xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เมื่อ “ทีมสมคิด” เปิดหน้าเล่น บีบ “เทพเทือก” ตระบัดสัตย์ เดิมพันถือตราตั้ง “ผู้จัดการรัฐบาล”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ป้อมพระสุเมรุ

ปล่อยให้ “พวกไม้ประดับ” ออกงิ้วนำร่องรับปี่กลองการเมืองไม่ทันไร ก็ถึงคิว “มวยหลัก” เริ่มออกอาวุธบ้างแล้ว

ทั้งรายของ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ที่ประกาศชักแม่น้ำทั้งห้า ลืมสิ้นคำมั่นสมัยครองผ้าเหลืองว่า “จะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง” อ้างนู่นอ้างนี่ถึงความจำเป็นที่จะต้องตั้งพรรคการเมือง หลังจากที่ “กำนันเล็ก” ธานี เทือกสุบรรณ น้องชายร่วมสายเลือดเขี่ยลูกไว้เรื่อง “พรรคมวลมหาประชาชน” ไว้ให้นานแล้ว

เช่นเดียวกับ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่พักเบรกปั้นตัวเลขเศรษฐกิจ ให้คอมเมนต์ทางการเมืองชัดๆเป็นครั้งแรก ถึงการสนับสนุน “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้ง พร้อมกันดียังไม่ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า “ลูกน้อง” กำลังก่อการตั้งพรรคการเมือง

ลูกน้องที่ว่าก็ไม่ใช่คนไกลตัว เป็นทีมเศรษฐกิจของ คสช. ที่เป็น “สายตรงเฮียกวง” ทั้ง อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ที่ข่าวว่า ได้ขันอาสาถือตราตั้ง “พรรค คสช.” ไปเดินสายล็อบบี้กลุ่มก๊วนการเมืองต่างๆ แม้แต่ละคนที่ถูกเอ่ยชื่อถึงจะปฏิเสธกันพัลวันก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มบ้านริมน้ำ” พ่วงอดีตกลุ่ม 16 เดิมบางส่วน นำโดย สุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร “พรรคพลังชล” ของ “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม หรือ “บ้านใหญ่นครปฐม” อย่าง ตระกูลสะสมทรัพย์ ที่ “ทีมลุงตู่” แวะไปตีกอล์ฟถึงถิ่น จนเบี้ยวนัดไม่ได้ยืนสมาชิกภาพกับพรรคเพื่อไทย

กอปรกับมีการจดจองชื่อ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ผู้ก่อตั้งมีคอนเนคเชื่อมทั้ง “เฮียกวง” และ “ลุงตู่” จนระแคะระคายมาว่า ทั้งคู่ หรือไม่คนใดคนหนึ่ง จะเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค และเบื้องต้นวางตัว “อุตตม” เป็นหัวหน้าพรรค และ “สนธิรัตน์” ทำหน้าที่เลขาธิการพรรค ไปพลาง จนเข้าเค้าว่า นี่แหละจะเป็น “พรรค คสช.ตัวจริง”
 
เชื่อได้เลยว่า การเลือกตั้งหนหน้า พรรคการเมืองที่กระสันอยากประทับตรา “พรรค คสช.” จะมีออกมาดาดดื่น ด้วยต้องการเกาะเกี่ยวผู้มีอำนาจ และชิงความได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง หากแต่ใกล้ถึงเวลาจริง “บิ๊ก คสช.” เท่านั้นจะเคาะว่าพรคไหนเป็น “เบอร์หนึ่ง” หรือ “เบอร์สอง” หรือกระทั่งปลายแถวเป็นแค่ “พรรคนอมินี”

ปัจจัยการพิจารณาก็ไม่ได้เกี่ยวกับใครมาก่อน มาทีหลัง หากแต่ต้องมีความพร้อมเป็นฐานในการต่อท่ออำนาจ ให้ “ขุนทหาร คสช.” อย่างสมศักดิ์ศรีด้วย “พรรคไก่กา” แค่กระบิแล้วจะไปชิงเอาชื่อ “บิ๊กตู่” ไปเสนอเป็นนายกฯ ไม่ว่า คนนอก หรือ คนใน

อย่างตัว “สุเทพ” ที่ชัดเชนว่าปวารณาเป็น “ติ่ง คสช.” อย่างเต็มภาคภูมิ และประกาศมาตลอดว่า พร้อมสนับสนุนให้ “ลุงตู่” เบิ้ลเก้าอี้นายกฯหลังเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่มีการเสริมนั่งร้านให้เห็นเป็นเรื่องเป็นราว ด้วยแผนยึดพรรคประชาธิปัตย์ล้มเหลวไม่เป็นท่า อีกทั้งมีคำพูดสมัยเป็น “พรรคสุเทพ ปภากโร” ค้ำคออยู่

แต่พลันที “พรรคเฮียกวง” เริ่มตั้งหลักเป็นเรื่องเป็นราว ก็ทำให้ “สุเทพ” ร้อนรน กล้าตระบัดสัตย์ต่อหน้าธารกำนัล ประกาศตั้งพรรคการเมืองใหม่เช่นกัน ก็ด้วยต้องการเป็นคู่เทียบ ชิงธงนำให้ได้ชื่อว่าเป็น “พรรค คสช.” นั่นเอง
ด้วยเดิมพันสูงปรึ๊ด ไม่เพียงแต่การยึดโยงกับขุมข่ายอำนาจของ คสช.เท่านั้น ยังเป็นการชี้วัดถึงตำแหน่ง “ผู้จัดการรัฐบาล” ในอนาคตด้วย ที่แม้จะเป็นตำแหน่งไม่เป็นทางการ แต่ก็มีความสำคัญทั้งในแง่สิทธิ์จัดวางตัวบุคคลภายหลังการเลือกตั้ง รวมทั้งการประสานกลุ่มทุนในระหว่างเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งด้วย

ตัว “สุเทพ” ก็รู้ดีว่า การเป็นผู้จัดการรัฐบาล มีความสำคัญมากแค่ไหน ด้วยเคยผ่านประสบการณ์สมัยปั้น “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศมาหนหนึ่งแล้ว เฉกเช่นเดียวกับทาง “สมคิดและทีมงาน” ต่างก็ได้ชื่อว่า ผ่านยุทธจักรการเมืองมากว่า 20 ปี จึงรู้ดีว่าพาวเวอร์ของ “ผู้จัดการรัฐบาล” มีพลานุภาพเพียงใด บางยุคอาจจะว่าสำคัญกว่า ตัวคนที่จะมาเป็นนายกฯเสียอีก

งานนี้จึงเหมือน “2 ส.” ไสช้างเข้าไปสัประยุทธ์กันตั้งแต่ยังไม่รู้เลยว่าจะได้เลือกตั้งเมื่อใด

โดยที่ผ่านมา “ฝ่ายหลัง” ออกอาการย่ามใจ คิดไปว่าคู่แข่งชิงตั๋วพรรคทหาร มีแค่บรรดา “เกรดรองๆ” จึงคอยทำตัวเป็น “อีแอบ” ผลิตวาทกรรมวนเวียนกับการปฏิรูปประเทศ พร้อมจัดอี เว้นท์สร้างภาพว่า หลุดพ้นจากเส้นทางการเมืองแล้ว แอคชั่นในเรื่องต่างๆประปลาย เพื่อไม่ให้หลุดกรอบข่าวไปวันๆ

ด้วยไม่เชื่อว่า เบอร์ใหญ่อย่าง “ทีมสมคิด” จะเปิดหน้าเล่นเองเร็วขนาดนี้

ทีนี้ก็ยุ่งตายชัก เพราะหากยังมะงุ้มมะงาหราอยู่ก็คง “ไม่ทันรับประทาน” ด้วย “พรรคกำนัน” ยังมีโจทย์หินรออีกอื้อซ่า ทั้งฐานเสียงในปักษ์ใต้ที่หวังรองน้ำใต้ศอกจากพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ตลอดจนแกนนำพรรคจนถึงตอนนี้ ก็ยังมีแค่ 3 ศรีพี่น้องเทือกสุบรรณ “สุเทพ-ธานี-เชน” กลายเป็นกิจการในครัวเรือนไปซะอีก

หรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ “กำนันเล็ก” ประกาศปูพรมส่งชิงชัยทั่วประเทศ ก็ยังเงียบฉี่ อย่าพูดถึงจุดขายประเภท “ตัวแม่เหล็ก” เลย ขนาด “แกนนำ กปปส.” ที่ร่วมสู้กันมา ก็เฮโลกลับพรรคประชาธิปัตย์กันหมด ด้วยแต่ละคนกลัวว่า หากทะลึ่งไปสวมเสื้อ “พรรคกำนัน” อาจต้องเอาชื่ออดีต ส.ส.หลายสมัยมาทิ้งตอนแก่

กระทั่ง “ลูกขิง”เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ลูกกเลี้ยงสุดเลิฟของ “เทพเทือก” ก็ยังคืนรังพรรคประชาธิปัตย์ ตามข่าวว่าอาศัยบารมี “ลุง” นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เจรจากับผู้ใหญ่ในพรรคให้ ด้วยเห็นว่าหากเปลี่ยนสีเสื้อ “หลานขิง” ที่ยังเป็นแค่ลบะอ่อนการเมือง ไปไม่รอดแน่

เมื่อไม่มีต้นทุนในมือ อีกทั้งรู้ดีว่าเสียงแซ่ซ้องสมัย “ลุงกำนันคนดี” ไม่ใช่เรื่องควาดีเด่ของตัวเอง หากแต่เป็นกระแสไม่เอาระบอบทักษิณ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการ “รวมกันเฉพาะกิจ” มากกว่า

โจทย์สำคัญคือการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ “ประยุทธ์” เป็นนายกฯอีกรอบ ต้นทุนตัวสเองก็น้อยนิด จึงหวังได้เสียงสนับสนุนจาก “คนชังทักษิณ” เพื่อสนุบสนันพรรคตัวเอง จึงได้เห็น “สุเทพ” เอาเวลามาจัดรายการรายวัน “อวย” 13 แกนนำพันธมิตรฯที่ต้องคดีบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อหวังชิงฐานเสียงจากแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯนั่นเอง
ต้องถามว่า มั่นใจแค่ไหนว่านาทีนี้ แนวร่วม กปปส. หรือกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดจนคนไม่เอาทักษิณ ยังจะเอาด้วยกับ “ลุงตู่” หรือ “ลุงกำนัน” ด้วยต่างก็ถูกคนทั้งคู่หักหลังในประเด็นปฏิรูปประเทศที่เลือนลางมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แม้ได้ชื่อว่าเป็น “เซียนการเมือง” แต่ดูแล้วหนทางปั้นกระแสพรรคใหม่ของ “สุเทพ” ให้ติดลมบนเข้าขั้นแสนสาหัส
 

ในขณะที่ “สุเทพ” ยังตั้งไข่ไม่ได้ ด้าน “ทีมสมคิด” ที่ออกตัวไปก่อน ก็เดินหมาก “รุกฆาต” อีกฝ่ายเข้าไปอีก เมื่อ “หนุ่มจั๊ม” สกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.หลักสี่ ตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.ทันควัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวกับที่ “หนุ่มจั๊ม” พร้อมชาวคณะ เดินทางเข้าพบ “เฮียกวง” ถึงในทำเนียบรัฐบาล เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่แม้จะอดีต ส.ส.หน้าตี๋จะแวะเวียนมาบ่อยๆ หากแต่ครั้งนี้ต่างออกไป เมื่อมีการตีข่าวการเข้าพบ “รองฯสมคิด” ไปทั่วคุ้งทั่วแคว

มองผิวเผิน เหมือนเป็นการโชว์ “พลังดูด” ของ “ทีมเฮียกวง” ที่อาจจะกระทบพรรคประชาธิปัตย์อย่างจัง แต่เมื่อมองลึกๆ แล้ว เกมนี้ถือเป็นการท้าทายบารมี “เทพเทือก” มากกว่า ด้วย “หนุ่มจั๊ม” เป็น 1 ในแกนนำฮาร์ดคอร์ กปปส.ในระหว่างการชุมนุม ร่วมกับ ชุมพล จุลใส - พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์- ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จนช่วงนั้รถูกยกให้เป็น “4 ขุนพลคนรุ่นใหม่” เลยทีเดียว

งานนี้พลังดูดของ “ทีมประชารัฐ” ไม่ได้เจาะจงไปที่ “หนุ่มจั๊ม” คนเดียว ยังพ่วง “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ และ “เสี่ยตั๊น” ณัฏฐพล รวมทั้ง ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทย ที่ยกพลมาเยือนห้องทำงาน “เฮียกวง” ในวันนั้นด้วย สองรายแรกมีดีกรีอดีต ส.ส.กทม. ที่ออกตัวล่วงหน้าแล้วว่า จะหวนคืนรังพรรคประชาธิปัตย์ที่ตัวเองสร้างชื่อมา

เดิมก็คาดว่าทั้งหมดจะไปร่วมหัวจมท้ายกับ “ลุงกำนัน” แต่กลับตาลปัตร เมื่อ “หนุ่มจั๊ม” น้องสุดท้องในทีม ทะยานขึ้นชั้นรองผู้ว่าฯกทม. ที่เชื่อกันว่า เก้าอี้ตอบแทนการเข้าสังกัด “ทีมประชารัฐ” เพื่อให้ 3 หนุ่มได้ใช้เป็นโอกาสในการทำพื้นที่ของตัวเองที่อยู่ใน กทม.

ถือเป็นการเดินหมากที่แยบยล และยิ่งผลักไส “เทพเทือก” ต้องตกที่นั่งลำบากขึ้นไปอีก.


กำลังโหลดความคิดเห็น...