฎหมายที่บังคับใช้ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ยอมทำหน้าที่! นั่นเป็นเหตุใหญ่ที่ประชาชนเรียกร้องให้ปฏิรูป แต่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร มีอำนาจคับแผ่นดิน ไม่ทำตาม ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงไม่ทำ ทั้งๆ ที่เป็นที่คาดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น

กลับเป็นการ “เสียของ เสียเวลา เสียโอกาส” ไม่มีอะไรดีขึ้น โดยเฉพาะการเมืองยังจมอยู่ในน้ำเน่า ติดกับดักของวงจรอุบาทว์ ส่อเค้าว่าจะนำไปสู่วิกฤตเหมือนก่อนการรัฐประหารเพราะการช่วงชิงอำนาจการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐยังอิงต่ออำนาจการเมือง

เรื่องนี้ท่านตุลาการบอกว่า “อย่างไรก็ได้” แต่คนมีอำนาจหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจ!

ไม่มีหรอกกับคำว่า “วิน วิน” ในเรื่องนี้ “วิน วิน” ใช้ในการเมืองน้ำเน่าที่นิยม “ซูเอี๋ย เกี้ยเซียะ หยวนๆ ล้งตกเขียวนักซื้อเสียง” สำหรับนักการเมืองที่ชอบเอาผลประโยชน์ของชาติไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเท่านั้น หนักข้อก็ขายชาติไปโน่นเลย!

งานนี้ต้องกล้าๆ หน่อย อย่าคิดลอยตัวหนีการตัดสินใจนะ ออคุณท่านผู้นำ!




กำลังโหลดความคิดเห็น...