xs
xsm
sm
md
lg

ก่อนจะถึง...สงครามเลือด!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

จีนยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง เพื่อเป็นการตอบโต้มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
ปิดท้ายสัปดาห์นี้...คงหนีไม่พ้นต้องหันไปลากต่อเรื่อง “สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ” กันอีกซักตั้ง เพราะแม้พยายามมองให้ออกไปทาง “โลกสวย” เหมือนอย่างศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยเขา คือมองว่า “ไม่น่าจะลุกลามบานปลาย กลายเป็นสงครามการค้า” ด้วยเหตุเพราะขั้นตอนปฏิบัติในการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ “ยืดหยุ่นพอสมควร” แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ว่ามันจะยืดๆ หยุ่นๆ ไปในรูปไหน ลักษณะไหน จะถึงขั้นถือเป็น “สงครามการค้า” หรือไม่ เพียงใดก็ตาม แต่เมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา ใครต่อใครก็น่าจะ “ซวย” กันไปเยอะแล้ว...

คือหลังจากที่รัฐมนตรีพาณิชย์และรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ออกมาประสานเสียงแบบคอรัส รัดคอ ว่าจีนกำลังเตรียมที่จะแก้แค้น เอาคืน ตามแบบฉบับหนังชอว์ บราเดอร์ เรื่อง “แค้นสวาทต้องทวงคืน” อะไรประมาณนั้น ด้วยการขึ้นบัญชีรายชื่อสินค้าเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ส่งออกมายังจีนจำนวนถึง 106 รายการ ซึ่งอยู่ในข่ายต้องเรียกเก็บภาษีเพิ่มตั้งแต่ 15 ไปถึง 25 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ ไล่มาตั้งแต่ถั่วเหลือง, รถยนต์, ผลิตภัณฑ์เคมี, เครื่องบินและอาจตามมาด้วยสินค้าประเภทบุหรี่, ซิการ์, วิสกี้, ก๊าซหุงต้ม, พลาสติก ฯลฯ ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะตาแป๊ะไก๋เลยเล่นเอาตลาดหุ้นทั่วโลก ที่ทำท่าว่ากำลังเงยๆ ต้อง “ตกจากหอคอย่น” กันไปเป็นแถบๆ...

เอสแอนด์พี...ร่วงไป 1.7 เปอร์เซ็นต์ แนสแด็กและดาวน์โจนส์หัวทิ่มไปประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ และแต่ละเปอร์เซ็นต์ถ้าคิดออกมาเป็นมูลค่า ก็ระดับนับเป็นพันๆ ล้านดอลลาร์ขึ้นไป เหลือแต่ “ทองคำ” ที่พุ่งสวนทางขึ้นไป 10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปิดตลาดที่ 1,347 ดอลลาร์ต่อออนซ์และที่ออกจะหนักหนาสาหัสเอามากๆ เห็นจะเป็นตลาดซื้อ-ขายถั่วเหลืองล่วงหน้า ที่รูดลงไปถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ ชนิดเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในอเมริกา ถึงขั้นต้องซื้อเวลาโฆษณาทางทีวีเพื่อป่าวประกาศถึงความไม่เห็นควรด้วยกับการที่ “ทรัมป์บ้า” ดันไปเปิดฉากสงครามการค้ากับจีน จนทำให้บรรดาผู้ผลิตถั่วเหลืองทั้งหลายพลอยต้อง “ซวย” ไปด้วย และคงอีกไม่นาน...บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ในอเมริกา อาจต้องหันไปซื้อเวลาโฆษณารายการบาสเกตบอล NBA หรือรายการอเมริกันฟุตบอล NFL ระดับแพงหูฉี่ เพื่อป่าวประกาศความรู้สึกแบบเดียวกันกับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเอาเลยก็ไม่แน่!!! เนื่องจากทุกวันนี้...บริษัทรถยนต์ระดับยักษ์ๆ ในอเมริกา ที่ย้ายไปตั้งฐานการผลิตอยู่ในจีน อย่างเช่น General Motors เป็นต้น ก็อยู่ในบัญชีรายชื่อรายการ “แค้นสวาทต้องทวงคืน” เช่นเดียวกัน นั่นยังไม่นับรวมไปถึงอภิมหาบริษัทผลิตเครื่องบินอเมริกันอย่าง “โบอิ้ง” ที่อยู่ในข่ายอาจต้องถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ เมื่อคุณพี่จีนท่านทำท่าว่าคิดจะหันไปหา “แอร์บัส” ของยุโรปกันแทนที่ ฯลฯ ฯลฯ...

และอาจด้วยเหตุนี้...เลยทำให้ผู้เริ่มต้นเปิดฉากสงครามการค้าอย่าง “ทรัมป์บ้า” ต้องออกมา “ทวีต” เอาไว้ว่า “เราไม่ได้อยู่ในสงครามการค้ากับจีน...เพราะสงครามแบบนี้มันสูญสิ้นไปหลายปีมาแล้ว โดยพวกคนโง่ หรือพวกที่มีวุฒิภาวะต่ำ” ทำนองนั้น แต่ก็นั่นแหละ...ถึงพยายามแปลความ ตีความ ให้คำนิยามการกระทำของตัวเองว่าไม่ใช่ “สงครามการค้า” แต่การคิดแก้ปัญหา “ขาดดุลการค้าปีละ 500,000 ล้านดอลลาร์” ของอเมริกาด้วยวิธีหยาบๆ ง่ายๆ เช่นนี้ มันคงไม่ต่างอะไรไปจากการยิงกระสุนเงิน กระสุนทอง หรือการถล่มกันด้วยขีปนาวุธทางการค้า เข้าใส่กันและกันนั่นแล...

ดังนั้น...ไม่ว่า “ทรัมป์บ้า” จะเรียกการกระทำของตัวเองว่าอะไรก็ตาม แต่สำหรับคุณพี่จีนแล้ว ได้ถือเป็น “สงครามการค้ากับจีน” ไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว มาตรการแต่ละมาตรการที่กำลังถูกทยอยงัดออกมาตอบโต้ จึงเป็นไปในแบบถึงเลือด ถึงเนื้อ ระดับที่สื่อทางการของจีน อย่าง “Global Times” ถึงกับออกมาชี้แนะ ชี้นำไว้ล่วงหน้า ในข้อเขียน บทความเรื่อง “Washington must pay dear price for trade war” หรือ “อเมริกาต้องจ่ายราคาแพงสำหรับสงครามการค้า” เมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา ด้วยการเสนอให้เล่นงานอุตสาหกรรมรถยนต์ และชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ ยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง ให้เล่นงานสินค้าภาคบริการของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเติบโตอยู่ในจีน สร้างแรงกดดันให้บริษัทธุรกิจอเมริกาที่ย้ายฐานการผลิตและเข้ามาแสวงหาตลาดภายในจีน ฯลฯ ที่ว่ากันว่า...อาจส่งผลให้รายได้ประมาณเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ของบริษัทอเมริกันในแต่ละปี หายวับไปกับตาเอาง่ายๆ ชนิดแทบเทียบได้กับที่จีนได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ปีละประมาณ 300,000 ล้าน...

แถม “Global Times” ยังเกทับเอาไว้ด้วยว่า... “พวกชนชั้นนำในอเมริกา ยังคงเชื่อในแบบดื้อๆ ทื่อๆ ว่าเศรษฐกิจของจีนนั้น ต้องพึ่งพาตลาดของสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ จะพึ่งพาตลาดจีน จึงทำให้เกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้ากับจีน บนพื้นฐานความไม่เข้าใจอันเคลือบคลุมเป็นหลัก ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงนั้น โดยขนาดทั้งหมดของตลาดผู้บริโภคในจีน ได้ล้ำหน้าอเมริกาไปนานแล้ว...” หรือพูดง่ายๆ ว่า...โอกาสที่สหรัฐฯ จะต้องจ่ายในราคาแพงยิ่งกว่าจีน หรือฉิบหายยิ่งกว่าจีน จึงมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ แม้สุดท้ายอาจต้องฉิบหายไปด้วยกันทั้งคู่ก็ตาม...

แต่ถึงจะหนักไปทางเกทับบลัฟแหลก...สื่อทางการของจีน ดูจะมองออก มองทะลุ ถึงเป้าหมายวัตถุประสงค์ของอเมริกาที่พุ่งเป้ามายังจีน ว่าเป็นความพยายามที่จะสกัดกั้น ถ่วงรั้งการพัฒนาเทคโนโลยีระดับ “Hi-tech” ของจีนนั่นแหละเป็นสำคัญด้วยเหตุเพราะการเติบโตของเทคโนโลยีประเภทนี้ในจีน นับวันจะมาแรงแซงโค้งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าเทคโนโลยีสื่อสาร 5 จี เทคโนโลยีหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมอวกาศ ฯลฯ ข้อกล่าวหาของ “ทรัมป์บ้า” ว่าด้วยเรื่อง “ทรัพย์สินทางปัญญาของเราถูกขโมยไป” ซึ่งถูกนำมาผสมรวมกับกรรมวิธีในการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าในแต่ละปี จนลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามการค้าขึ้นมาจนได้ เอาเข้าจริงๆ แล้ว...ก็มุ่งที่จะกล่าวหาจีนโดยเฉพาะ ด้วยเหตุเพราะการเติบโตของจีนในลักษณะเช่นนี้ ไม่เพียงทำให้จีนกลายเป็นคู่แข่งทางการค้า หรือทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ได้กลายเป็น “คู่แข่งทางอำนาจ” ภายใต้โลกที่จำต้องมีแต่ “มหาอำนาจสูงสุด” เพียงหนึ่งเดียว นั่นคืออเมริกานั่นเอง ดังนั้น...ไม่ว่าจะเรียกว่า “สงครามการค้า” หรือไม่ก็ตาม แต่โดยหลักๆ แล้ว มันก็คือกระบวนการอันจะนำไปสู่ “สงครามเลือด” ได้ทุกเมื่อนั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...