xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ลุงตู่” ชั่งตวงเวอร์ชัน “คนนอก-คนใน” โยนหินเข้าคอกพรรคการเมือง ผุด “พลังประชารัฐ” ถามกระแสสังคม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้บรรดาพรรคใหม่จดจัดตั้งพรรคการเมืองเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บรรดาพรรคป้ายแดงทั้งหลายต่างรีบประกาศสนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยในการเลือกตั้งปี 2562 กันแต่หัววัน จนถูกจับได้ไล่ทันว่า เป็นพวก “พรรคนอมินี” ของท็อปบูต

หรือแม้บางพรรคไม่ประกาศ แต่ล้วง แคะ แกะ เกา ความสัมพันธ์ก็เป็นคนในขุมข่ายของ คสช.แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน หนังหน้าไฟของ คสช.ในการชนกับอาณาจักรธรรมกาย พรรคพลังชาติไทยของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ไม่เว้นแม้แต่ “ยายยุ้ย” อัมพาพันธุ์ ธเนศเดชสุนทร อดีตภรรยาของ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มาตั้งพรรคเพื่อชาติไทย

แต่ไม่ว่าใครจะประกาศหนุน คงไม่ฮือฮาเท่า “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ ชวน ชูจันทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลาดน้ำคลองลัดมะยม ไปยื่นจดทะเบียนกับ กกต.เมื่อวันที่ 2 มีนาคม
แรกๆ ไม่มีใครตั้งข้อสังเกต เพราะไม่ใช่ระดับ “บิ๊กเนม” หรือ “บิ๊กทหาร” แต่มันสะดุดตรงชื่อ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ดันไปพ้องกับ “คีย์เวิร์ด” โครงการสานพลังประชารัฐของรัฐบาล

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไล่สาแหรกผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐอย่าง “ลุงชวน” ดันเป็นเพื่อนกับเจ้าของโปรเจ็กต์ “โครงการสานพลังประชารัฐ” อย่าง “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล

มันเลยกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตออกมา

บังเอิญอีกว่า ตลาดน้ำคลองลัดมะยมที่ “ลุงชวน” เป็นหัวเรือใหญ่อยู่ในขณะนี้ ดันบังเอิญเป็นตลาดแห่งแรกในโครงการ “ตลาดประชารัฐต้องชม” ที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน ในช่วงที่ผ่านมา แล้วอีกเหลือเกินว่า เจ้ากระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบันชื่อ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

เป็น “สนธิรัตน์” ผู้ที่ปรากฏเป็นข่าวว่า จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

น่าสนใจตรงชื่อ “สนธิรัตน์” นี่แหละ อย่างที่รู้กันว่า เขาคือ ทีมงานเศรษฐกิจของ “เฮียกวง” ที่ดึงมาทำงานให้กับรัฐบาลพร้อมกับ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อ “ลุงชวน” เป็นทั้งเพื่อนของ “เฮียกวง” เมื่อพรรคประชารัฐมีชื่อพ้องกับโครงการหลักของรัฐบาล และเมื่อชื่อตัวเต็งหัวหน้าพรรคดันเป็นทีมเศรษฐกิจคนสนิทของ "เฮียกวง" มันเลยทำให้พรรคนี้กลายเป็นพรรคที่มีน้ำหนักมากที่สุดว่า จะเป็นพรรครองก้น “บิ๊กตู่” ที่ปั้นโดย “คสช.สายพลเรือน”

เท่านั้นไม่พอ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐรายหนึ่ง แม้ไม่ใช่เพื่อน “เฮียกวง” แต่ดันเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 (ตท.12) รุ่นเดียวกับ “บิ๊กตู่” นามว่า “ผู้การสุชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านท้องถิ่น ที่เพิ่งจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งไปเมื่อไม่นานมานี้

แน่นอนเพื่อน ตท.12 ของ “บิ๊กตู่” อาจจะมีถึง 200 คน ทว่า “ผู้การสุชาติ” คนนี้จัดเป็นเพื่อนที่มีความสนิทสนมกับหัวหน้า คสช.มากคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่ถูกดึงมาเป็นสมาชิก สปท.เป็นแน่ ที่สำคัญ เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิก สปท.แล้ว ยังอยู่กลุ่มก๊วนเดียวกันกับ “บิ๊กเยิ้ม” พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ และ ตท.12 อีกหนึ่งเพื่อนรักของ “บิ๊กตู่”

ดังนั้น เมื่อพรรคพลังประชารัฐ มีเพื่อนของคีย์แมนสำคัญในรัฐบาลถึง 2 คน จึงถูกจับตามองและฮือฮาเป็นพิเศษมากกว่าใครจากการเปิดตัวพรรคที่สนับสนุน “บิ๊กตู่” แทบทั้งหมดในเวลานี้

ตอนนี้บุคคลในรัฐบาลสามารถปฏิเสธได้ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การนำชื่อโครงการหลักของรัฐบาลไปใช้ ไม่ได้เป็นเรื่องมุบมิบโดยพลการแน่ เพราะการใช้ชื่อมันเหมือนว่าเป็นพรรคตัวแทนของรัฐบาลขณะนี้ สร้างความเข้าใจให้กับคนแบบนั้นได้ มันจึงต้องมีการไฟเขียวลิขสิทธิ์เป็นการภายในก่อนอย่างแน่แท้ถึงเอาไปจัดตั้งได้

อยู่แค่ว่า สุดท้ายแล้วพรรคพลังประชารัฐของ “ลุงชวน” ผู้ก่อตั้งเมื่อถึงสนามจะเป็นพรรคหลักหรือพรรคไม้ประดับของ คสช.ที่ตั้งขึ้นมาในฐานะนอมินี

ดูศักยภาพแล้วถ้าจะเอาเป็นพรรคหลักก็ได้เหมือนกัน เพราะชื่อพรรคมันก็เป็นแบรนด์ของ คสช.อยู่แล้ว ขณะที่บุคคลผู้ก่อตั้งก็เป็นคนสนิท ไม่ถึงกับโนเนมไก่กาอะไร

ถ้า “เฮียกวง” จะใช้ยี่ห้อประชารัฐสู้ศึกจริง ก็สามารถปลุกปั้นพรรคนี้ในเบื้องหลังได้เหมือนกัน

อย่าลืมว่า ในคณะกรรมการสานพลังประชารัฐที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่เป็นขุมข่ายของ “เฮียกวง” ทั้งนั้น ถ้าคิดจะดึงนักธุรกิจมาสร้างทีมกันไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะ กานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบิ๊กเอไอเอส ในฐานะประธานสานพลังประชารัฐ

ขณะที่ “ผู้การสุชาติ” เคยชี้แจงว่า สมาชิกพรรคจะเป็นอดีตนักการเมือง อดีตข้าราชการ บุคคลที่มีชื่อเสียง ที่สามารถดึงดูดคนได้ นั่นแสดงให้เห็นอีกจุดหนึ่งว่า ไม่น่าจะมีการดึงนักการเมืองที่มีสภาพบอบช้ำเข้ามา เพราะจะทำให้ดูวนเวียนกับลูปเก่า แต่จะดึงบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือนักการเมืองที่ยังไม่เสียศูนย์เท่าไหร่เข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับสังคม ดังนั้น ถ้าเป็นพรรครองก้น “บิ๊กตู่” จริง ตัวหลักๆ ก็น่าจะเป็นนักธุรกิจในก๊ก “เฮียกวง” มาเป็นตัวหลักและนายทุนให้กับพรรคนี้

ตอนนี้ยังไม่สามารถจะฟันธงได้ว่า พรรคนี้จะเป็นพรรคของ “ทหาร” จริงหรือไม่ เพราะว่ากันตามเนื้อผ้า มันยังเหลือเวลาอีกเยอะ การปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องของ “บิ๊กตู่” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ใช่” เพียงแต่ชี้แจงว่า มันยังไม่ถึงเวลา ตัวเองขอทำงานก่อนเท่านั้น

มันเป็นท่าทีที่มีนัยสำคัญ เพราะถ้าพรรคนี้ไม่ใช่พรรคที่หมายมั่นปั้นมือว่า จะเอามารองก้นจริงๆ “บิ๊กตู่” สามารถปฏิเสธว่าไม่ขอรับได้เลย เหมือนกับที่เคยปฏิเสธพรรคพลังชาติไทยของ พล.ต.ทรงกลดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้เป็นแบบนั้นออกแนว “แบ่งรับแบ่งสู้” เสียมากกว่า

หรือใครอาจจะตีความได้ว่า ที่รักษาไม่หักหาญน้ำใจกันด้วยการปฏิเสธไปในทีเดียว เป็นเพราะอย่างน้อยผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นบุคคลที่ให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลมาโดยตลอด และยังเป็นเพื่อนของตัวเอง และบุคคลในรัฐบาลอีกด้วย เมื่อเป็น “เนื้อเดียวกัน” อยู่แล้ว ก็ควรถนอมความรู้สึกในเจตนาดีที่ประกาศจะผลักดันให้เป็นนายกฯ อีกสมัย กับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาพรรคเอาไว้

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ในแง่ “ไทมิ่ง” การแสดงบท “แทงกั๊ก” แบบนี้ถือว่า เป็นผลดีกับรัฐบาลแล้ว เพราะถ้าพรรคพลังประชารัฐ ดันเป็นพรรคที่จะเอาไว้เป็นฐานหลักสู้ศึกเลือกตั้งคราวหน้าจริง การรีบยอมรับและตอบรับจะไปเป็นที่ปรึกษาพรรคให้ถือว่า เสียหายหลายขุม

แม้กฎหมายจะไม่ได้ห้ามให้ “บิ๊กตู่” ไปเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือไปเป็นที่ปรึกษาพรรคให้กับใคร แต่การตอบตกลงในทันที มันอาจทำให้ “เสียของ” ได้ เสียในทีนี้คือ พรรคจะถูกจับจ้อง และถูกเล่นงานจากการเมืองฝ่ายตรงข้ามแต่หัววัน ทำให้ดูด้อยค่า คนจะเข้าใจว่า เป็นพรรคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ส่งผลให้สถานะของ “ลุงตู่” จะเท่าเทียมกับผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่วันนี้ยังไม่รู้ว่าหวยออกที่ใคร

เมื่อกลายเป็นนักการเมืองมีสังกัด จากนายทหารที่ดูเหมือนเป็น “ทางเลือก” ให้กับคนที่เบื่อความขัดแย้ง จะกลายเป็นคู่ขัดแย้งไปกับเขาด้วยทันที และเมื่อต้องลงสนามเลือกตั้ง อาจถึงขั้น “ย่อยยับ” ให้กับพรรคใหญ่ทั้งสองพรรค

การไม่ตอบรับ จึงทำให้สถานะของ “บิ๊กตู่” ยังดูเหนือกว่านักการเมืองคนอื่นๆ ซึ่งส่งผลดีมากกว่า เพราะตราบใดที่ยังไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดเลย เท่ากับยังดูกลางๆ เป็นทางเลือกต่อไปได้ ถ้าถึงวันเลือกตั้งแล้วคนยังเบื่อหน่ายความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์อยู่

กลับกันการไม่หักหาญน้ำใจ ก็เท่ากับว่าไม่ได้ปฏิเสธว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพวกเดียวกัน เพราะเกิดจับพลัดจับผลูในวันข้างหน้า เห็นหน้าเห็นหลังกันมากกว่านี้ โดยเฉพาะตอนที่มีการประชุมพรรค เห็นตัวหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และองคาพยพทั้งหมดภายในพรรคแล้ว พรรคพลังประชารัฐได้ผลตอบรับที่ดี มีแววจะต่อยอดใช้เป็นฐานที่มั่นทางการเมืองในนามพรรคได้ จะไป “ตอบรับ” เป็นที่ปรึกษาพรรค หรือสมาชิกพรรคก็ยังไม่สายเกินไป

ปรากฏการณ์ “พรรคพลังประชารัฐ” จึงเป็นการโยนหินถามทางได้ ไม่เสียหายอะไร เก็บไว้ดูกันยาวๆ เป็นตัวชี้วัดในการตัดสินอนาคตว่า “บิ๊กตู่” จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยแบบไหนก็ย่อมได้
กฎหมายเปิดอ้าซ่า มีเวลาให้เหลือเฟือในการชั่งใจตรงนี้

หากเกิดวันหนึ่งพรรคพลังประชารัฐพรรคนี้ หรือพรรคทหารอื่นๆ ที่อาจมีการเปิดตัวหลังจากนี้ผลตอบรับไม่ได้ดี ถึงขนาดสร้างปรากฏการณ์ทางการเมือง จนสามารถเขย่าหรือดึงคะแนนความนิยมจากสองพรรคใหญ่ได้ ก็เก็บไว้เป็น “พระอันดับ” หนึ่งในอนาคตที่จะเข้าไปเสริมกำลังหลักในเวทีสภา

แต่ถ้า “พีก” ถึงขนาดสร้างปรากฏการณ์ ติดลมบน “บิ๊กตู่” ไม่อยากเป็นไม้หลักปักขี้เลน ก็กระโดดไปเข้าสังกัดได้ไม่เสียหายอะไรเลย หรือกลับกันถ้ากระแสมันถูกตีกลับ จะใช้มุกเดิมคือ “เดินทางลัด” ในการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้พรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็ก ที่เป็นแนวร่วม ผนึกกำลังกับ ส.ว. 250 ชีวิต ลิขิตให้สภาเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองไม่ได้ เพื่อเปิดทางอุ้มตัวเองให้ไปเป็น “นายกฯ คนนอก” ก็ได้เช่นกัน

เพราะจะว่าไปแล้ว “มุกเดิม” คือ เป็น “นายกฯคนนอก” มันเท่กว่ากันเยอะ ดูมีราคากว่าหลายเท่า เหมือนกับไปเทียบเชิญให้มาเป็น หลังรัฐสภาไม่สามารถหานายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองได้ เลยต้องไปหาคนที่มีคุณสมบัติมากกว่ามาเป็นแทน เหมือนกับในอดีตที่มีการไปเชิญ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี

แม้จะไม่ได้มาจากสนามเลือกตั้ง แม้จะไม่ได้เป็น ส.ส. แม้จะไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง แต่ถือว่า เป็น “นายกฯ คนนอก” ที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากการรัฐประหารเหมือนในปัจจุบัน เพราะมาตามที่รัฐธรรมนูญฉบับประชามติที่กำหนดไว้ มาโดยกลไกรัฐสภา สามารถอวดหน้าลอยตาในเวทีนานาชาติได้อย่างไม่เคอะเขินเหมือนในปัจจุบัน

แล้วยังรักษาสถานะตัวเองให้ดู “เหนือชั้น” กว่าเหล่านักการเมืองมืออาชีพได้ เพราะไม่ได้ลงไปเป็นนักการเมืองเต็มตัว

ที่สำคัญ มันดีกว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคขนาดเล็ก แต่มาปาดหน้าเค้กพรรคใหญ่ ใช้อภิสิทธิ์แซงคิวเป็นผู้นำรัฐบาล

ดีดลูกคิดแล้ว “นายกฯ คนนอก” ยังไงก็เท่กว่ากันเยอะ.




กำลังโหลดความคิดเห็น...