xs
xsm
sm
md
lg

ชะตากรรมรัฐบาล - ป.ป.ช. ฝากไว้กับนาฬิกาเพื่อนตาย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

นาฬิกาของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะจบง่ายๆ แม้ว่าจะมีข่าวไหนมากลบ แต่สักพักก็โผล่กลับมาอีกตราบเท่าที่ยังชี้แจงที่มาที่ไปไม่ได้และ ป.ป.ช.ยังไม่ชี้ชัดออกมาว่ากรณีนี้มีความผิดหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช.พยายามจะดึงให้เรื่องยืดเยื้อออกไปก็จะกลายเป็นระเบิดที่ทำลายตัว ป.ป.ช.เอง เพราะตอนนี้คนเขาเคลือบแคลงใจอยู่แล้วว่า ป.ป.ช.จะกล้าเอาผิด พล.อ.ประวิตรเช่นนั้นหรือ

ล่าสุดนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณารายงานผลการรวบรวมข้อมูล กรณีการครอบครองนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร ภายหลัง พล.อ.ประวิตร ชี้แจงว่า นาฬิกาหรูทั้ง 25 เรือนที่ปรากฎตามสื่อนั้น ยืมมาจากเพื่อนเพียงคนเดียว ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว และจากการตรวจสอบพบว่านาฬิกา 25 เรือน มีการซ้ำกัน 3 เรือน ส่วนแหวนเพชร เป็นของบิดา ซึ่งมารดาเป็นผู้เก็บรักษาไว้ก่อนส่งมอบให้กับ พล.อ.ประวิตร

ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาและมีมติให้สำนักงาน ป.ป.ช. ไปตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งที่ว่าผู้ที่ครอบครองนาฬิกาเป็นเจ้าของจริงหรือไม่ รวมถึงสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 2 ราย และข้อมูลจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหรู อีก 10 บริษัท ที่ยังไม่ได้ชี้แจงต่อ ป.ป.ช. จึงต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน และให้นำกลับมารายงานต่อที่ประชุมอีกครั้งให้เร็วที่สุด ส่วนจากนี้จะต้องเชิญ พล.อ.ประวิตร มาให้ข้อมูลด้วยตัวเองหรือไม่นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่ได้พิจารณา

มีข้อสรุปนะครับว่า แหวนที่ตอนแรก พล.อ.ประวิตรบอกว่าเป็นของแม่ จนเขาตั้งคำถามกันว่านิ้วของ พล.อ.ประวิตรจะใส่แหวนแม่ได้อย่างไร แท้จริงแล้วเป็นของพ่อ แต่มีข่าวด้วยว่าเนื่องจากราคาไม่ถึง2แสนบาทจึงไม่ต้องแสดงสิ่งนี้ในบัญชีทรัพย์สิน

เราอย่าลืมนะว่า ไม่มีใครสงสัยหรอกว่า พล.อ.ประวิตรจะมีเงินซื้อนาฬิกาหรูมาใส่หรือไม่แม้จะราคารวมกันราว30ล้านบาท แต่เรื่องมันแดงขึ้นมาเพราะนาฬิกาหรูที่พบบนข้อมือของพล.อ.ประวิตรนั้น ไม่มีปรากฎในการแสดงบัญชีทรัพย์สินสักเรือนเดียว

แต่ประเด็นที่บอกว่ายืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่หลังถูกจับได้นั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ รายงานข่าวระบุว่าเจ้าของนาฬิกาคือ “เสี่ยคราม” ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ” เจ้าสัวคอมลิ้งค์ “เพื่อนรัก” บิ๊กป้อม” เพื่อนซี้ปึ๊ก ตั้งแต่ตั้งแต่เรียน ป.1 รร.เซนต์คาเบรียล และคบหาสนิทสนมกันมาตลอดกว่า 60 ปี โดยนายปัฐวาทนั้นเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2560

ถ้ายืมของเพื่อนที่ตายมาใส่จริง คำถามว่า เมื่อเพื่อนเสียชีวิตแล้วทำไมยังไม่คืน แล้วบางเรือนปรากฎใส่ตั้งแต่ก่อนเพื่อนตายหรือหลังเพื่อนตาย มันชัดเจนใช่ไหมว่าบิ๊กป้อมเป็นคนครอบครองนาฬิกานี้มาตลอดโดยพฤตินัย แล้วบางเรือนก็ปรากฎว่าใส่หลังจากเพื่อนตายไปแล้ว ไปยืมเพื่อนตอนไหน แต่นั่นไม่เท่ากับว่า เพื่อนที่อ้างนั้นมีหลักฐานการซื้อนาฬิกาหรือไม่ ซื้อในประเทศหรือซื้อที่ไหน นาฬิการาคาแพงถ้าซื้อจากต่างประเทศมีหลักฐานการเสียภาษีนำเข้าหรือไม่

การเสียภาษีนั้นอาจปรากฎในคำชี้แจงว่าซื้อมาจากต่างประเทศ อธิบดีกรมศุลกากรจะปฏิเสธความผิดตามมาตรา 157 ไม่ได้ เพราะคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตส.ว.กรุงเทพ ได้ทำหนังสือถามอย่างเป็นทางการไปแล้ว

อยากรู้เหมือนกันว่า พฤติกรรมการครอบครองนาฬิกาหรูไว้กับตัวเองตั้งแต่ก่อนเพื่อนตายจนถึงเพื่อนตายตามที่อ้างนั้น มันสามารถทำให้ป.ป.ช.เชื่อโดยง่ายไหมว่า พล.อ.ประวิตรมีเจตนายืมเพื่อนมาใช้จริง และวินิจฉัยเหมือนกับกรณีอื่นที่เคยวินิจฉัยไปหรือไม่ ป.ป.ช.ก็ต้องเอาอนาคตของตัวเองเดิมพัน

กรณีของ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมก็เช่นเดียวกัน แม้ภรรยาจะเอาหลักฐานมีเจ้าของรถมาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของรถจริง มีหลักฐานราชการคือการเป็นเจ้าของรถคันนั้น เจ้าของรถอ้างด้วยว่า ภรรยาของนายสุพจน์ไปช่วยงานบริษัทจึงมอบรถไว้ให้ใช้ในการปฏิบัติงาน แม้เอกสารราชการที่นำมาแสดงระบุว่ารถเป็นของผู้อื่น แต่ศาลเห็นว่า การครอบครองรถโดยพฤตินัยมากกว่า หลักฐานทางนิตินัยที่เจ้าของรถเอามาอ้าง

และเรื่องของปลัดสุพจน์ก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ป.ป.ช.นำขึ้นฟ้องคดีในศาลในกรณีที่อ้างว่า “ยืมมา” ซึ่งต้องดูว่า การอ้างว่า “ยืมมา” ของพล.อ.ประวิตรนั้น ป.ป.ช.จะใช้บรรทัดฐานเช่นไร หรือถ้าไม่ฟ้องป.ป.ช.จะสามารถอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจถึงเหตุผลหรือไม่

อย่างที่ว่าครับ ป.ป.ช.นั้น ถ้าว่ากันตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญใหม่ 7คนจะต้องพ้นสภาพไปแล้ว แต่สนช.ซึ่งเป็นสภาฝักถั่วที่คสช.สั่งซ้ายหันขวาหันยกมือขึ้นยกมือลงได้นั้นเขียนกฎหมายให้อยู่ต่อ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดต่องกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งกำลังรอดูว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนจะเขียนคำวินิจฉัยอย่างไร ทำไมหลักที่ครูให้เด็กประถมท่อนกันว่า บทบัญญัติของกฎหมายใดจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้นั้น มันยังใช้ได้อยู่หรือไม่

ที่สำคัญคือ หลักเรื่อง “ประโยชน์อื่นใด” ของมาตรา 103 แห่งกฎหมาย ป.ป.ช.

มาตรา 103 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอํานาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และ จํานวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้นจากการเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม

นอกจากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เรื่องการรับทรัพย์สินอื่นใดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาตรา 103 อธิบายว่า “ประโยชน์อื่นใด” หมายความว่า สิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน

เมื่อคู่มือแนวทางการทำงานของป.ป.ช.เขียนไว้ว่า สิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน การเอานาฬิกาหรูมาครองครองมาใช้นั้นจะพ้นจากนิยามนี้ได้อย่างไร จะต่างกับรถที่คนอื่นถือทะเบียนแล้วภรรยาปลัดสุพจน์ยืมมาใช้อย่างไร

แม้นาฬิกาจะยืมเพื่อนจริง มีหลักฐานมาแสดงจริง มีบริษัทมายืนยันการซื้อขายโดยเพื่อนจริง ถ้าป.ป.ช.มีมติว่า นาฬิกายืมเพื่อนไม่มีความผิด จะต้องอธิบายเรื่อง “ประโยชน์อื่นใด” ให้ชัดว่ากรณีของพล.อ.ประวิตรนั้นไม่เข้านิยาม “ประโยชน์อื่นใด” อย่างไร และไม่เข้า สิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกันอย่างไร

ถ้าอธิบายได้ก็รอดทั้ง พล.อ.ประวิตรรอดทั้ง ป.ป.ช. รอดทั้งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมเราที่ยังไม่พังครืนลงมา แต่ถ้าบอกว่า พล.อ.ประวิตรไม่ผิดแล้วอธิบายไม่น่าเชื่อถือ ป.ป.ช.และกระบวนการยุติธรรมก็จะพังครืน การคุยโม้โอ้อวดของรัฐบาลเรื่องการปราบโกงก็จะเป็นเรื่องที่ขาดความน่าเชื่อถือ

ลองถามประชาชนดูโพลต่างๆสิครับแม้ไม่มีเรื่องของ พล.อ.ประวิตร วันนี้ประชาชนเขาเชื่อเรื่องการปราบโกงไหม เขาเชื่อไหมว่าไม่มีการทุจริตภายใต้รัฐบาลชุดนี้คำตอบก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อครับ เพียงแต่วันนี้คนส่วนหนึ่งเขายังเชื่อในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาทุจริตจริงๆ แต่ทำได้จริงหรือไม่นั่นเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แก้โกงด้วยคำพูดสวยหรูเพียงอย่างเดียว

ก็ต้องฝากให้ พล.อ.ประยุทธ์คิดเหมือนกันว่าจะเอาความผูกพันบุญคุณส่วนตัวที่มีจากพล.อ.ประวิตรมาเป็นเครื่องร้อยรัดพันธนาการตัวเองให้จมดิ่งไปด้วยหรือไม่

พูดกันตามความเป็นจริงแม้เส้นทางนายกฯ คนนอกจะยากตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ แต่พล.อ.ประยุทธ์ยังมีโอกาสสูงมากถ้าจะอยู่ในรายชื่อนายกฯ คนในที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเสนอชื่อขึ้นมา

แต่บอกตรงๆ ครับว่า ถ้ามีพล.อ.ประวิตรเป็นเครื่องถ่วงอยู่อย่างนี้ อาจจะดึงกันจมไปทั้งคู่ และถึงเดินหน้าได้ก็เหมือนลากก้อนหินใหญ่ที่ผูกไว้ที่ขาตัวเองทั้งสองข้าง

ทางรอดทางเดียวก็คือ ไม่ว่าพล.อ.ประวิตรจะพ้นบ่วงความไม่สุจริตหรือไม่ก็ตาม ต้องมีคำอธิบายที่รับฟังได้จาก ป.ป.ช.เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัดเป็นไปตามคู่มือการทำงานของ ป.ป.ช. และเป็นไปตามมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช.ที่ใช้กับคดีอื่นๆ

ไม่เช่นนั้นแล้วความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม รัฐบาล และตัวพล.อ.ประยุทธ์จะพังครืนลงมา ความหวังที่จะไปต่อปิดฉากลงทันที

นั่นจะยิ่งทำให้ประเทศนี้ที่พยายามจะกอบกู้กันจมดิ่งลงเหวลึกไปยิ่งกว่าเก่า และนักการเมืองที่ครหาเขาก็จะย้อนกลับได้ว่า แล้วรัฐบาลทหารเป็นอย่างไร

ฟังนะครับผมไม่ได้มัดมือมัดเท้า ป.ป.ช.ว่าจะต้องชี้มูลว่า พล.อ.ประวิตรผิดอย่างเดียว แต่ถ้าจะรักษาประเทศนี้ไว้ ไม่ว่า “รอด” หรือ “ไม่รอด” จะต้องอธิบายให้ได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาจนสิ้นข้อครหา

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan




กำลังโหลดความคิดเห็น...