xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ล้ง 2018 ภารกิจดูดเพื่อชาติ “เถ้าแก่” รุกหนัก เหมาซุ้มการเมืองยกแผง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - มาถึงจุดนี้ได้ยังไง?? คงเป็นคำถามในใจใครหลายคนอยากถาม “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในยามนี้

เนื่องเพราะเป็นจุดที่สเตตัสของ “ลุงตู่” เปลี่ยนไปอย่างแรง หลังเปลี่ยนเป็นมารับบท “เถ้าแก่ล้งใหญ่” เดินเกม “ดูดเหมาเข่ง” ไล่สอย “ซุ้มการเมือง” แบบไม่เลือกสเปก เข้าทำนอง “อั๊วะเอาหมด” ถ้าลื้อสนใจ ลืมสิ้นคำประกาศที่เคยตั้งแง่รังเกียจ “นักการเมือง - นักเลือกตั้ง” แบบด่าสาดเสียเทเสียมาตลอด

โดยเฉพาะการดูดที่เป็น “รูปธรรม” ชัดๆ กรณี “บ้านใหญ่ชลบุรี” ที่จัดเก้าอี้ใหญ่ให้ 2 พี่น้องทายาท “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม เจ้าพ่อเบอร์หนึ่งภาคตะวันออก กับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ที่ประเคนให้กับ “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล พี่ใหญ่ของบ้าน พ่วงด้วยตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่ให้กับ “เสี่ยติ๊ก” อิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา โดนอ้างว่าดึงมาช่วยงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

แม้แต่เด็กอนุบาลยังรู้ว่า นี่มัน “ดีลการเมือง” ชัดๆ ยิ่งย้อนไปไม่กี่เดือนก่อน ที่ “กรมราชทัณฑ์” สั่งพักโทษ “กำนันเป๊าะ” ที่เหลือโทษจำคุกอีกราว 20 กว่าปี เมื่อปลายปีกลาย ทั้งที่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี นั่นก็ยิ่งกว่าชัดอีก

เรียกว่ายุค คสช.ดูดกันเป็นรูปธรรม เหนือชั้นกว่า “พรรคทหาร” ในอดีตที่เต็มที่ก็ใช้ “นอมินี” เดินเกมแทน

แถมพลังดูดยังไม่ธรรมดา “ไม้นวม-ไม้แข็ง” งัดมาใช้หมด ตั้งแต่คิวที่ “บิ๊กวิน” พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่งตั้งให้ “เสี่ยจั้ม” สกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นชั้นเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายหลังจากที่ทายาท “คีย์แมน คมช.” พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เพิ่งกลับจากการเข้าพบ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ทันข้ามคืน
  “สนธยา- อิทธิพล” สองพี่น้องคุณปลื้มที่ถูกดูดเข้าร่วมรัฐบาลตามสมการการเมืองสูตรที่ “นายกฯ ลุงตู่” เห็นด้วยเพื่อต่อสู้กับระบอบทักษิณ
ดีลนี้ยังดูดเป็นแพ็ค มี “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กับ “เสี่ยตั้น”ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ดีกรี อดีต ส.ส.กทม.ของค่ายประชาธิปัตย์ ผูกมาด้วย

ไม่เท่านั้นยังมี “ซุ้มการเมือง” อีกเพียบที่เข้าคิวรอ “แมวมอง คสช.” ไล่ต้อนเข้าคอก ส่วนใหญ่ตกปากรับคำกันแล้วซะด้วย รอเพียงไทม์มิ่งดีๆ ค่อยเปิดตัวกัน ทั้ง “ตระกูลสะสมทรัพย์” ที่เคยยกครัว “เผดิมชัย-ไชยยศ-ไชยา-อนุชา” ออกมาต้อนรับ “ทัพพญาตู่” ซึ่งควงทีมงาน อาทิ “บิ๊กนมชงพล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) แบกถุงกอล์ฟไปลองแฟร์เวย์ที่ “นิกันติ กอล์ฟคลับ” หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเจอใช้ “ไม้แข็ง” ปิดจังหวัดตรวจค้นถี่ยิบจนน่วมไปหมด

รวมไปถึงยังมีบรรดา “ดาวฤกษ์” อีกหลายหน่อ ที่หลังไมค์ยอมสยบให้แก่ “ขุนทหาร” แล้ว ทั้ง “ซุ้มมัชฌิมา” ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ปวารณาตัวเป็น “ศิษย์ก้นกุฏิ” ของ “จารย์กวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็เตรียมขนอดีต ส.ส.เหนือ-กลาง มาร่วมหลายสิบ หรือ พ่อมดดำ-สุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ พร้อมพลพรรค “อดีตกลุ่ม 16” มี “รัฐมนตรี คสช.” แวะเวียนไปเจียะปึ้งอยู่บ่อยๆ นั่นก็เซย์เยสไว้นานแล้ว

กระทั่ง “ซุ้มอยุธยา” จังหวัดใหญ่ ที่แม้ไม่มีแกนนำชัดเจน แต่ก็มี “แมวมอง คสช.” ไล่จีบเป็นรายตัว จนจิ้งจกแถวนั้นส่งเสียงกันลั่น “อยุธยาแตกแล้ว” ที่กำลังหวั่นไหวก็แถวๆ ชายแดนบูรพาทิศ ที่คนแถวนั้นเห็น “ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น” เสนาะ เทียนทอง หวนลงพื้นที่ถี่ยิบ เหมือนอัปราคาตัวเอง รอเพียง “บิ๊กบูรพาพยัคฆ์” ไปเทียบเชิญอย่างเป็นทางการเท่านั้น

จะว่าไป “พลังดูด” ของ “ลุงตู่” ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่เช่นนั้นแล้ว คงไม่ทำให้ “ชายจืด-สมชาย วงศ์สวัสดิ์” น้องเขยของนักโทษชายหนีคดีถึงกับร้อนรนทนไม่ไหว ขนพรรคพวกเดินทางไปตีกอล์ฟกระชับความสัมพันธ์หลังการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองของ “บ้านใหญ่ชลบุรี” อย่างแน่นอน

ย้อนกลับไปคำถามที่ว่า แล้วไฉน “ลุงตู่” มาถึงจุดนี้ได้ จุดที่ลดตัวลงไปอยู่ในระนาบเดียวกับ “นักการเมือง” ที่เคยเกลียดเข้าไส้

ตอบได้ไม่ยากว่าก็เพราะ “กลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก”

กระดุมเม็ดแรก หรือภารกิจสำคัญที่สุดเหนืออื่นใดของ “คณะรัฐประหาร” ที่นำโดย “ลุงตู่” หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้นก็คือธง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ที่รับไม้ต่อมาจาก “ม็อบมวลมหาประชาชน” ที่ชูประเด็นนี้จนจุดติด มีผู้ออกมาสนับสนุนบนท้องถนนนับล้านชีวิต

ทั้งที่ด้วยอำนาจอันเหลือล้น ในฐานะ “รัฐฏาธิปัตย์” พร้อม “กฎหมายพิเศษ” บวกกับกระแสสนับสนุนจากประชาชน ในช่วงขวบปีแรก ก็ต้องบอกว่าเวลานั้น คสช.จะทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องดีๆอย่าง “วาระปฏิรูปประเทศ” หากแต่ “บิ๊ก คสช.” ก็เงื้อง่าราคาแพง มาจนจะครบ 4 ปีเต็ม การปฏิรูปก็ยังไม่ไปไหน แล้วไม่มีแนวโน้มที่จะไปไหนด้วย

มาตรา 44 ที่ทรงพลานุภาพกลับถูกใช้กับเรื่องหยุมหยิมมากกว่าเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างการปฏิรูป

อาจจะด้วย “รัฐบาล คสช.” มีพื้นฐานมาจาก “ข้าราชการ” ก็รู้ดีว่า หากทะเล่อทะล่าปฏิรูปตามเสียงเชียร์ ก็เท่ากับเป็นการทำลาย “ระบบอุปถัมภ์” รวมทั้ง “ระบบข้าราชการ” ที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลานาน บวกกับคิดว่ามีฐาน “แฟนคลับ” ที่พร้อมจะสนับสนุนไปทั้งชาติ “บิ๊ก คสช.” จึงเลือกที่จะ “รักษาน้ำใจ” ไม่แตกหักกับ “พรรคข้าราชการ” และดึงมาเป็นพวก ร่วมประคับประคอง “เรือแป๊ะ” ให้ไปตลอดรอดฝั่ง
เมื่อครั้งที่ “ลุงตู่” ยกพลไปบ้านใหญ่นครปฐม
วาระการปฏิรูปจึงค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็ค่อยๆหายไป เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้ จนน่าถามว่า ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ หรือไม่คิดจะปฏิรูปกันแน่

ไม่ต้องอะไรมากอย่าง “การปฏิรูปตำรวจ” ที่เคยมองกันว่าจะเป็น “วาระเร่งด่วน” เพื่อเรียกตีปิ๊บกระแสจากประชาชน ด้วยความชิงชัง “สีกากี” ของชาวบ้านเดินถนน ก็ยังถูกเตะถ่วงมาเรื่อย ขนาดบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 แล้ว ป่านนี้ก็ยังไม่ถึงไหน

การปฏิรูปตำรวจที่ชัดเจนของ คสช.มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการเปลี่ยนเส้นทางวิ่งจาก “ตำรวจมะเขือเทศ” ที่พลีกายใจให้กับ “ระบอบทักษิณ” มาเป็น “ตำรวจฟาร์มโชคชัย” แทนเท่านั้น

สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏให้ประชาชนได้เห็นนับเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้คะแนนนิยม คสช. และเรตติ้งส่วนตัวของ “ลุงตู่” ตกลงอย่างฮวบฮาบ ผนวกกับความไม่ชอบมาพากลของบุคคลระดับสูงในรัฐบาล ตลอดจนการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้น และถูกจับได้ไล่ทันในระยะหลังๆ ส่งผลให้ “บิ๊ก คสช.” เริ่มถอดใจว่าคงไม่ได้ไปต่อแล้ว

ออปชั่นที่จะหยุดเลือด ห้ามกระแสเบื่อหน่าย และไม่พอใจการบริหารราชการแผ่นดินของ คสช. ก็คือ “การเลือกตั้ง” ที่เป็นพิธีกรรมล้างไพ่ “รัฐบาล คสช.” ใหม่เสียหมด แล้วเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามแบบฉบับประชาธิปไตยในอารยประเทศ

แม้ยังไม่รู้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เมื่อใด จะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อย่างที่นับเวลากันคร่าวๆ ตามบทบัญญัติในกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่เพื่อความชัวร์ ก็ต้องแต่งตัวให้พร้อม จึงได้เห็น “บิ๊ก คสช.” เริ่มพยายามตั้งไข่ เตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ที่ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องมีขึ้น

และด้วยมีการถอดสมการการเมืองให้แล้วว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการห้ำหั่นกันของ “คนรักทักษิณ-คนเกลียดทักษิณ” ซึ่งฐานเสียงของ “พรรคทหาร” ย่อมอยู่กับฝ่ายหลัง อาจจะคะเนด้วยสายตาจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา นั่นก็คือเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ บวกกับบรรดาพรรคเอสเอ็มอีต่างๆ ซึ่งบวกกันแล้วก็ยังไม่เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ตามหลักคณิตศาสตร์แล้วมีความเป็นไปได้สูงว่า พรรคเพื่อไทยหรือพรรคของฝ่ายทักษิณ ก็ยังจะชนะเลือกตั้งอยู่

อีกทั้งเริ่มชัดเจนแล้วว่า “ชายจืด” สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เขยชินวัตร กำลังจะขึ้นเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทยเต็มตัว ซึ่งก็ต้องบอกว่า เหตุที่ “สมชาย” กลับเข้าลู่เลนการเมือง ลุ้นสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกฯ อีกสมัย ก็เพราะรอดพ้นชนักปักหลังในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯวันที่ 7 พ.ย.51 ในยุครัฐบาล คสช.ที่ว่ากันว่ามี “ดีลชินสุวรรณ” ก่อนหน้านี้นี่เอง

และแม้ว่ามีการปูทางต่อท่ออำนาจไว้สำหรับ “นายกฯ คนนอก” อยู่แล้ว ด้วยมี “พรรค ส.ว.” 250 เสียง ที่คสช.เป็นผู้เลือกคอยชูรักแร้สนับสนุนอยู่ หากแต่การทำงานในนาม “นายกฯ คนนอก” ในภายภาคหน้า ก็จะติดดักกับเสียงข้างมาก
ชายจืด - สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ขนพลพรรคไปเช็กสายสัมพันธ์กับตระกูล “สะสมทรัพย์” เช่นกัน
ฉะนั้นจึงต้องัดยุทธศาสตร์ตัดกำลังพรรคเพื่อไทยออกมา โดยการตกเขียวกลุ่ม-ก๊วนการเมือง ที่มีที่นั่ง ส.ส.ในมือออกมาให้มากที่สุด “พลังดูดประชารัฐ” จึงติดเครื่องทำงาน เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลทหารตกเป็นรองระบอบทักษิณอย่างเห็นได้ชัด

ด้วยมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาปี่กลองลั่นอย่างเป็นทางการ ก็สามารถโยนสูตรว่าหากซุ้มการเมืองต่างๆ ยังอยู่กับ “ระบอบทักษิณ” แล้วประเทศก็จะวนกลับไปวังวนเดิม เทียบกับการที่ซุ้มการเมืองขนคะแนนเสียงมาลงที่ “พรรคทหาร” เพื่อเป็นบันไดกลับสู่อำนาจ อาจจะมีอนาคตที่สดใสมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงขวบปีหลังมานี้ ที่ต้องยอมรับว่า การทำงานของ “รัฐบาล คสช.” เริ่มที่จะเข้าที่เข้าทางในบางจุด

ประชาชนก็ต้องเลือกชั่งน้ำหนักว่าอยากได้แบบใด และเชื่อแน่ว่าแคมเปญ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” คงว่อนในช่วงก่อนกาบัตรเลือกตั้ง

นอกเหนือจาก 2 ป้อมค่ายใหญ่ “เพื่อไทย - ทหาร” แล้ว ก็ยังมีปัจจัย “สวิงโหวต” อย่าง “พรรคกำนัน” ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่แน่นอนว่าปันใจให้ฝ่ายทหารสุดลิ่ม หากแต่ก็ยังหาฐานเสียงที่แน่นอนของตัวเองไม่ได้ จนต้องพล่านมาออกหน้าอวย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อหวังให้พ่อยก-แม่ยกพันธมิตรฯที่เริ่มเอาใจออกห่าง “รัฐบาลลุงตู่” หันกลับมาสนับสนุน “พรรคกำนัน” ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็ต้องคอยดูว่าจะได้ซักกี่มากน้อย

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือท่าทีของ “ค่ายประชาธิปัตย์” ที่ถึงเวลานี้ค่อนข้างชัวร์แล้วว่ายังจะมี “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำพรรคอย่างเป็นทางการต่อไป โดยมีร่างเงาของ ชวน หลีกภัย ทาบทับอยู่ โดย “ค่ายสีฟ้า” ถือเป็น “ปัจจัยสวิง” อย่างแท้จริง ด้วยเป้าหมายคือการชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งยังมีจุดยืนขาหนึ่งที่ประกาศไม่สนับสนุนเผด็จการในทุกรูปแบบ อีกขาหนึ่งก็ไม่สามารถร่วมหัวจมท้ายกับ “ระบอบทักษิณ” ได้

จึงกลายเป็นความไม่ชัดเจนว่า “ค่ายสะตอ” จะไปทางไหนกันแน่

ในขณะที่ “พรรคทหาร” หรือ “พรรคสมคิด” เองก็เดินหน้าเหมา “พรรคเอสเอ็มอี” ยกตลาด พร้อมกับการดีดลูกคิดคำนวณจำนวน ส.ส.ไปด้วย โดยมีตัวตั้งเป็น “โพลทักษิณ” ที่เปิดเผยกับลูกพรรคที่แวะเวียนไปหาว่า หากเลือกตั้งตอนนี้ 230+ ที่นั่ง จึงเป็นที่มาของคำประกาศ “แลนด์สไลด์” ของเหล่าลิ่วล้อทักษิณในช่วงหลังๆ มานี้

หาก “พรรคทหาร - พรรคสมคิด” บวกกับเสียงจากพรรคเอสเอ็มอีในเครือข่าย ไม่ได้เกินกึ่งหนึ่งหรือ 250 เสียง โอกาสที่พรรคเล็กพรรคน้อยจะออกลาย “งูเห่า” หันกลับไปซบพรรคเพื่อไทยก็เปิดกว้าง หรือกระทั่งการจับมือกับของ “นักการเมืองอาชีพ” ในการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” อะไรที่พูดถึงกันมานานก็ใช่ว่าจะไม่มีทาง ด้วยเป็นทางเดียวที่จะสกัดกั้นไม่ให้ “ขุนทหาร” ต่อท่ออำนาจได้อย่างสะดวกโยธิน

นอกเหนือจากการหวังพึ่ง “ยุทธการตกเขียว” กวาดต้อนก๊วนอดีต ส.ส.มาร่วมพรรคสีเขียวให้มากที่สุดแล้ว ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของ คสช.อยู่อย่างน้อยๆ 1 ปีเต็ม ก็ยังเป็น “โอกาสดี” ในการกู้คะแนนนิยมของ คสช. หรือพูดให้ชัดคือคะแนนนิยมของ “นายกฯตู่” ผู้ที่จะเป็น “จุดขาย” ในการวางตัวเป็นนายกฯอีกครั้งหลังการเลือกตั้งได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจในเรื่องบางอย่างที่จะได้ใจประชาชนคนไทย เรื่องหนึ่งที่อยู่ในกระแสร้อนแรงขณะนี้ อย่าง “หมู่บ้านป่าแหว่ง” บ้านพักตุลาการ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ที่ถูกคัดค้านต่อต้านอย่างหนัก และฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็โยนลูกเปิดทางให้ “รัฐบาลประยุทธ์” เป็นผู้ตัดสินใจ โดยมีข้อมูล-ข้อคิดเห็น จากภาคส่วนต่างๆ ออกมาใน “เชิงลบ”ต่อโครงการคฤหาสน์สุดหรูกลางป่าใหญ่หนักข้อยิ่งขึ้น

โดยคำขาดของภาคประชาชนคือ “รื้อเท่านั้น” ขณะที่จุดยืนของ “ฝ่ายตุลาการ” ก็ต้องยึดตามมติคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ที่ทำหนังสือให้รัฐบาลพิจารณากาทางออก โดยลงท้ายว่า “หากรัฐบาลเห็นควรประการใดก็ไม่ขัดข้อง”

เท่ากับว่ายัดออปชั่น “รื้อเท่านั้น” ใส่มือ “ผู้นำรัฐบาล” ที่เป็นผู้พิจารณาตัดสินใจก็คงไม่ผิดนัก ลูกเข้าข้อแบบนี้ คงตัดสินใจไม่ยาก แม้แนวทาง “รื้อเท่านั้น” อาจจะดูร้ายแรง กระทบต่องบประมาณที่เสียไป แต่ก็อย่างที่ “ท่านนายกฯ” เคยพูดไว้ว่า ข้อเสนอให้ทุบทิ้ง แล้วงบฯที่ใช้ไปจะทำอย่างไร งบประมาณรัฐ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ จะต้องมีคนรับผิดชอบ

เรื่องนี้ทั้งสื่อ ทั้งภาคประชาชน ก็ขุดคุ้ยหาลายแทงให้หมดแล้วว่า ใครมันทำให้เสียหาย ก็ไปไล่เบี้ยเอาเอง ที่ต้องตรองให้หนักก็เรื่องคะแนนนิยมตัวเอง ที่มีเรื่องอื่นที่กร่อนศรัทธา “รัฐบาลทหาร” มากพออยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสแล้วอย่างน้อยก็ควรตัดสินใจทำเรื่องดีๆ ที่จะได้ใจประชาชนคนไทย

นอกเหนือจากสร้างคะแนนนิยมให้กระเตื้องขึ้นแล้ว ก็ต้องคือหาทางลด “ตัวถ่วง” ออกไปด้วย คล้ายกับการปรับคณะรัฐมนตรีรอบล่าสุด ที่อดีตรัฐมนตรีหลายรายหลุดออกไปส่งผลดีกับการทำงานของรัฐบาล ที่ได้คนทำงานจริงๆ เข้ามา จนทำให้การทำงานเข้าที่เข้าทางในหลายส่วน แต่ที่ยังขัดอกขัดใจสังคมไทยที่สุด ก็รายของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่อยู่ยั้งยืนยงมาตลอด ทั้งที่มีกระแสเรียกร้องให้กลับบ้านไปพักผ่อนมาตลอด

พูดกันตามตรงจังหวะนี้ถือเป็นโอกาสเหมาะเจาะที่ “ป๋าป้อม” อาจจะประกาศ “พอแล้ว” เพื่อลดแรงเสียดทานให้กับ “รัฐบาลน้องตู่” ก็ด้วยปม “แหวนพ่อ - นาฬิกาเพื่อน” เริ่มซาลง และกำลังอยู่ในมือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็คาดการณ์ไม่ยากว่า ป.ป.ช.ที่ได้ชื่อว่า “สายตรงวงษ์สุวรรณ” ตัดสินออกมาหน้าไหน หากรอถึงวันที่ ป.ป.ช.ชี้ว่า “เสี่ยป้อม” ไม่มีความผิด กระแสโจมตีย่อนตกไปที่ ป.ป.ช. และไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาล

ดังนั้นการถอยของ “ลุงป้อม” ในยามนี้ น่าจะช่วยทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลกระเตื้องขึ้น และไม่สุ่มเสี่ยงเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามล่อเป้าเหมือนที่ผ่านมาด้วย ซึ่งก็เชื่อเหลือเกินว่า “ลุงป้อม” น่าจะรับรู้ถึงข้อจำกัดของตนเองเช่นกัน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ที่น่ากลัวที่สุดคือ หากทำทุกวิถีทางแล้ว ไม่สามารถปั้นคะแนนเสียงในสภาฯให้ขาดลอยได้ และต้องหันมาพึ่ง “นักการเมืองอาชีพ” ในการตั้ง “รัฐบาลผสม” ขึ้นมา

ต้องบอกเลยว่าคนซวยคือ “ประเทศไทย” ก็ด้วย 4 ปีที่ผ่านมา คสช.มี “อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” ยังทำภารกิจเพื่อชาติไม่สำเร็จเป็นรูปธรรม แล้วถ้ามีอำนาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจะมีสภาพอย่างไร

อาจจะซ้ำรอยเมื่อครั้ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ที่เสียงไม่พอแล้วต้องไปง้อพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล และต้องจำใจยก “กระทรวงเกรดเอ” ให้กับพรรคร่วมรัฐบาล อีกทั้งยังต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เมื่อมีการคอร์รัปชันวินาศสันตะโรอีกต่างหาก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ แจ็ค หม่า เจ้าพ่ออาลีบาบา ซึ่งตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วยเม็ดเงินนับหมื่นล้านบาท และถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ทางด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญก่อนการเลือกตั้ง
ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากฝ่ายการเมืองแล้ว ที่วางตาไม่ได้ก็ปฏิบัติการ “ดูดกลุ่มทุน” ขุนน้ำเลี้ยงให้ “พรรคสีเขียว” ลงสู้ศึกเลือกตั้ง อย่างการออกคำสั่งมาตรา 44 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการค่ายมือ-ทีวีดิจิทัล ก็ดูมองว่าเอาอกเอาใจเพื่อหวังในทางการเมือง รวมไปถึงการดูด “ทุนนอก” อย่างคิวของ “เถ้าแก่หม่า” แจ็ค หม่า แห่งอาลีบาบา ที่แวะเวียนมาเยี่ยมถึงทำเนียบรัฐบาล เป็นคำรบที่ 2 ในยุค คสช. ซึ่งการมาของแจ็ค หม่า ในห้วงเวลานี้ ถือว่า ถูกเวลา ถูกจังหวะ ถูกท่วงทำนองที่รัฐบาลกำลังตีฆ้องร้องเปล่าถึงผลงานพร้อมกับการกวาดต้อนค่ายมุ้งการเมืองต่างๆ เข้ามาร่วมวงไพบูลย์กับรัฐบาลทหาร

ด้วยเหตุดังกล่าว ปฏิบัติการ “ดูดเพื่อชาติ” ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่า “นายกฯ ลุงตู่” ได้ “ชั่งน้ำหนัก” เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า “ได้” มากกว่า “เสีย” เพราะแม้จะเสียงก่นด่าดังกระหึ่มไปทั้งบ้านทั้งเมืองจากบรรดาแฟนคลับ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าจะชนะระบอบทักษิณได้อย่างไรถ้าไม่ใช้วิธีนี้ ซึ่ง “นายกฯ ลุงตู่” ก็มั่นใจว่า FC ทั้งหลายจะเข้าใจ จึงทำให้กล้าสวนกระแสออกไป

แต่จะอย่างไรก็ดี คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว “ตอนจบ” ของมหากาพย์ดูดเพื่อชาติบทนี้จะลงเอยอย่างไร ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ซ้ำรอยสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะถ้าหากจัดตั้ง “รัฐบาล” ได้เป็นสำเร็จ นั่นคือการ “ถอนทุนทางการเมือง” ที่ย่ำรอยประวัติศาสตร์มาทุกทุกสมัย

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่ว่า ใครจะไปหรือใครจะมา ประเทศไทยก็ไม่วายซ้ำรอยเดิม คือๆ กันล่ะว้า!!





กำลังโหลดความคิดเห็น...