xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

อนาคตเก่าไล่ล่า “อนาคตใหม่” เปลือย “ธนาธร-ปิยบุตร” ล่อนจ้อน โมเดล “ปฏิวัติฝรั่งเศส” เผยตัวตนที่แท้จริง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เรียกเรตติ้ง เรียกความฮือฮาได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม “พรรคอนาคตใหม่” ของ 2 คู่หู “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” แห่งไทยซัมมิท และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตนิติราษฎร์ ก็เรรวนซวนเซจนเข้าขั้น “โคม่า” กันเลยทีเดียว

เพราะไม่ใช่แค่โดนเล่นงานจาก “ฝ่ายตรงข้าม” ประเภทขวาจัดอนุรักษนิยมเท่านั้น หากยังโดน “ซ้ายจัด” ประเภทหัวก้าวหน้าสุดโต่งปล่อยหมัดกระซวกเข้าปลายคางพร้อมๆ กัน ไม่นับรวมถึงคำพูดคำจา คำให้สัมภาษณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมา “ไล่ล่า” จนเป๋ไปเป๋มา และทำไปทำมาพรรคอนาคตใหม่ก็มิได้แตกต่างจากพรรคการเมืองเก่าๆ สักกี่มากน้อย แถมยังสำแดงความอ่อนหัดในทางการเมืองให้เห็นอีกต่างหาก

หมัดแรกที่กระซวกเต็มๆ จนชักตาตั้งกลางอากาศ ไม่ได้มาจากใครอื่น หากแต่เป็น “ใจ อึ้งภากรณ์” อดีตอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บุตรชาย ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ที่ตั้งคำถามถึงอดีตอันฉาวโฉ่ของกลุ่มไทยซัมมิท ธุรกิจส่วนตัวของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ที่ธนาธรเคยนั่งเก้าอี้รองประธานฯ

“ในปี 2549 พนักงานบริษัทไทยซัมมิท อีสเทิร์น ซีบอร์ด ออโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด จำนวน 260 คน ถูกเลิกจ้างงานเพราะได้ไปสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้าประเทศไทย ต่อมาในปี 2557 บริษัทซัมมิทมีการกดดันให้พนักงานทำงานล่วงเวลา แทนที่จะจ่ายค่าจ้างในระดับเพียงพอและรับสมัครคนงานเพิ่ม และบริษัทก็ลงโทษพนักงานที่ไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานล่วงเวลา นอกจากนี้ทางบริษัทได้ออกคำสั่งให้กรรมการสหภาพ 4 ท่าน คือ ประธาน รองประธาน กรรมการพื้นที่แหลมฉบัง และกรรมการพื้นที่ระยอง หยุดปฏิบัติงาน เพื่อหวังปลดออก สรุปแล้วบริษัทซัมมิทของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีประวัติการปราบปรามสหภาพแรงงาน และละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในการรวมตัวกันของลูกจ้าง สิ่งเหล่านี้จะขัดแย้งกับนโยบายของพรรคคนรุ่นใหม่ที่ประกาศว่าจะพาคนไทยออกจากยุคเผด็จการหรือไม่? หรือพรรคจะไม่สนใจประชาธิปไตยในสถานที่ทำงาน? นอกจากนี้พรรคจะมีนโยบายที่ดีกว่ารัฐบาลอื่นๆ ในเรื่องการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่? จะมีนโยบายในการลดชั่วโมงการทำงานของคนทำงานเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตหรือไม่?

เจอดอกนี้ ธนาธรถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว เนื่องเพราะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจของนายธนาธรจริงๆ

นอกจากนั้นยังมีการขุดเอาคำสัมภาษณ์เก่าๆ ของนายธนาธรขึ้นมาโจมตีจำนวนมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่พิสูจน์ได้ว่า เป็นคำพูดในอดีตของเขาจริง โดยเรื่องที่หนักหนาสาหัสมีอยู่ 3 เรื่องคือ กรณีสามจังหวัดภาคใต้ เรื่องความคิดให้รัฐไทยเลิกอุปถัมภ์พุทธศาสนาและมุมมองต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

นี่ไม่นับรวมถึงการดำเนินงานที่ไม่สามารถเดาวัตถุประสงค์ที่แท้จริงได้ว่า ประสงค์ดีหรือประสงค์ร้าย นั่นก็คือ การทำอินโฟกราฟิกเป็นรูปธนาธรและโลโก้ของพรรค พร้อมกับมีข้อความว่า “งานแรกของพรรคหลังได้รับการเลือกตั้งคือ แก้มาตรา 112 คืนเสรีภาพให้คนไทย” และคนที่ทำก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นเพจ “องค์กรเสรีไทย” ซึ่งเป็นเพจของคนเสื้อแดงด้วยกัน

เช่นเดียวกับ “ประชาไท” ที่อินโฟกราฟิกคำสัมภาษณ์ของธนาธรข้อความว่า “รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ผมคิดว่ารัฐควรจะถอยตัวเองออกมาจากเรื่องศาสนา ไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาอะไรเลย” จนนำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ว่า ธนาธรไม่เข้าใจปัญหาของ3จังหวัดใต้และเรื่องศาสนาที่แท้จริง

ธนาธร ได้โพสต์เฟซบุ๊กแก้ข้อกล่าวหานี้ว่า “ความเห็นของผมเรื่องศาสนาที่ได้รับการพูดถึงอยู่ตอนนี้ ผมขอชี้แจงว่าสิ่งที่ผมแสดงความคิดเห็นไว้ถูกตัดออกมาจากบริบทของมัน การแสดงความคิดเห็นของผมในเรื่องนี้ กระทำไว้นานแล้ว และก่อนการเกิดขึ้นของพรรคเสียอีก ดังนั้นมันจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่เพิ่งแสดงความคิดเห็นเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจทำให้เข้าใจว่าเป็นนโยบายพรรคได้

“โดยส่วนตัวผมเห็นว่า สังคมไทยควรเป็นสังคมที่ไม่นำเรื่องศาสนาซึ่งเป็นสิทธิและความเชื่อส่วนบุคคล มาสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ผมเข้าใจความคับข้องใจของทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมที่ต่างตกเป็นเหยื่อของความขัดแยัง ดังนั้น จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในกรณีปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ กระบวนการพูดคุยสันติภาพที่มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน เพื่อยุติความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง”ธนาธร โพสต์

แต่ไม่ว่านายธนาธรจะแก้ตัวอย่างก็ไม่สามารถดิ้นหนีความจริงได้ เพราะเขาเคยพูดเอาไว้จริงๆ เมื่อเดือนพฤษภาคม2560นี่เองผ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร GM

GM : เราพูดถึงเรื่องหนังสือเยาวชนที่สังคมไทยมุ่งสอนเรื่องคุณธรรมมากกว่าจินตนาการ แล้วส่วนตัวคุณเชื่อในศาสนาไหม

ธนาธร : ผมคิดว่าทุกคนมีพระเจ้าของตัวเอง แล้วคุณก็คุยกับพระเจ้าของคุณเองได้โดยไม่ต้องผ่านวัด โบสถ์ หรือมัสยิด คุณคุยกับพระเจ้าของตัวคุณได้ แม้กระทั่งระหว่างการวิ่ง คุณก็คุยกับพระเจ้าได้ คุณไม่ต้องไปตักบาตร ไปมิสซา หรือละหมาดเพื่อจะคุยกับพระเจ้า สิ่งที่ผมเชื่อก็คือศรัทธาทางศาสนาควรจะเป็นศรัทธาที่เปิดกว้าง และไม่ควรมีวัดหรือศาสนา หรือองค์กรใดมาบังคับหรือเชิดชูความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งให้มากกว่าความเชื่ออื่นๆ เช่น รัฐไทยไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ เพราะมันทำให้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้กันไม่จบ ผู้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัด แง่หนึ่งก็เหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง เพราะไม่มีที่ยืนที่เท่าเทียมกันกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ ผมคิดว่ารัฐควรจะถอยตัวเองออกมาจากเรื่องศาสนา ไม่ควรจะอุปถัมภ์ศาสนาอะไรเลย ที่นี่คุณจะนับถือยูดาย คุณจะนับถือเต๋า นับถือเซนก็ได้ เหมือนอย่างธรรมกาย ต่อให้ไม่เห็นด้วยกับธรรมกาย รัฐก็ไม่ควรไปยุ่ง ปัญหาคือถ้ารัฐไปยุ่ง มันก็จะซับซ้อนวุ่นวายไปหมด

นอกจากนั้นความเห็นของธนาธรเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็ถูกนำมาส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดียว่า “เศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นวาทกรรมแบบหนึ่งเท่านั้นเอง” ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าข้อความนี้มาจากการสัมภาษณ์นิตยสารสารคดีตั้งแต่ปี2550

สารคดี : ถ้านิยามว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือการพึ่งตนเองได้ และสร้างภูมิคุ้มกันในธุรกิจของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เพิ่มการลงทุน

ธนาธร : ผมคิดว่ามีนักวิชาการคนหนึ่ง คือคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดไว้ชัด คือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้แต่กระแสชุมชนนิยม มันมีรากฐานอย่างหนึ่งคือ ข้างในมันดี และข้างนอกมันเลว อะไรก็ตามที่มันเลวมันมาจากข้างนอกหมด เราอยู่ข้างในเราก็ดีกันอยู่แล้ว โดยที่เราลืมไปอย่างหนึ่งว่า มันเป็นเพียงมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นมา เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง พูดถึงชุมชนนิยม หรือแม้แต่ในประเทศไทย เราบอกว่าเราไม่เปิดเสรีเพราะเรารู้สึกว่าอะไรก็ตามที่มาจากข้างนอกมันสร้างกิเลส มันสร้างความโลภ มันเอาอะไรต่างๆ ที่ไม่ดีในเชิงจริยธรรมในเชิงศีลธรรมเข้ามา แล้วเราก็พยายามปลูกฝังความคิดแบบชาตินิยมขึ้นมา แท้จริงแล้วการชูเรื่องชาตินิยมก็เพียงเพราะคุณต้องการปกป้องทุนชาติ เพราะคุณรู้สึกว่าถ้าปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาคุณเสียประโยชน์ เพราะคุณแข่งขันสู้บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้ไม่ได้ ถามว่าเศรษฐกิจพอเพียง คุณปิดประเทศหรือเปล่า ถ้าคุณไม่ปิดประเทศ บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้เข้ามา ผมถามว่าคุณแข่งขันสู้เขาได้หรือเปล่า ดูธุรกิจใหญ่ๆ ของไทย วันนี้เหลือธุรกิจอะไรบ้างที่ยังเป็นของคนไทย ที่ยังเป็นของทุนชาติอยู่ ผมรู้สึกว่าเหลือไม่เยอะ เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ต้องพูดถึง รถยนต์ไม่มีแล้วที่เป็นของคนไทย ธนาคารแต่ละแห่งไม่มากก็น้อยมีผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติ แม้แต่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือทุกวันนี้ผู้เล่นก็เป็นต่างชาติทั้งหมด ผมกำลังบอกว่ากระแสพวกนี้มันมีส่วนหนึ่งเกิดจากความคิดแบบทุนชาติที่พยายามปลุกกระแสชุมชนนิยม กระแสอนุรักษ์ท้องถิ่นขึ้นมา เพื่อที่จะใช้กระแสนี้ปกป้องธุรกิจของตัวเอง เพราะฉะนั้นในแง่นี้ชาตินิยมจึงเป็นเครื่องมือของนายทุนระดับหนึ่ง ถ้าถามผมเป็นนายทุนผมชอบไหม ชาตินิยม ชูเลยใช้ของไทย คุณผลิตรถยนต์คุณต้องซื้อของจากบริษัทคนไทย ผมแฮปปี้ แต่ถามว่าท้ายที่สุดใครล่ะได้กำไร ทุนชาติและทุนต่างชาติก็ได้กำไรเหมือนกัน การสะสมทุนก็กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนระดับสูงบางกลุ่มเหมือนกัน ถามว่าแล้วทุนชาติกับทุนต่างชาติต่างกันอย่างไร ไม่ต่างกัน เพียงแต่เรามีมายาคติ ท้ายที่สุดเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นวาทกรรมแบบหนึ่งเท่านั้นเอง

ขณะที่การแก้ไขสถานการณ์หลังถูกขุดเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาโจมตีก็ดูจะอ่อนด้อยไม่น้อย โดยนายธนาธร ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD ช่วงหนึ่งว่า “สิ่งที่เราต้องการคือการเมืองที่สร้างสรรค์ พูดถึงเรื่องอนาคตด้วยกันว่าเราจะไปข้างหน้าด้วยกันอย่างไร มันพอแล้วที่จะเล่นแบบนี้ เพราะตอนที่ทำลายคุณทักษิณ ก็ทำลายแบบนี้นะครับ พอเถอะหยุดสาด ใส่ร้ายป้ายสี อะไรกันตรงนี้ แล้วเดินไปข้างหน้าคุยกันเรื่องอนาคต ว่าอนาคตที่ดีกว่านี้เป็นไปได้” ก็กลายเป็นสิ่งที่ทิ่มย้อนทำร้ายตัวเอง

ประหนึ่ง นายธนาธรไม่ต้องการให้นำเรื่องเก่าๆ มาโจมตี เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของการใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่นายธนาธรพูดเอาไว้เอง มิได้มีการตบแต่งหรือดัดแปลงประการใด ยิ่งเมื่อยกกรณี นช.หนีคดีทักษิณมาประกอบการให้เหตุผลก็ยิ่งแล้วไปใหญ่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่การป้ายสีหากแต่เป็นเรื่องจริง

“...ธนาธรต้องแยกแยะเรื่องที่ทักษิณถูกป้ายสีออกจากเรื่องจริงที่ทักษิณทำ...มิฉะนั้น ธนาธรจะกลายเป็น นักป้ายสีซ้อนป้ายสี เสียเอง” พิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และอดีตประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) วิจารณ์วาทกรรมดังกล่าวอย่างแสบร้อน

ขณะที่ตัว “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ก็ดูจะร้อนแรงและร้อนรนผสมกับความย่ามใจที่จะเปิดเผยตัวตนออกมาใจจะขาด เสมือนหนึ่งตอบสนองสิ่งที่นายธนาธรต้องการให้พูดถึงอนาคตว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร เมื่อประกาศ 6 วิธีในการกว้างล้าง “มรดกคสช.” ทั้งระบบบ ด้วยการเสนอแก้ไขรธน.เพื่อลงประชามติและนำไปสู่การยกร่างฉบับใหม่ รื้อกองทัพ-ปฏิรูปศาลใหม่หมด ซึ่งแม้จะเป็นข้อเสนอในแนวทางประชาธิปไตย และเป็นแนวคิดให้ถกเถียงแลกเปลี่ยนในทุกเวที แต่สิ่งที่อดีตนิติราษฎร์ผู้นี้สะท้อนออกมามิอาจตีความเป็นอื่นได้ว่า พรรคอนาคตใหม่แสดงตัวชัดเจนอย่างไม่ปิดบังอำพรางแล้วว่า พรรคนี้คือคือพรรคปฏิวัติตามโมเดลการปฏิวัติฝรั่งเศส

ยกตัวอย่างชัดๆ แค่เรื่องศาลเรื่องเดียวก็ทำท่าว่าจะพาพรรคอนาคตใหม่พินาศลงไปในบัดเดี๋ยวนี้ เช่น

1.ผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง ต้องได้รับการเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา2. กำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบที่ได้รับการเลือกจากประชาชนหรือองค์คณะที่มีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยในศาลระดับล่าง 3. กำหนดให้มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง และเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ4. คณะกรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาและตุลาการต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชน5. ปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยกระบวนการได้มาซึ่งผู้พิพากษาตุลาการและว่าด้วยหน่วยธุรการของศาล

6.แก้ไขที่มาของศาลรัฐธรรมนูญให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนและผู้แทนของประชาชน 7. กำหนดให้มีผู้ตรวจการศาลแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณของศาล ตรวจสอบระเบียบต่างๆของศาลที่เพิ่มเงินให้แก่ตนเอง ตรวจสอบหลักสูตรอบรมต่างๆที่ศาลจัดขึ้น และรับเรื่องร้องเรียนจากผู้พิพากษา8. กำหนดให้การศึกษาอบรมผู้พิพากษาและตุลาการต้องมีวิชาที่ว่าด้วยประชาธิปไตย และประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยร่วมสมัย9. กำหนดความผิดอาญาในกรณีที่ผู้พิพากษาและตุลาการจงใจใช้กฎหมายอย่างบิดผัน บิดเบือน10. รับรองเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็นต่อศาลและคำพิพากษา ไว้ในรัฐธรรมนูญ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ดูหมิ่นศาล กำหนดกรอบการใช้กฎหมายความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ดูหมิ่นศาล

แม้จะมีการออกตัว แต่นายปิยบุตรต้องไม่ลืมว่า ตัวเขามิใช่อาจารย์ มิใช่สมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งสามารถแสดงความเห็นทางวิชาการออกมาได้ หากแต่เป็นแกนนำพรรคการเมือง ซึ่งการที่จะเสนออะไรออกมาจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างถึงที่สุด ที่สำคัญคือ ข้อเสนอเหล่านี้คือการนำประเทศกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่นายธนาธรเพิ่งกล่าวหาคนรุ่นเก่าว่า ทำให้เกิดทศวรรษที่สูญหาย แต่พรรคเด็กแนวพรรคนี้กลับกำลังสร้างทศวรรษที่หายไปอีกทศวรรษหนึ่งหรือมากกว่านั้น

จะว่าไปแล้วแนวคิดของปิยบุตรก็มิได้ต่างจากแกนนำพรรคเบอร์หนึ่งอย่างธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจประการใด

“ผมเชื่อในอุดมการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส คือ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ สิ่งแรกสุดที่ต้องปลูกฝังให้ได้เลยก็คือว่า คนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของชาวนาหรือกรรมกร พื้นฐานที่สุดของการต่อสู้คือว่า คุณเชื่อหรือเปล่าว่าคุณเกิดมาบนโลกคุณมีสิทธิเท่าเทียมกันกับคนอื่น ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นพื้นฐานซึ่งเราสามารถค่อยๆ สร้างได้ ถ้าเราสร้างพื้นฐานและสร้างความเชื่ออย่างนี้ได้ ผมคิดว่าสังคมที่เราต้องการมันก็เกิดขึ้นได้”

นั่นคือสิ่งที่ธนาธรพูดแบบนี้กับนิตยสารสารคดีในวัย28ปี

แล้วอุดมการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสคืออะไร

พูดแบบสรุปย่อหน้าเดียว การปฏิวัติฝรั่งเศสก็คือ การเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบทุนนิยม โค่นล้มระบอบกษัตริย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐนั่นเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าในวันนี้ทั้งธนาธรและปิยบุตรจะยังคงคิดแบบนั้นหรือไม่

“สุวินัย ภรณวลัย” อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ถึงกับต้องเอ่ยปากเมื่อได้อ่านข้อเสนอของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ว่า “ถ้ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยหลงเชื่อและเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติตามโมเดลการปฏิวัติฝรั่งเศสภายใต้การนำของพรรคอนาคตใหม่ อีกไม่นานเราคงได้เห็น “การนองเลือด” เกิดขึ้นในผืนแผ่นนี้อย่างแน่นอน”

เห็นอย่างนี้แล้ว ก็อดถอนใจไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว พรรคอนาคตใหม่จะมิได้มีความน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย จะว่าไปแล้วก็เป็นเพียงสาขาย่อยของพรรคเพื่อไทยในการทำการเมืองในกลุ่มชนชั้นกลาง-กลุ่มคนเมืองและกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ก็เท่านั้น ซึ่งถ้ารัฐบาล คสช.สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ จัดการปัญหาให้ฉับไว ไม่เห็นแก่เพื่อนพ้องน้องพี่ ประชาชนคนไทยก็ไม่รู้สึกอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่จนต้องหันไปมองพรรคทางเลือกใหม่ๆ

ทว่า เมื่อทุกอย่างไม่ดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น จึงทำให้พรรค Nobody พรรคนี้มีความหวังขึ้นมาจนได้




กำลังโหลดความคิดเห็น...